เรื่องเล่าคนเก๋ายุค ‘90 : สุริยะ อมตเวทย์… “ปิยะพงษ์ 2” ที่หายไป

“ผมไม่รู้หรอกว่า...เพราะการฝึกซ้อมสมัยนั้น ทำให้ผมบาดเจ็บหนักจนอนาคตของตัวเองต้องจบลงด้วยรึเปล่า...แต่ผมเองก็ตัดสินใจผิดพลาดไป”

นี่ คือ เรื่องราวของตัวรุกอัจฉริยะเจ้าของแข้งเยาวชนไทยคนแรกที่ได้เซ็นสัญญากับไนกี้...คนเดียว ที่ยิงประตูในศึกฟุตบอลโลก ชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ให้กับทีมชาติไทยใส่ทีมชาติกาน่า ที่มี มิกาเอล เอสเซียง นำทัพ เมื่อปี 1999 และนักเตะที่สื่อมวลชนต่างยกย่องให้เป็น ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน คนต่อไป...

ย้อนไปเมื่อกว่า 25 ปีก่อน...ณ แดนใต้ เด็กน้อยตัวเล็กหน้าคมจากอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง “เบียร์” สุริยะ อมตเวทย์ เริ่มเล่นฟุตบอลกับผองเพื่อนในโรงเรียนเทศบาล 1 เขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ วัยเพียง 7 - 8 ปี ผู้ยังไม่รู้เดียงสานัก รู้เพียงแต่ว่า “ฟุตบอล” คือ สิ่งที่เติมเต็มความสุขให้กับเขา… และมันเป็นสิ่งเดียวที่เขารับรู้ได้ถึงพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวเอง  

“สมัยเด็กๆ อาของผมชอบเล่นฟุตบอล…” สุริยะ เริ่มเล่าท้าวความไปไกล

“ผมชอบตามแกไปเรื่อย แกไปเตะบอลที่ไหนก็ตามไปตั้งแต่อายุได้ 7 - 8 ขวบ ตอนนั้นประมาณ ป.1  จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ ผมเริ่มมาเล่นจริงๆจังๆ เพราะได้เป็นตัวแทนระดับอำเภอ ตอนนั้นยังใช้เท้าเปล่าเล่นอยู่เลย ไม่มีสตั๊ด...ผมเป็นคนอำเภอเมือง รอบชิงชนะเลิศเราต้องเจอกับทีมตัวแทนจากอำเภอควนขนุน พวกเขาเป็นอำเภอที่เป็นแชมป์มาตลอดทุกปี ขณะที่เราไม่เคยได้แชมป์ หลายคนก็บอกว่ายังไงเราก็สู้ไม่ได้ ถ้าภาษาบ้านๆก็แกงล้มวัวได้เลย เพราะทีมอำเภอนั้นได้แชมป์แน่ๆ แต่ปรากฏว่าวันนั้นผมยิงประตูไกลเข้าและเราชนะ ถือเป็นแชมป์แรกของอำเภอ”

ถ้วยรางวัลเล็กๆแบบเด็กน้อย กลายเป็นแรงบันดาลใจใหญ่ๆ ในหัวใจของ เด็กชาย สุริยะ… เขายิ่งรู้สึกสนุกกับชัยชนะ และเห็นพรสวรรค์ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตลูกหนังเท้าเปล่าของเขา ทำให้ตัวเองรู้สึกฉุกคิดขึ้นมาว่า…จังหวัดพัทลุง ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะเติบโตในเส้นทางฟุตบอลต่อไปได้  

“ผมไม่มีรองเท้าสตั๊ดใส่…”

“ตอนแรกใช้เท้าเปล่าใส่แค่แองเกิล ต่อมาใส่ผ้าใบ พอต้องไปเล่นกีฬาท้องถิ่น อบจ. คัพ ตามภาคใต้ ถ้าได้แชมป์ก็ได้ไประดับประเทศ ตอนนั้น เพื่อนๆทุกคนมีสตั๊ดใส่กันหมด เรายังใส่แค่ผ้าใบอยู่เลย จริงๆบ้านเราก็ไม่ใช่ว่าจนนะ แต่พ่อ-แม่ ก็ไม่ได้ซื้อให้เรา เราก็เลยคิดว่าต้องหาทางมีสตั๊ดให้ได้แบบไม่เดือดร้อนพ่อ-แม่”

และ นั่น คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เข้าเมืองกรุง…

กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2537 ดินแดนศิวิไลซ์ของเมืองสยาม เด็กน้อย สุริยะ วัย 12 ปี เข้ามาสู่เมืองหลวงเป็นครั้งแรกในชีวิต เป้าหมายเดียวของเขา คือ คัดตัวให้ติดทีมโรงเรียนฟุตบอลชื่อดังเบอร์ 1 ของประเทศ ณ ขณะนั้น กรุงเทพคริสเตียน เพื่อจะได้เป็นนักเรียนทุนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เขาเติบโตในเส้นทางลูกหนังได้

“ลุงที่ผมเคารพนับถือ ทำงานอยู่ใน กกท. พัทลุง (การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดพัทลุง) เขาพอรู้จักกับอาจารย์ในกรุงเทพคริสเตียน จึงฝากฝังให้ผมเข้ามาคัดดู ตอนนั้นต้องมากิน-นอนที่หอตึกอารีย์ (ภายในโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน) เกือบเดือน เพราะคนมาคัดเยอะมาก รอบแรกเสร็จผ่าน รอบสองก็ต้องกิน-นอนอยู่ที่โรงเรียนอีก”   

“เราเป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามา ตอนนั้นพอต้องไกลจากบ้านมานานๆ เราก็เริ่มคิดถึงบ้าน เราเริ่มคิดว่า เฮ้ย! นี่เราคิดถูกไหมเนี่ยที่มา แต่พอคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่า เออ…เราอุตส่าห์ขอพ่อ-แม่ มาแล้ว ยังไงเราก็ต้องทำให้ได้ เพราะทีแรกเขาก็ไม่ค่อยอยากให้เรามากรุงเทพฯ ด้วย”

“วันตัดสินรอบสุดท้าย เราไม่รู้หรอกว่าเขา (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน) คัดเอาเท่าไหร่ กี่คนกันแน่  แต่จำได้ว่าตื่นเต้นมาก เขาคัดกันที่สนามท่าเรือฯก่อน เล่นแบบลงเกมฝั่งละ 11 คน ปรากฏเราทั้งยิง ทั้งจ่าย ตอนนั้นใจมา...มั่นใจมากว่าน่าจะติด”  

ในที่สุด...เด็กชาย สุริยะ ก็เข้าสู่รั้วโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน รุ่น 148 สมใจหวัง...

ภายใต้รั้ว “ชงโคม่วง-ทอง” สุริยะ อมตเวทย์ เฉิดฉายแววกลายเป็นสุดยอดนักเตะขาสั้นทันทีตั้งแต่ปีแรก ท่ามกลางผู้เล่นอย่าง ณรงค์ชัย วชิรบาล, มานะ นพเนตร และ ธฤติ โนนศรีชัย ที่เป็นสหายรุ่นเดียวกับเขา เพียงปีแรก เขาพากรุงเทพคริสเตียนคว้าแชมป์ กทม. รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี ชื่อเสียงของเขาไปไกล เช่นเดียวกับฝีเท้าที่เกินรุ่นเดียวกัน ทำให้เขาถูกจับไปเล่นข้ามรุ่นอยู่เสมอในยุคนั้น…

“ดอย (ธฤติ โนนศรีชัย) เนี่ย เข้ามารุ่นเดียวกับผม เลขประจำตัวเราต่อกันเลย ดอยเลข 27977 ส่วนผม 27978...ปีแรก เราได้แชมป์ กทม. เราอายุ 13 ปีกันก็จริง แต่ข้ามไปเล่นรุ่น 14 ปี มีพวก ณรงค์ชัย วชิรบาล และ ธนพัฒ ณ ท่าเรือ” สุริยะ เริ่มกล่าวถึงชีวิตลูกหนังเริ่มแรกในกรุงเทพคริสเตียน   

“ผมจำได้เลยแมตช์แรกที่ลงเล่นบอล กทม. ตอนพักครึ่ง ผมกับเพื่อนๆ โดนอาจารย์เบิร์ดกะโหลกไปคนละเปรี๊ยะสองเปรี๊ยะ โทษฐานเล่นไม่เต็มที่ แล้วสุดท้ายพลิกกลับมาชนะ จนท้ายที่สุดได้แชมป์ปีนั้น จากนั้นผมมักโดนจับข้ามรุ่นตลอด”

“ที่คริสเตียนตอนนั้นผมก็ดังสุดๆ ถ้าฟุตบอลขาสั้นพูดถึงคริสเตียน ก็ต้อง สุริยะ” อดีตดาวโรจน์แห่งยุคโอ่ด้วยความภูมิใจ

สุริยะ อมตเวทย์ กวาดคว้าแชมป์ในประเทศทุกแชมป์กับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เขา คือ ดาวรุ่งแห่งยุคของวงการลูกหนังไทยในสมัยนั้น ไล่ตั้งแต่อายุ 13 - 16 ปี ไม่เคยมีปีไหนที่เขาพลาดรางวัลฟุตบอลขาสั้น ที่เริ่มเป็นรายการอันโด่งดังสำหรับนักข่าวสายบอลไทย

“ตอนนั้นฟุตบอลสยามเริ่มมาทำข่าวฟุตบอลนักเรียนเยอะ มีลงเป็นรายสัปดาห์” สุริยะ เล่าถึงจุดที่ตัวเองเริ่มเป็นที่รู้จัก “นักข่าวเริ่มมาทำข่าวเรากันเยอะ อีกอย่าง เราเล่นฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีตั้งแต่ ม.3 ด้วย 15 ปี เราก็โดนจับไปเล่นจตุรมิตรแล้ว เป็นแชมป์ร่วมกับเทพศิรินทร์ 2 ปีติดต่อกัน”  

ความโดดเด่นเหนือใครในยุคนั้น ทำให้เขาถูกเลือกไปติดทีมชาติไทยชุดเยาวชนชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่นิวซีแลนด์ ในปี 1999...รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเหล่าแข้งเยาวชน

ท่ามกลางผู้เล่นดังมากมายในปัจจุบัน ทั้ง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, ณัฐพร พันธ์ฤทธิ์, อินทรัตน์ อภิญญากุล พิชิตพงษ์ เฉยฉิว, สุรัตน์ สุขะ, นนทพันธ์ เจียรสถาวงศ์, ไพรเวท วันนา รวมถึง “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย อีกหนึ่งเด็กอัจฉริยะวัย 14 ปี ซึ่งนับเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในทีมชุดนั้น... พวกเขา คือ เพื่อนร่วมทีมที่เดินทางไปยังดินแดนกีวี่พร้อมกับ สุริยะ อมตเวทย์ ...ทว่าโลกกว้างได้สอนพวกเขาว่ายังมีสิ่งที่ต้องค้นหาอีกมากมาย ไทยชุดนั้นอยู่กลุ่มเดียวกับ สเปน ที่นำโดย มิเกล อาร์เตต้า และ เปเป้ เรน่า รวมถึง มาริโอ อบราเต้ กองหลังเมืองทองฯ ในปัจจุบัน, เม็กซิโก และ กาน่า ที่มี มิคาเอล เอสเซียง เป็นตัวหลัก  

“ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าต้องไปเจออะไรบ้างที่นิวซีแลนด์ แต่ผมรู้แค่ว่ามันเป็นระดับโลก เพราะฉะนั้น คู่ต่อสู้เราต้องเก่งแน่ๆ มันเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่” สุริยะ ท้าวความถึงจุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวเองในเส้นทางลูกหนัง...

“ก่อนหน้านี้ผมเคยไปแข่งนอร์เวย์คัพ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ตอนนั้นเป็นในนามทีมโรงเรียน แต่กับเยาวชนทีมชาติเราต้องเจอนักเตะจากอะคาเดมี่ฟุตบอลระดับโลก อย่างบาร์เซโลน่า และอีกหลายๆชาติ ทั้งเม็กซิโก และกาน่า ด้วย มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น เพราะเราไม่เคยเจอนักเตะอะคาเดมี่ของสโมสรมาก่อน ไม่รู้ว่าเป็นยังไง เราแค่เด็กในโรงเรียนไม่มีสโมสรรองรับไต่เต้าขึ้นมาเอง ไม่มีที่ฝึกตั้งแต่เด็กเป็นอาชีพจริงๆ แต่มาวันหนึ่งเราไปแข่งระดับโลกเลย”

“แมตช์แรกเราลงไปด้วยความประหม่า ลงเตะกันที่สนามที่ปกติเขาใช้แข่งสนามรักบี้กัน (McLean Park, Napier ; ความจุ 3,950 คน) เจอเม็กซิโกสู้ไม่ได้เลย ที่เราดูห่างชั้นกับพวกเขาเยอะ ผมมองว่ามันเป็นโอกาสเรื่องประสบการณ์ คือทีมเราเป็นเด็กโรงเรียนไม่ได้มาจากสโมสรอาชีพ ฟุตบอลเราต้องมาสร้างกันตั้งแต่เด็ก...หลังจบแมตช์แรก จากนั้นไปเจอสเปน หนักพอๆกันสู้ (ฮา) ไม่ได้เราเป็นลูกไล่ตลอด ระบบพวกเขาดีมาก เทคนิคบางอย่างเราสู้ไม่ได้ แต่อาศัยใจที่วิ่งไล่ตอนนั้น สเปน อาจมีความสามารถเฉพาะตัวน้อยกว่าเม็กซิโกหน่อย แต่ระบบทีมเขาดีมาก”

2 นัดแรก สุริยะ อมตเวทย์ และผองเพื่อนโดนสอนเชิงจากเหล่านักเตะละติน จนแทบสิ้นท่ายอดเพลงแข้งจากเมืองไทย พวกเขาโดนยิงรวม 10 ประตู แต่นัดที่ 3 กับกาน่า ก็พอจะมีเรื่องดีๆอยู่บ้าง… เกมวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1999 เป็นอีกหนึ่งวันที่เป็นบทตำนานของฟุตบอลไทย สุริยะ อมตเวทย์ จารึกชื่อของตัวเองบนสกอร์บอร์ดในศึกชิงแชมป์โลกได้สำเร็จ…

-ติดตามเรื่องราวชื่อเสียงที่ตาม และการได้รับฉายาว่าเป็น ปิยะพงษ์ 2 ในหน้าถัดไป-