ฝันที่เป็นจริง : แข้งไทยผันตัวจากติ่งนักฟุตบอลกลายเป็นเพื่อนร่วมทีม

การชมนักฟุตบอลที่โลดแล่นอยู่ในสนาม...บนหน้าจอโทรทัศน์...หรือกระทั่งผ่านเสียงผู้บรรยายทางวิทยุ ต่างสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังดูหรือฟัง พลังเหล่านั้นอาจถูกขับเคลื่อนให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพ

บางคนถึงกับอารมณ์ขึ้นเมื่อได้ยินคนพูดในทางไม่ดีเกี่ยวกับ “ไอดอล” ของเขา, บางคนเคยแอบฝันว่าสักวันจะลงเล่นเคียงข้าง, บางคนถึงขนาดขอไปเป็นเด็กยกเปลเพื่อได้ใกล้ชิดกับคนที่ชื่นชอบ และโชคชะตาพาพวกเขาให้กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมกันในเวลาต่อมา

นี่ คือ เรื่องราวของ 10 แข้งไทยลีกที่เคยเป็นติ่งนักฟุตบอล ก่อนที่จะผันตัวกลายเป็นเพื่อนร่วมทีมของนักเตะในดวงใจ มีใครกันบ้าง เรื่องราวของแต่ละคนเป็นเช่นไร? ติดตามได้ที่นี่  

สรรวัชญ์ เดชมิตร - รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค

คำพูดชวนขนลุกจากปากฮีโร่ตลอดกาล

จากเด็กน้อยที่ได้แค่แอบดูรุ่นพี่ฝึกซ้อม ไม่เคยปฏิเสธยามที่พี่ขอให้เข้าไปนวด ตามรับจ้างเก็บบอลนัดละ 50 บาท กลายเป็นเป็นเพื่อนร่วมทีมของชายที่เขาใฝ่ฝันจะไปให้ถึง

แคมป์-สรรวัชญ์ เดชมิตร (หรือวิชะยา ในสมัยนั้น) เข้าเป็นนักเรียนของโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ ซึ่งในเวลานั้นสโมสรฟุตบอลตลาดหลักทรัพย์ ได้ใช้สถานที่ของโรงเรียนเป็นที่ฝึกซ้อม... เขามักแอบไปดูพี่ๆลงสนามซ้อมด้วยความเขินอาย และแอบปลื้มกับนักเตะเท้าซ้ายสุดเท่ หล่อบาดใจสาวๆ ผมยาวสีทองสลวย ที่โตกว่าเขา 10 ปีเต็มๆ  

“จริงๆผมซ้อมอีกสนามหนึ่ง แต่ผมชอบไปแอบดูพวกเขาซ้อม” สรรวัชญ์ เริ่มเล่าเรื่องราววัยเด็ก “มีพี่ๆหลายคนที่เก่งๆ อย่างเทิดศักดิ์ (ใจมั่น) ตอนนั้นผมก็ชอบ แต่คนที่ผมชอบที่สุด คือ พี่อ้น (รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค) คงเป็นเพราะแกเล่นเท้าซ้ายเหมือนกับผม แล้วตอนนั้นแกโคตรเท่เลย...ทั้ง ฝีเท้า บุคลิก แกไว้ผมยาวย้อมสีทอง”

สรรวัชญ์ ไม่เคยปฏิเสธโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับไอดอลของเขา ไม่ว่ารุ่นพี่ในทีมตลาดหลักทรัพย์จะเรียกเขาเข้าไปนวด ไปเก็บบอลหรืออะไรก็ตาม เขาตอบรับทันที ชีวิตเขาได้คลุกคลีกับรุ่นพี่ที่ชื่นชอบ แต่เส้นทางนักฟุตบอลทำให้พวกเขาแยกย้ายกันออกไป ทว่า สรรวัชญ์ ยังไม่ลืมว่าใครเคยทำให้เขามีแรงบันดาลใจที่อยากจะเป็นนักฟุตบอล…

“โต ขึ้นกูจะเป็นแบบพี่เขานี่แหละ” นี่ คือ คำพูดที่ สรรวัชญ์ มักบอกกับเพื่อนๆ ของเขา

สรรวัชญ์ เติบโตขึ้นมาในเส้นทางลูกหนังของนักเตะอาชีพ เขาได้ย้ายไปเล่นที่สิงคโปร์กับแทมปิเนส โรเวอร์ส และเมื่อกลับมาร่วมทีมบางกอกกล๊าส เขาได้ลงดวลกับชายที่เขาเคยแหงนมองมาตลอด… รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค ในฐานะผู้นำแห่งทัพ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2010 ทว่าเขายังไม่กล้าเอ่ยปากทัก

ปี 2010 ไบรอัน ร็อบสัน เรียกดาวรุ่งวัย 21 ปีติดทีมชาติไทย ซึ่งมีชายที่เขาเคยวิ่งตามก้นตอนเด็กๆ อยู่ในทีมด้วย… มันช่างเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้สารภาพพูดคุยกับรังสรรค์ ว่าเคยชื่นชมเขาแค่ไหน   

“จำได้ดิ” คำพูดตอบกลับจาก รังสรรค์ เมื่อ สรรวัชญ์ เรียกถามว่าจำเด็กน้อยคนนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อนได้ไหม “กูดูมึงมาตั้งแต่เล็กๆ ก็ยังตามข่าวมึงมาตลอด พ่อมึงกูก็รู้จัก เออ ไม่น่าเชื่อนะว่ามึงจะมาเล่นทันกู” สรรวัชญ์ อึ้ง แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าชายผู้เป็นไอดอลจำเขาได้จริง… “โห พี่อย่ามาอำผมซิ” สรรวัชญ์ พูดต่อ

“จำได้จริงๆ มึงให้กูเล่าให้หมดไหม? มึงชอบร้องไห้ แล้วมายืมโทรศัพท์รุ่นพี่ในทีมตลาดหลักทรัพย์ขอโทรกลับบ้านหาพ่อ” นี่ คือ คำพูดที่ทำให้เขามั่นใจว่า ไอดอลลูกหนังของเขาจดจำเรื่องราวของตัวเขาเองได้จริงๆ

“เชื่อไหมว่า คำที่พี่อ้น (รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค) พูดต่อว่าเขาจำเราได้...นี่ ผมไม่ได้โม้นะ ผมขนลุกเลย แบบเราไม่คิดจริงๆ ว่าคนที่โตกว่าเรา เป็นนักฟุตบอลที่มีอนาคตไกล เขาจะมาจำเด็กตัวเล็กๆ แบบเราได้”

และวันที่โชคชะตาได้พาเขามาอยู่ทีมเดียวกับไอดอลของเขาก็มาถึง...สรรวัชญ์ เดชมิตร ได้โอกาสย้ายทีมไปบีอีซี เทโรศาสนเมื่อกลางปี 2012… และเมื่อเขาเห็นรายชื่อของ รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค เขาแทบไม่คิดที่จะปฏิเสธโอกาสนี้เลย

ณ วันนี้ สรรวัชญ์ เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ รังสรรค์ ทั้งในนามทีมชาติและสโมสร แต่ความฝันยังไม่หมดแค่นี้…

“ตอนพี่อ้นอยู่เทโรฯ แกเคยนั่งคุยกับผมว่า ถ้าแกได้ขึ้นไปเป็นโค้ช แกจะมอบเสื้อหมายเลข 7 ให้กับผม และมอบหมายให้ผมเป็นกัปตันทีม...แม้เรายังไม่ได้ร่วมงานกันในฐานะโค้ชและนักเตะ แต่ผมก็บอกเขาว่า…”

“ถ้าพี่เป็นโค้ชที่ไหน พี่เอาผมไปด้วยนะ ผมพร้อมอยู่ในโอวาทพี่แน่นอน” สรรวัชญ์ วัย 27 ปี กล่าวทิ้งท้าย

Pages