100 เกมพรีเมียร์ลีกสุดตราตรึงชาตินี้ลืมไม่ลง

"พรีเมียร์ลีก" ...ชื่อนี้การันตีความมันส์ระดับห้าดาว ความคลาสสิคแม้่ผ่านกาลเวลา และอีกหลากอารมณ์ที่ทำให้เวทีลูกหนังประเทศนี้ได้รับความนิยมทั่วโลก หลายสิบปีที่ผ่านมามีอีกแมตช์ฟาดเพลงแข้งนับร้อยพันให้แฟนบอลได้ติดตาม และวันนี้เราได้รวบรวม 100 เกมที่เรียกได้ว่าเป็น "ที่สุด” ในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี

100. ซันเดอร์แลนด์ 1-3 ชาร์ลตัน แอธเลติค (01/02/2003)

"แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์กำลังรั้งอยู่อันดับ 19 ของตารางคะแนน ต้องการ 3 คะแนนเพื่อต่อลมหายใจในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี และโอกาสที่พวกเขาจะพาตัวเองพ้นโซนอันตรายก็มาถึงเมื่อมีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ชาร์ลตัน แอธเลติค

อย่างไรก็ตามซันเดอร์แลนด์ก็ไม่สามารถไขว่คว้าโอกาสดังกล่าวไว้ได้หลังจากค่ำคืนอันสุดโชคร้ายที่พวกเขาทำเข้าประตูตัวเองถึง 3 ลูกติดต่อกัน และแม้ช่วงท้ายเกมจะมายิงประตูตีไข่แตกได้ แต่เท่านั้นก็ไม่เพียงพอให้พวกเขาเก็บสามคะแนนที่ต้องการ ขณะที่ทางฝั่ง ชาร์ลตัน กลับบ้านพร้อมรอยยิ้มและชัยชนะที่พวกเขาไม่ต้องออกแรงเลยแม้แต่น้อย

99. เชลซี 8-0 วีแกน (09/05/2010)

น่าจะเป็นการปิดจ็อบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สวยงามที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี เมื่อย้อนกลับไปฤดูกาล 2009/10 "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่กำลังนำเป็นจ่าฝูงเดี่ยวๆ เปิดบ้านเอาชนะ วีแกน แอธเลติค ได้แบบถล่มทลาน และคว้่าแชมป์ลีกสมัยที่ 3 มาครองแบบปราศจากมลทิน

เริ่มเกมได้เพียงไม่กี่นาที นิโคลาส อเนลก้า ประเดิมลูกแรกให้ทีมขึ้นนำก่อน จากนั้นสกอร์เริ่มไหลเมื่อ ดิดิเยร์ ดร็อกบา สวมบทแฮททริกฮีโร่กด 3 ประตูตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งเวลาแรกช่วยคลายความกดดันได้มากพอสมควร ก่อนที่กลับมาในครึ่งหลังลูกทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ จะบวกเพิ่มอีก 4 ประตูพา "สิงโตน้ำเงินคราม” เก็บชัยชนะในนัดปิดฉากฤดูกาลแบบขาดลอย 8-0 และฉลองแชมป์ลีกต่อหน้าแฟนๆ เจ้าถิ่นกันอย่างชื่นมื่น

98. เวสต์บรอม 5-5 แมนฯ ยูไนเต็ด (10/05/2013)

ขึ้นชื่อว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่มีอะไรที่เขาต้องการและจะหามาครองไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นถ้วยแชมป์หรือนักเตะที่ดีที่สุดของโลก อย่างไรก็ตามแมตช์สุดท้ายในการคุมทีมของยอดกุนซือเลือดสกอตกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อเจอ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ทำเซอร์ไพรส์แบบสุดแสบ

แม้ว่าถึงตอนนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะคว้าแชมป์มาครองได้แล้ว แต่ชัยชนะในเกมนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ควรพลาด เพราะนี่เป็นเกมสุดท้ายที่ "เฟอร์กี้” จะยืนอยู่ข้างสนามในฐานะกุนซือปีศาจแดง และยังเป็นการเฉลิมฉลองช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่สุดยอดโค้ชคนนี้ที่คุมทีมมาถึง 1,500 นัดด้วย แต่เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดเหล่าสาวก "เดอะ เรดส์ เดวิล” กลับต้องพบกับความผิดหวังแบบเจ็บปวดสุดๆ เมื่อผลสุดท้ายทั้งสองทีมผลัดกันยิงอุตลุดและเสมอกันไปด้วยสกอร์ 5-5 โดยเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนถึง 3-0 แต่ปิดเกมไม่ลง และเป็นปาร์ตี้อำลายอดกุนซือที่เรียกได้ว่ากร่อยสุดๆ เลยทีเดียว

97. เบิร์นลีย์ 1-0 แมนฯ ยูไนเต็ด (19/08/2009)

นับว่าเป็นการประกาศศักดาในเวทีพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2009/10 ที่ยอดเยี่ยมสำหรับ "เดอะ คลาเรตส์” เบิร์นลีย์ หลังจัดการหักปากกเซียนด้วยการเปิดบานเอาชนะแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

โดยนัดแรกของฤดูกาลนั้นปีศาจแดงสามารถเก็บชัยชนะมาได้ ขณะที่เบิร์นลีย์ต้องพบกับความพ่ายแพ้ และในเกมถัดมาทั้งคู่ก็โคจรมาพบกันโดยเป็นทีมน้องใหม่ที่ได้เล่นในบ้าน และแม้รูปเกมเบิร์นลีย์จะด้อยกว่าในทุกด้าน ทั้งโอกาสการยิงประตูและเปอร์เซนต์การครองบอล แต่พวกเขาก็เป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะได้ในท้ายที่สุด

96. นอริช ซิตี้ 4-4 มิดเดิลสโบรห์ (22/01/2005)

“นกขมิ้น” นอริช ซิตี้ กำลังประสบปัญหาฟอร์มตกและมีแววจะร่วงลงไปเล่นในลีกพระรองสูงทีเดียว เกมนี้ที่พวกเขาได้ลงสนามเจอกับ มิดเดิลสโบรห์ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง และพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นต้องเก็บชัยชนะให้ได้หากหวังอยู่รอดในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต่อไป

อย่างไรก็ตามแม้ นอริช ซิตี้ จะเป็นฝ่ายขึ้นนำ 3-0 ตั้งแต่ต้นเกม แต่ มิดเดิลสโบรห์ ก็มายิง 4 ประตูรวดพลิกเกมแบบเหลือเชื่อ แต่โชคดียังดีที่ นอริช ไม่ยอมแพ้และทำประตูไล่จี้มาก่อนที่จะได้ลูกตีเสมอช่วงท้ายเกมแบบสุดดราม่าคว้า 1 แต้มมาครองได้แบบชนิดที่แฟนๆ ลุ้นกันใจหายใจคว่ำ ทว่าสุดท้ายแล้วหลังจากพยายามดิ้นรนอยู่นานหลายเดือน "นกขมิ้น” ก็ต้านทานไม่ไหวและเป็นฝ่ายตกชั้นไปตามระเบียบ

95. วูลฟ์แฮมปตัน 4-3 เลสเตอร์ ซิตี้ (25/10/2003)

อีกหนึ่งเกมที่อัดแน่นด้วยความมันส์ระดับห้าดาว เมื่อทั้งสองทีมยิงรวมกันถึง 7 ประตูและผลัดกันครองเกมในแต่ละครึ่งเวลา โดยเป็น "จิ้งจอกสยาม” ที่นำห่างถึง 3-0 ในครึ่งแรก แต่สุดท้ายเจ้าบ้านก็ไม่ยอมแพ้มาตามตีเสมอและแซงเอาชนะในช่วงท้ายเกมและเป็นฝ่ายคว้า 3 คะแนนไปครองแบบสุดดราม่าตามแบบฉบับเกมลูกหนังเมืองผู้ดีที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

94. แมนฯ ยูไนเต็ด 2-3 แบล็คเบิร์น (31/12/2011)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มแรงสุดๆ หวังจะเก็บชัยชนะแบบสบายๆ เพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปีของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่สุดท้ายกลายเป็นงานเลี้ยงที่ไม่ครื้นเครงเท่าไหร่เมื่อพวกเขาโดน แบล็คเบิร์น ที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของตารางคะแนน ณ ขณะนั้นบุกมาทำช็อคแฟนเจ้าถิ่นและพลิกล็อคเอาชนะยอดทีมเมืองผู้ดีได้ถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ด...โดยชัยชนะของ แบล็คเบิร์น ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่นำ 3 แต้มสุดล้ำค่าให้กับพวกเขาเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้ สตีฟ คีน กุนซือที่เก้าอี้กำลังร้อนเป็นไฟได้คุมทีมต่อไปอีกด้วย

93. แบล็คเบิร์น 3-2 เบิร์นลีย์ (18/10/2009)

แบล็คเบิร์นและเบิร์นลีย์โคจรมาพบกันในศึกดาร์บี้แมตช์แรกของพวกเขาบทเวทีสูงสุดเมืองผู้ดีในรอบเกือบ 50 ปีและเกมก็จบลงด้วยผลการแข่งขันที่สนุกสนานสำหรับแฟนๆ ทุกคนที่ได้รับชม เมื่อทั้งสองฝ่ายเป็นหน้าแลกกันไม่ยั้งและผลัดกันทำประตูขึ้นนำก่อนที่สุดท้ายจะเป็นเจ้าถิ่นที่เฉือนเอาชนะไปได้ 3-2

92. เอฟเวอร์ตัน 2-2 ลิเวอร์พูล (23/11/2013)

ทุกครั้งที่สองทีมจากถิ่นเมอร์ซีย์ไซด์โคจรมาพบกันมักจะกลายเป็นที่เปี่ยมด้วยความมันส์ระดับห้าดาวเสมอ แต่ครั้งมันกลับเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมกว่าหลายปีที่ผ่านมา...ไม่เพียงแต่พวกเขาจะได้สู้กันในสนามแบบผู้เล่นครบ 11 คนเท่านั้น แต่ผลการแข่งขันยังพลิกไปพลิกมาให้แฟนบอลทั้งสองทีมได้ลุ้นกันจนตัวโก่ง

เริ่มจาก ฟิลิปป์ คูตินโญ ที่ฉวยโอกาสจากลูกขลุกขลิกในกรอบเขตโทษแล้วยิงประตูให้ "หงส์แดง” ขึ้นนำก่อน แต่ เคิวน มิรัลลาส ก็ไม่รอช้าทำประตูให้ "ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน" ตามตีเสมอได้ทันควัน ก่อนที่กองหน้าตัวเก่งลิเวอร์พูลอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ จะจัดการปั่นฟรีคิกแบบสุดสวยให้ทีมเยือนขึ้นนำได้อีกครั้งในช่วงครึ่งเวลาแรก แต่ครึ่งหลังกลับกลายเป็นเอฟเวอร์ตันที่ได้บุกกระหน่ำหนักและได้สองประตูจาก โรเมลู ลูกากู ส่งให้พวกเขาพลิกแซงขึ้นนำเป็นครั้งแรกของเกมนี้ และมันกำลังจะจบด้วยชัยชนะของทีมเจ้าบ้านอยู่แล้วแต่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาก็สวมบทฮีโร่แบบไม่มีใครคาดคิดจัดการโหม่งตีเสมอให้หงส์แดงในช่วงเวลาท้ายเกมแบบสุดดราม่าและลงเอยด้วยผลเสมอที่เหมาะสมสำหรับทั้งสองทีม 

91. ซันเดอร์แลนด์ 4-1 เชลซี (04/12/1999)

ไม่มีใครคาดคิดว่า "แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์จะสามารถเอาชนะ "สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ได้ในเกมนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะตัวผู้เล่นที่ต่างชั้น ระดับของสโมสรที่แตกต่างกันคนละขั้ว หรือเหตุผลอีกมากมายร้อยแปด แต่สุดท้ายทีมเล็กๆ อย่างพวกเขาก็ทำได้สำเร็จและถอนแค้นจากความพ่ายแพ้ในนัดเปิดสนามประจำฤดูกาลที่พวกเขาเป็ฯฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับสิงห์บลูแบบเละเทะ 4-0 แต่มาครั้งนี้สกอร์พลิกกลับคนละข้างเมื่อ ซันเดอร์แลนด์ ได้ 4 ประตูขึ้นนำตั้งแต่ไก่โห่และแม้ กุสตาโว โปเยต์ จะทำประตูตีตื้นให้กับ เชลซี แต่สุดท้ายก็ไม่ทันการและส่งให้พวกเขาเป็นฝ่ายแพ้ด้วยสกอร์สุดน่าอับอาย

Pages