เจาะลึกคู่แข่งทีมชาติไทย: อิรัก...ศัตรูร้ายรายต่อไปของช้างศึก

วันที่ 3 กันยายน ขณะที่ทีมชาติไทยกำลังลงอุ่นเครื่องท่ามกลางสายฝนพบกับทีมชาติอัฟกานิสถาน อีกประมาณ 10,000 กิโลเมตรห่างจากสนามราชมังฯ คู่แข่งคนสำคัญลำดับต่อไปของ “ช้างศึก” เองก็กำลังฟาดแข้งในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกของพวกเขาเช่นกัน

ลูกทีมของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ลงเล่นกันอย่างเต็มที่แม้บรรยากาศในเกมจะค่อนข้างทุลักทุเลจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก แต่พวกเขาก็ยังทำผลงานได้ดีพอสำหรับเก็บชัยชนะ 2 ประตูต่อ 0 เหนือทีมที่มีอันดับในฟีฟ่าแร้งกิ้งมากกว่าพวกเขา 7 อันดับ ขณะที่ลูกทีมของ ยาห์ยา อัลวาน ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นระดับทีมท็อปเอเชียได้อย่างสมศักดิ์ศรีเมื่อเอาชนะไต้หวันไปได้ด้วยสกอร์ขาดลอย 5 ประตูต่อ 1

…ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” หรือ ทีมชาติอิรัก ด่านหินสำคัญในรายการคัดเลือกฟุตบอลโลกลำดับต่อไปที่ทีมชาติไทยกำลังจะต้องลงเผชิญหน้าในอีก 3 วันนับจากนี้

อันที่จริงแล้ว “ช้างศึกรุ่นน้อง” และทีมชาติอิรักชุดยู-23 นั้นเพิ่งจะพบปะวัดฝีเท้ามาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วในรอบชิงที่สามประจำทัวร์นาเมนต์ เอเชียน เกมส์ 2014 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี และแม้ว่าทีมชาติไทยจะสู้ได้อย่างสูสีรวมถึงสร้างโอกาสทำประตูได้ตลอดทั้งเกม แต่ประตูโทนของ “ขิงแก่อันตราย” ยูนิส มะห์มูด ก็ดับฝันการคว้าเหรียญแรกในเอเชียนเกมส์ลงในช่วงครึ่งหลัง

วันที่ 8 กันยายน ทั้งสองทีมกำลังจะโคจรกลับมาพบกันอีกครั้ง และวันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกแง่มุมของทีมชาติอิรักว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน มีผลงานโดดเด่นอะไรบ้างในอดีต รวมถึงใครคือสามนักเตะคีย์แมนที่ “ช้างศึก” จะต้องจับตายทุกฝีก้าวหากหวังเก็บ 3 คะแนนเต็มในบ้าน

ประวัติและผลงานที่โดดเด่นของอิรัก

ปัจจุบันทีมชาติอิรักรั้ง 82 ของโลกและเป็นหนึ่งในท็อปเทนชาติมหาอำนาจลูกหนังเอเชีย แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าวงการฟุตบอลประเทศนี้ต้องเผิชญอะไรมาบ้าง ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปี เป็นยุคที่คนในวงการลูกหนังอิรักเรียกขานกันว่ายุคที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของประเทศนี้ ... “อูเดย์ ฮุสเซน” ลูกชายผู้เหี้ยมโหดของ ซัดดัม ฮุสเซน ปกครององค์กรกีฬาของอิรักอย่างโหดร้าย และฟุตบอลไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากในช่วงเวลาของเขา 

อย่างไรก็ตาม อูเดย์ ฮุสเซน ก็เสียชีวิตลงในปี 2003 และนับแต่นั้นวงการฟุตบอลอิรักก็กลับเข้าสู่เส้นทางที่มันควรจะเป็น โดยถัดมา 4 ปี แม้ว่ามาตุภูมิบ้านเกิดจะยังลุกโชนด้วยไฟสงคราม แต่ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ตัวนี้กลับประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลเอเชียได้สำเร็จ เมื่อพวกเขาผงาดคว้าแชมป์ เอเชียน คัพ 2007 สมัยแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังของประเทศ โดย ยูนิส มะห์มูด คือผู้ซัลโวประตูชัยให้พวกเขาเอาชนะคู่ปรับทั้งในสมามฟุตบอลและสมรภูมิรบอย่าง ซาอูดิอาระเบีย ไปได้ 1-0 

ยูนิส มะห์มูด พังประตูสำคัญในนัดชิงชนะเลิศให้อิรักเฉือนเอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย 1-0 คว้าแชมป์เอเชียน คัพ ครั้งสมัยมาครอง

...ความสำเร็จครั้งแรกของพวกเขาในเวทีลูกหนังเอเชียถูกไฮไลท์ด้วยความกดดันจากไฟสงครามที่ยังคุโชนและทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวฟุตบอลที่โลกไม่มีวันลืม 

อย่างไรก็ตามหลังประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2007 ผลงานของทีมชาติอิรักก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาไม่สามารถผ่านเข้าฝ่าด่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2010 ขณะที่การแข่งขัน “2009 ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ” ที่เข้าไปในฐานะตัวแทนแชมป์เอเชียก็จอดป้ายไว้แค่รอบแบ่งกลุ่ม ส่วนการแข่งขัน เอเชียน คัพ 2011 อิรักที่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายด้วยฐานะแชมป์เก่าก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อโดน ออสเตรเลีย ถอนแค้นเฉือนเอาชนะไป 1 ประตูต่อ 0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายจากประตูชัยของ แฮร์รี คีเวลล์ ความผิดหวังของอิรักยังไม่จบ เมื่อแม้จะผ่านถึงรอบสุดท้ายของการคัดเลือกฟุตบอลโลก 2014 แต่ความพ่ายแพ้สามนัดติดต่อกันทำให้พวกเขาต้องหยุดเส้นทางไว้เพียงนี้

ฉะนั้นคงไม่ผิดนักหากจะพูดว่านับแต่คว้าถ้วยเอเชียน คัพ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ที่เคยรุ่งเรืองก็กลับเข้าสู่ช่วงตกต่ำอีกครั้ง หากแต่ในระดับเยาวชน พวกเขากลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่เฉพาะในระดับทวีปเท่านั้น แต่ยังประกาศศักดาได้ไกลถึงระดับโลก จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ฟุตบอลเยาวชนของอิรักถูกจับตาให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พิสูจน์คุณภาพด้วยรางวัลชนะเลิศในรายการ “2013 เอเอฟซี ยู-22 แชมเปี้ยนชิพ” รองชนะเลิศ “2012 เอเอฟซี ยู-19 แชมเปี้ยนชิพ” และการคว้าอันดับ 4 ในการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีที่ประเทศตุรกีเมื่อปี 2013 ด้วย

โดยปัจจุบัน เหล่าดาวรุ่งที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในระดับเยาวชนหลายคนถูกดันขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่แล้ว และตอนนี้พวกเขาก็กลายเป็นกำลังหลักของทีมชาติอิรักที่มีส่วนสำคัญในการพาทีมคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งในเวทีระดับทวีป โดยสองปีมานี้อิรักคว้าเหรียญทองแดงในรายการเอเชียน เกมส์ 2014 หลังเบียดชนะทีมชาติไทยได้ในนัดชิงที่สาม ก่อนที่ปีถัดมาจะจบอันดับ 4 ในรายการเอเชียน คัพ เมื่อเดือนมกราคมด้วย

“สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องตำแหน่งกุนซือนับแต่ ฮากิม ชากิร อดีตเฮดโค้ชผู้พาอิรักเฉิดฉายในเวที “2013 เอเอฟซี ยู-22 แชมเปี้ยนชิพ” และ “2013 ฟุตบอลโลกยู-20” โดนปลดออกจากตำแหน่ง ขณะที่ รอฎี ชินายชิล กุนซือขัดตาทัพชั่วคราวในทัวร์นาเมนต์เอเชียน คัพ ก็ตัดสินใจกลับไปคุม กาตาร์ เอสซี หลังจบการแข่งขัน และแม้จะมีข่าวกับเทรนเนอร์ชื่อดังหลายๆ คน แต่ไม่มีใครตอบตกลงจนสุดท้ายต้องดัน ยาห์ยา อัลวาน เฮดโค้ชทีมเยาวชนขึ้นมาเป็นกุนซือใหญ่เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ยาห์ยา อัลวาน นายใหญ่ปัจจุบันทีมชาติอิรักที่เคยเป็นหนึ่งในทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชของทีมลุยฟุตบอลโลกโอลิมปิก 2004

ไทย-อิรัก: การพบกันระหว่างทั้งสองทีม

ยาห์ยา อัลวาน อดีตสต๊าฟฟ์โค้ชที่เคยเป็นหนึ่งในทีมงานของอิรักลุยฟุตบอลโลกโอลิมปิก 2004 ยังคงไว้วางใจใช้งานเหล่าขุนพลหนุ่มส่วนใหญ่ที่มีชื่อลุย เอเชียน เกมส์ และ เอเชียน คัพ เป็นกำลังหลักในการทำศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกหนนี้ และนับแต่เข้ามาคุมทีม ผลงานของเขาก็ถือว่าน่าพอใจ เมื่อนัดแรกสามารถพาอิรักบุกไปชนะเลบานอน 3 ประตูต่อ 2 ในเกมอุ่นเครื่อง และนัดล่าสุดก็เพิ่งจะเอาชนะ ไต้หวัน ไปแบบขาดลอย 5 ประตูต่อ 1 ซึ่งผลงานเหล่านี้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือของ ยาห์ยา อัลวาน และคุณภาพลูกหนังของประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี

ถัดจากการพับกับไต้หวัน คู่แข่งลำดับถัดไปในรายการคัดเลือกฟุตบอลโลกของพวกเขาก็คือทีมชาติไทย และหากย้อนดูสถิติการพบกันระหว่างทั้งสองทีมในเกมที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ให้การรับรองแล้ว ต้องยอมรับว่าคู่แข่งจากตะวันออกกลางมีภาษีเหนือกว่าอย่างชัดเจน โดยเจอกันมาทั้งหมด 13 ครั้ง ไทยชนะแค่ 2 เสมออีก 3 และแพ้ไปถึง 8 ครั้ง 

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลังขึ้นสหัสวรรษใหม่ทีมชาติไทยไม่เคยแพ้ทีมชาติอิรักเลยในการพบกัน 4 ครั้งหลังนับตั้งแต่ปี 2001 และอันที่จริงแล้วการพบกันครั้งล่าสุดในการแข่งขันอุ่นเครื่องที่ราชมังคลากีฬาสถานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2008 ทีมชาติไทยก็เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1 จากลูกยิงของ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย และ ธีรศิลป์ แดงดา ที่ปัจจุบันเป็นกองหน้าชาวไทยคนสุดท้ายที่ทำประตูใส่อิรักได้

ส่วนถ้านับเฉพาะในรายการคัดเลือกฟุตบอลโลก ทั้งคู่เคยถูกจับมาอยู่กลุ่มเดียวกันในปี 2001 โดยทีมชาติไทยชุดนั้นยังมี “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน ศรีปาน, เสกสรรค์ ปิตุรัตน์, สุธี สุขสมกิจ และ วรวุฒิ ศรีมะฆะ เป็นแกนหลัก โดยนัดแรกที่ออกไปเยือนอิรัก ทีมชาติไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 4 ประตูต่อ 0 ส่วนเมื่อกลับมาลงเล่นในบ้านก็ทำได้แค่เสมอ 1 ประตูต่อ 1 โดย สุธี สุขสมกิจ มีชื่อเป็นคนยิงลูกตีเสมอ โดยจบทัวร์นาเมนต์ไทยอยู่ในอันดับสุดท้ายของกลุ่ม ส่วนอิรักจบด้วยตำแหน่งรองบ๊วย

กลับมาครั้งนี้ทั้งคู่จะโคจรมาพบกันอีกรอบหลังผ่านนัดสุดท้ายดวลแข้งกันกว่า 8 ปีก่อน ทีมชาติอิรักที่เหนือกว่า “ช้างศึก” ในทุกด้านคงตั้งเป้ามาเพื่อชัยชนะเท่านั้น ขณะที่ทีมชาติไทยซึ่งนำจ่าฝูงกลุ่มเอฟอยู่ในขณะนี้ก็คงต้องการเก็บสามแต้มเต็มเพื่อครองความได้เปรียบต่อไป และแม้มันจะไม่ใช่งานง่าย แต่ “ซิโก้” ก็มั่นใจว่ามันไม่เกินความสามารถขอลูกทีม “เป้าหมายของเราคือการเอาชนะอิรัก แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งเอาชนะไต้หวันมาได้ด้วยสกอร์ที่ขาดลอยถึง 5 ประตูต่อ 1 แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าลูกทีมทุกคนมีศักยภาพมากพอที่จะสู้ได้อย่างสูสี และอีกอย่างหนึ่งคือเราได้เปรียบในการเล่นในบ้านด้วย ฉะนั้นถ้าวัดกันที่ความมั่นใจ ผมคิดว่าตอนนี้ไทยมีมากกว่า”

เชิญพบกับ "3 คีย์แมนอันตราย" ของอิรักในหน้าถัดไป