เกิดอะไรขึ้นกับฟอร์มของฟาเบรกาส?

ฟอร์มของจอมทัพเลือดกระทิงหล่นไปตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลก่อน และ Alex Hass จะมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุเกี่ยวกับเรื่องนี้…

CESC IN THE PREM

2015/16

  • Apps: 4
  • Average passes: 75
  • Pass accuracy: 81.3%
  • Key passes per game: 1.3 

2014/15

  • Apps: 33 (1)
  • Average passes: 80.6
  • Pass accuracy: 85.2%
  • Key passes per game: 2.8 

บางที โชเซ มูรินโญ ก็ไม่ได้เป็นคนละโมบโลภมากเสียทีเดียว หลังจากที่มีรายงานว่านายใหญ่เชลซีสนใจดึง ปอล ป็อกบา เสริมแกร่งทั้งที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีก แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ดูทีมของเขาเล่นในเดือนสิงหาคมจะเห็นได้ว่า เชสก์ ฟาเบรกาส กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มตกอย่างหนัก ดังนั้นการอยากได้มิดฟิลด์ระดับท็อปของมูรินโญดูจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมากกว่าความกระสันส่วนตัว เมื่อ เนมานยา มาติช ต้องรับภาระหนัก ขณะที่ดาวรุ่งอย่าง รูเบน ลอฟตัส-ชีค ก็ยังเร็วไปที่จะก้าวขึ้นมารับบทบาทสำคัญในตำแหน่งห้องเครื่อง

แม้ว่า 1 ปีก่อนหน้านี้เป็นฟาเบรกาสที่ผู้ปั้นเกมให้ “สิงโตน้ำเงินคราม” แล่นฉิวในช่วงต้นซีซั่น

ซึ่งฟอร์มระหว่างตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยในช่วงนี้เมื่อฤดูกาลก่อนเชสก์ทำไปแล้ว 6 แอสซิสต์ แต่ซีซั่นนี้ยังทำไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าสถิติดังกล่าวอาจดูผิวเผินและวัดแค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่มันก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ถึงเขาจะเป็นหนึ่งในบรรดาแข้งสิงห์บลูที่พากันฟอร์มตกจนช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับทฤษฎีที่ว่าการจัดทีมที่ยึดแต่นักเตะชุดเดิมของมูรินโญจะมีวงจรความสำเร็จอยู่ที่ 2 ปี หลังจากนั้นนักเตะก็จะกรอบและหมดสภาพ แต่ถ้าสังเกตไปที่ฟอร์มส่วนตัวของฟาเบรกาสแล้วจะเห็นว่าเจ้าตัวดร็อปมาตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาลที่แล้วซึ่งถือเร็วกว่าคนอื่นๆเสียอีก ดังนั้นแน่นอนว่าสาเหตุส่วนบุคคลนี่เองที่น่าจะเป็นคำตอบ

Cesc Fabregas

ทุกๆคนต้องการจะพูดเรื่องเชสก์ แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่เหมาะสม การถูกจับมาเล่นต่ำกว่าเดิม

การถูกจับมาเล่นต่ำกว่าเดิม

Fabregas’ sudden urge to play Santa Claus to opposing midfielders' well-behaved kids when in possession has seen Matic’s workload soar

ในซีซั่นนี้จอมทัพชาวสแปนิชปักหลักอยู่ที่แผงมิดฟิลด์ของเชลซีซึ่งเป็นหลักฐานได้อย่างดีว่าบทบาทดังกล่าวได้เผยความอ่อนด้อยในเกมรับของเขาออกมา ตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลของพลพรรค “สิงโตน้ำเงินคราม” กับสวอนซีที่ผลงานการเข้าสกัดและตัดบอลรวมกันเป็นศูนย์ หลังจากนั้นคู่ต่อสู้ก็อาศัยจุดอ่อนดังกล่าวเป็นทางลำเลียงบอลไปสู่การได้ประตูมาตลอด ขนาด ดาบิด ซิลบา ที่ไม่ได้เป็นนักเตะที่มีความเร็วอะไรนักยังสามารถเลี้ยงผ่านได้ในไม่กี่วินาทีแรกของเกมที่เอติฮัด ขณะที่การบุกของเวสต์บรอมที่ได้ประตูทั้ง 2 ครั้งก็ขึ้นมาจากฝั่งฟาเบรกาส

ซึ่งนอกจากจะทำให้จุดอ่อนของเชสก์เด่นชัดขึ้นมาแล้ว ยังเป็นการลดทอนจุดแข็งของเขาอีกต่างหาก อดีตแข้งปืนใหญ่รายนี้เป็นกองกลางที่ชอบอยู่ในพื้นที่สุดท้ายมากกว่าจะยืนต่ำเพื่อคุมจังหวะเกม ฟาเบรกาสจะทำได้ดีเมื่อบอลอยู่ที่เท้าของเขาบริเวณกรอบเขตโทษไม่ว่าจะเป็นการจ่ายทะลุช่องหรือยิงเอง 

ขณะเดียวกันมูรินโญก็ได้กล่าวหลังจากปราชัยเมื่อวันเสาร์ว่าลูกทีมของเขาบางคน “ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดี” และมีอยู่คนหนึ่งที่ทำให้เขาถึงขนาดออกปากว่า “ผมต้องโทษตัวเองที่ไม่เปลี่ยนเขาออกและให้เขาลงเล่นครบ 90 นาที”

ในรายการแมตช์ออฟเดอะเดย์ รุด กุลลิท ได้วิเคราะห์ว่านักเตะปริศนาคนนั้นคือ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ที่ลุกลี้ลุกลนตลอดทั้งเกม เขาอาจจะพูดถูก แต่บางทีคนที่มูรินโญกล่าวถึงน่าจะเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางเพียงคนเดียวของเขาที่ได้เล่นจนจบเกมมากกว่าโดยเจ้าตัวทำหน้าที่ขัดขวางเกมรุกของพาเลซได้น้อยมาก

ความต้องการของมูรินโญที่จะมีนักเตะ 2 คนในแต่ละตำแหน่งก็ยังคงมีอยู่ แต่หลังจากที่เขาพยายามจะปรับแผงมิดฟิลด์โดยส่งลอฟตัส-ชีคลงมาเป็นตัวสำรองได้  24 ชั่วโมง ภาพการบัญชาเกมของ ออริโอล โรเมอู ที่ถูกขายทอดตลาดให้กับเซาแธมป์ตันที่ชนะนอริชในตลาดซื้อขายนักเตะอาจสร้างความว้าวุ่นในจิตใจของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาการฟอร์มตกของมาติชยิ่งทำให้ปัญหาของฟาเบรกาสทรุดหนักลงไปอีก ซึ่งทำให้มิดฟิลด์เลือดกระทิงต้องทำหน้าที่ในเกมรับมากขึ้นด้วยความตะกุกตะกัก

อย่างไรก็ตามถ้าเชสก์ขึ้นไปเติมเกมรุกตอนที่ทีมได้ครองบอลตามถนัดก็จะยิ่งเพิ่มงานให้กับมาติชมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากให้ดาวเตะชาวเซอร์เบียนคนเดียวหยุดเกมรุกทั้งหมดคงอาการหนักเข้าไปอีก

Cesc Fabregas

ฟาเบรกาสไม่ใช่นักเตะเชลซีคนเดียวที่งานเข้าในเกมกับพาเลซ ไม่สามารถพลิกเกมได้

ไม่สามารถพลิกเกมได้

Fabregas isn’t able to revert to a messier, muckier Plan B if the preferred modus operandi is failing

ความจริงก็คือตอนที่ฟาเบรกาสฟอร์มสั่นคลอนครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากผ่านช่วงคริสต์มาสได้ไม่นานซึ่งในตอนนั้นบรรดาเพื่อนร่วมทีมของเขาต่างก็ฟอร์มกระท่อนกระแท่นเช่นกัน ซึ่งมันทำให้ข้อสังเกตที่ว่าผลงานของเขาขึ้นอยู่กับฟอร์มของคนอื่นๆในทีมนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์สูงเมื่อเทียบกับร่างกายที่ค่อนเล็ก แต่เชสก์ก็ไม่สามารถเป็นตัวทีเด็ดยามที่อะไรๆไม่เป็นใจได้

เมื่อเปรียบเทียบเจ้าตัวกับบรรดานักเตะที่มาก่อนหน้า มิคาเอล เอสเซียง มีความโดดเด่นในเรื่องการเข้าสกัดที่หนักหน่วงและการเติมเกมที่ทรงพลังเมื่อเชลซีตกเป็นฝ่ายตามหลัง มิชาเอล บัลลัค และ แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็มีการยิงไกลและการวางบอลยาวที่สามารถเร่งจังหวะเกมเพื่อทำให้แน่ใจว่าจังหวะเสี่ยง 50/50 เป็นของพวกเขา

ซึ่งฟาเบรกาสอาจมีพรสวรรค์มากกว่าที่กล่าวมาข้างต้นทั้ง 3 คน แต่ยังไม่สามารถแสดงออกถึงการเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมได้เลย อย่างที่เราเห็นเมื่อปีก่อนที่เขาจะเล่นได้มีประสิทธิภาพที่สุดก็ต่อเมื่อหลายๆอย่างกำลังไปได้สวย

ถึงจะกล่าวไม่ได้เต็มปากนักว่าฟอร์มของฟาเบรกาสจะดีหรือแย่นั้นขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมทีม เพราะเขาก็เคยพาอาร์เซน่อลคว้าชัยในวันที่ “เดอะ กันเนอร์ส” เล่นไม่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท้ายๆของเขาในถิ่นลอนดอนเหนือ แต่มันก็ช่วยยกระดับข้อสงสัยได้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นนักเตะแบบไหนกันแน่

โชเซต้องการลองอะไรใหม่ๆ

All the while under Mourinho, unimposing technicians like Mesut Ozil, Wesley Sneijder and Joe Cole have been steadfastly consigned to the flanks

ประเด็นที่จะพูดถึงนี้อาจเกี่ยวข้องกับมูรินโญมากกว่าในแง่ที่ว่าตัวเขาฉลาดแค่ไหนที่เซ็นสัญญากับฟาเบรกาสโดยละทิ้งปรัชญาการทำทีมที่เลือกนักเตะสายบู๊มายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางอันยาวนานกว่าทศวรรษ ซึ่งปรัชญาดังกล่าวแทบจะไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลย นอกเหนือจากเอสเซียง, บัลลัค และแลมพาร์ดแล้ว ก็ยังมี โคล้ด มาเกเลเล่, ซัลลีย์ มุนตารี, ธิอาโก้ ม็อตต้า, เอสเตยัน กัมบิอัสโซ, ซามี เคห์ดิรา และ ชาบี อลอนโซ ที่อยู่ในกลุ่มห้องเครื่องของเขา ซึ่งปกติแล้วจะมีส่วนผสมระหว่างความสูง, ความแข็งแกร่ง และความดุดัน

โดยมานิช, ลาสซานา ดิยาร์รา และเอสเซียงที่เล่นให้กับมูรินโญมามากกว่า 1 สโมสรก็เป็นสายบู๊มากกว่าสายบุ๋น รวมถึงกองหลังอย่าง คริสเตียน คิวู, ​ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ และเปเป้ที่ถูกดันขึ้นมาเล่นกลางด้วย ขณะที่จอมเทคนิคอย่าง เมซุต โอซิล,​ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ และ โจ โคล จะถูกถ่างออกไปยืนริมเส้น ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีเพียง ลูก้า โมดริช ในช่วงฤดูกาลสุดท้ายของมูรินโญที่มาดริดเท่านั้นที่ได้ลงเล่นในบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลางอยู่บ่อยครั้งทั้งที่มีร่างกายอันบอบบาง และหลังจากนั้นเขาแทบจะไม่ได้เป็นตัวจริงและบ่อยครั้งด้วยซ้ำที่เล่นในตำแหน่งตัวรุก

Mesut Ozil, Jose Mourinho

โอซิลลามาดริดด้วยเหตุผลเดียวกับมูรินโญ

บางทีมูรินโญคงคิดว่าความบอบบางของฟาเบรกาสน่าจะถูกชดเชยด้วยร่างกายอันแข็งแกร่งของมาติชที่อยู่ข้างๆเขา ซึ่งในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาอย่างน้อยๆเขาก็คิดถูกเป็นส่วนใหญ่กับายการแข่งขันภายในประเทศ แต่ด้วยฟอร์มอันย่ำแย่ในช่วงหลังทำให้แนวรับของเชลซีมีอันต้องถูกเจาะบ่อยเกินไป

 “แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่าพวกเขาเสียแชมป์ลีกเพราะซื้อผู้เล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจเข้ามา” มูรินโญกล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ ซึ่งคำพูดดังกล่าวแทบจะไม่ต้องตีความอะไรเลย บางทีตอนนี้ เชสก์ ฟาเบรกาส อาจเป็นคนเดียวในสโมสรที่โล่งใจว่าต้นสังกัดของเขาไม่ได้ดำเนินตามอย่างเดียวกัน