1 ขวบปีของ...เจ-ชนาธิป : น้ำตาหลังย้ายทีม / เล่นได้ดีกว่ากับทีมชาติ / โดนพ่อด่า และ ข้อเสนอจากต่างแดน

ขวบปีที่ผ่านมาของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ มิดฟิลด์ร่างจิ๋ววัย 22 ปีจากเมืองทองฯ ยูไนเต็ด หลังเคยได้รับการรับเลือกให้เป็นอันดับที่ 50 นักเตะเอเชียยอดเยี่ยมจากการจัดอันดับของ FourFourTwo เมื่อปี 2015… เขาผ่านร้อนหนาวมามากมาย 

ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดูเหมือนจะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามา ตั้งแต่การได้รับการยกย่องให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดของอาเซียน โดยการประกาศรางวัลโดยสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน หรือ เอเอฟเอฟ, การพาทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2015 และการเป็นผู้เล่นคนสำคัญช่วยให้ทีมชาติไทย ทะลุเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย.... แต่เรื่องร้ายๆก็คือการต้องพลัดพรากแยกจากสโมสรที่เขารักที่สุด  

“1 ปีที่ผ่านมา มันก็ผ่านทั้งช่วงที่เล่นดีแล้วก็ผ่านช่วงที่เล่นไม่ดี บางช่วงที่ร่างกายก็อ่อนล้าเป็นธรรมดาเพราะพวกผมก็แข่งกันเยอะ เราล้า แต่ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่รักษามาตรฐานของตัวเองแล้ว และก็พัฒนาตัวเองขึ้นมา เราไม่อยากโดนว่า...ว่าเราฟอร์มตกลง แต่ในทางกลับกัน ผมรู้สึกพอเราโดนว่าก็ต้องพัฒนาตัวเอง” ชนาธิป สรงกระสินธ์ เริ่มบทสนทนาของตัวเองให้ FFT TH ฟังที่ร้านกาแฟใกล้สนามเหย้าของ เมืองทองฯ ยูไนเต็ด

ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2015 ชนาธิป สรงกระสินธ์ มีช่วงเวลาที่ไม่ดีสักเท่าไหร่นักกับผลงานในระดับสโมสร แม้พาทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปีคว้าเหรียญทองซีเกมส์ อย่างยิ่งใหญ่ที่สิงคโปร์ พร้อมคว้ารางวัลนักเตะอาเซียนยอดเยี่ยม แต่ “มังกรไฟ” สโมสรอันเป็นที่รักของเขากลับมีผลงานย่ำแย่ จนต้องตกชั้น ยังโชคดีที่สระบุรี เอฟซี ถอนตัวออกจากการแข่งขันปีนี้ ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์กลับมาเล่นบนลีกสูงสุดต่ออีกครั้ง… เขายอมรับว่าการกรำศึกหนักจนเกินไปทั้งทีมชาติและสโมสรส่งผลต่อการเล่นของเขา และเพื่อนร่วมทีมที่ติดทีมชาติไทยพร้อมๆกับเขา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นในทีมหลายๆระหว่างปี 2014 กับ 2015 ทำให้ทีมขาดความต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่เพราะเขาไม่ทุ่มเทให้สโมสร

“ผลงานปี 2015 ผมไม่พูดว่าอะไรผิดอะไรถูก คือมันไม่ผิดไม่ถูก สโมสรฟุตบอลบีอีซี เทโรศาสน เป็นสโมสรที่ผมรักมากแล้วผมก็รักนาย (ไบรอัน แอล มาร์คา) ผมรู้สึกว่าบางทีการที่เราเอานักเตะต่างชาติในยุคโชเซ่ (อัลเวส บอร์จีส) มันดีอยู่แล้ว แต่พอมันมีการเปลี่ยนแปลงมันก็ต้องมาจูน  ไม่รู้หรอกว่าใครเล่นดี ก็ต้องจับตัวโน้นตัวนี้มาลองใหม่กันใหม่ อย่างพวกตัวที่ดีอยู่แล้ว คนที่เก็บบอลได้อย่าง จอร์จี้ เวลคัม  กองหลังอย่างไดกิ (อิวามาสะ) แต่พอเปลี่ยนแปลงปุ๊ป ทุกอย่างมันก็เหมือนเปลี่ยนแปลงไปหมด  อีกอย่างพวกผมไปเล่นทีมชาติบ่อยด้วย มันพักผ่อนไม่พอ เวลาแข่งมันแข่งมันก็ล้า”

“บังเอิญช่วงนั้นเทโรฯ ผลงานไม่ดี มันสวนทางกับทีมชาติ คนก็อาจเข้าใจผิดว่าผมเล่นดีให้กับทีมชาติมากกว่า...ใช่ ผมอาจมีอาการล้าที่ได้พักผ่อนน้อย แต่ก็ยังคิดว่าเล่นไ้ด้ตามมาตรฐานอยู่ให้กับเทโรฯ จริงๆ ถ้าได้ย้อนกลับไปดูเกมจริงๆ เราแค่โชคร้าย จังหวะน่าจะชนะ กลับถูกตีเสมอท้ายเกม เวลาน่าเสมอกลับโดนยิงท้ายเกมจนแพ้ คือไม่ใช่ว่าสู้คู่แข่งไม่ได้ หรือเล่นไม่ดี”

“บอกตามตรงผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจนมาถึงปัจจุบัน มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งแบบทั้งๆที่เราก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลง”

ชนาธิป สรงกระสินธ์ มีผลงานที่ไม่ดีเท่าไหร่นักกับสโมสรบีอีซี เทโรศาสน เมื่อปีก่อน

แมตช์สุดท้ายของฤดูกาล 2015 บีอีซี เทโรศาสน และ ชนาธิป โชว์ฟอร์มแกร่งด้วยการบุกไปชนะเชียงราย ยูไนเต็ด 5-0 แต่มันไม่ดีเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาอยู่รอด...เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ มิสเตอร์ ไบรอัน แอล มาร์คา ประธานสโมสรบีอีซี เทโรศาสน ผู้มีพระคุณกับเขา ตัดสินใจเลิกทำทีมฟุตบอล หลังเป็นผู้ก่อร่างสร้างทีมนี้มากว่า 20 ปี พร้อมประกาศขายให้กลุ่มนายทุนใหม่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร โดยไม่มีการเปิดเผยจำนวนตัวเลข และการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น มันทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน มันคือการเปลี่ยนแปลงที่โหดร้ายสำหรับเขา

“วันนั้นผมมีสอบอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมจำได้ว่าหลังออกจากห้องสอบตอน 11 โมง พี่แมน (ธัญญะ วงศ์นาค ผู้จัดการทีม) โทรหาแล้วบอกว่า เฮ้ย! เจ เดี๋ยวเข้าไปสยามกีฬานะ ไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก กับเมืองทองฯ ผมคิดตอนนั้นว่า...นี่เราต้องจากเทโรฯมาจริงๆเหรอ เราไม่รู้ว่าผู้ใหญ่เขาคุยอะไรกันไว้ แต่ผมไม่เคยคิดอยากจะจากเทโร นอกจากไปเล่นที่ต่างประเทศ  

“ผมรู้สึกว่านั่นคือครอบครัวจริงๆ มันก็รู้สึกน้อยใจ...เสียใจมากกว่า” ชนาธิป เล่าถึงวินาทีที่ต้องออกจาก บีอีซี เทโรศาสน ไปเล่นให้เมืองทองฯ ในสัญญายืมตัว

เปิดตัวเป็นนักเตะใหม่เมืองทองฯ พร้อม ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา อีก 2 เพื่อนร่วมทีมจากเทโรฯ

แต่ชีวิตมันก็แบบนี้… ไม่มีอะไรที่สมความต้องการทุกอย่างเสมอไป และมนุษย์ก็ย่อมต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง เขาลุยต่อในฐานะสมาชิกใหม่ของเมืองทองฯ ยูไนเต็ด โดยมีนักเตะจากเทโรฯ อีก 4 คนที่ย้ายมาสู่สโมสรใหม่ ได้แก่ อดิศักดิ์ ไกรษร, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ทริสตอง โด มาร่วมทีมด้วย และการได้ร่วมงานกับ “โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน หนึ่งในกุนซือหนุ่มที่เก่งที่สุดในประเทศ คือ ความท้าท้ายใหม่ของเขา

“เราก็คิดนะว่า ถ้าเรามาอยู่ที่นี่ (เมืองทองฯ) มันจะช่วยยกระดับเราได้แค่ไหน”  

“อยู่เทโรฯก็ช่วยยกระดับได้นะ แต่พอมาเมืองทองฯ เราก็รู้สึกแฮปปี้เหมือนกันที่ได้เล่นกับพวกพี่ๆ ทีมชาติ มันเล่นด้วยกันแล้วสนุก แต่ถ้าถามเรื่องอื่นผมมีความสุขไหม? ผมเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เพราะผมรู้สึกว่า นายไบรอัน (แอล มาร์คา) คือ ผู้มีพระคุณสำหรับผม ผมมีใจให้เขาเต็มที่ แต่การที่ผมมาอยู่กับเมืองทองฯ มันเป็นเพราะวิถีของฟุตบอลอาชีพล้วนๆ ผมมาเล่นฟุตบอลอย่างเดียว นี่คือฟุตบอลอาชีพ ในโลกของฟุตบอลเมื่อคุณเจ็บ เล่นให้ไม่ได้ เขาก็ไม่เอาคุณ อันนี้ผมพูดตรงๆเลย ไม่มีมาดราม่า ไม่มีมาเสแสร้ง”

“การอยู่กับเมืองทองฯ ที่มีพี่แบน (ธชตวัน ศรีปาน) เป็นโค้ช ผมว่าพี่แบนกับพี่โก้ (ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) มีความคล้ายคลึงกัน พวกพี่ๆเขาเป็นยอดโค้ช มีบุคลิกคล้ายๆกัน เน้นวินัย เวลาซ้อมไม่ต้องเยอะมาก แต่เน้นคุณภาพในการฝึกซ้อม ตรงนี้ผมเองดีใจที่ได้ร่วมงานกับโค้ช 2 คน ที่เป็นตำนานของไทย”

ชนาธิป สรงกระสินธ์ กำลังเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ กับ เมืองทองฯ ยูไนเต็ด

เป้าหมายในระดับสโมสร คือ การพาเมืองทองฯ เป็นแชมป์ในประเทศ แต่ขณะเดียวกันเขาก็มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ว่าจะพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นนักเตะชั้นนำในระดับทวีปในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย เพื่อเป้าหมาย คือ การไปค้าแข้งต่างแดนที่ประเทศญี่ปุ่น

-ติดตามเรื่องราวของเป้าหมาย และข้อเสนอที่เขาได้รับจากต่างแดนจริงๆในหน้าถัดไป-