FFT คอลัมน์: โอกาสสุดท้ายของชายชื่อร็อดเจอร์ส

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญที่จะชี้ขาดอนาคตเก้าอี้กุนซือที่แอนฟิลด์...เป้าหมายใหญ่คือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำมันให้สำเร็จ

หลังจากความพ่ายแพ้ต่อ "ขุนค้อน" คาบ้านแบบสุดน่าผิดหวังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายเสียงจาก "เดอะ ค็อป" ที่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของกุนซือไอร์แลนด์เหนือในตำแหน่งกุนซือหงส์แดงว่าเขาคือคนที่ "ใช่” จริงๆ รึเปล่า

มาร์ค โนเบิล กัปตันทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยให้ขุนค้อนบุกมาชนะลิเวอร์พูล 0-3

ผลงานที่ดีที่สุดที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เคยทำได้กับทีมคือการจบรองแชมป์ในฤดูกาล 2013/14 ซึ่งนั่นนับเป็นช่วงเวลาที่เขาซื้อใจบรรดาแฟนหงส์ได้อย่างแท้จริง และได้รับการขนามให้เป็นหนึ่งในกุนซือหนุ่มไฟแรงน่าจับตา...ด้วยทรงบอลของทีมที่เล่นเกมรุกได้อย่างอันตราย และการต่อบอลอันสวยสดงดงาม ทำให้หลายๆ คนเชื่อว่านี่คือชายที่จะพาหงส์แดงกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

แต่ความเป็นจริงก็คือหลังจากนั้น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ไม่เคยพาทีมทำผลงานเข้าใกล้กับความคาดหวังที่ถูกตั้งไว้ได้เลย...การสูญเสียกองหน้าตัวเก่งอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ นับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หงส์แดงมีผลงานตกต่ำลง แต่ในโลกฟุตบอลสิ่งที่สำคัญกว่าคือการก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงให้ได้ และชัดเจนแล้วว่าเมื่อซีซั่นก่อน "บีร็อด” สอบตกโดยสิ้นเชิง

151 ล้านยูโรคืองบประมาณที่บอร์ดบริหารทุ่มลงไปกับการเสริมทัพผู้เล่นระดับแถวหน้า เพื่อทดแทนการจากไปของ ซัวเรซ แต่บรรดาแข้งใหม่ที่เข้ามากลับโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าผิดหวังและไม่สามารถพาทีมจบท็อปโฟร์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้

เดยาน ลอฟเรน กองหลังค่าตัว 25 ล้านยูโรล้มเหลวกับการยึดตำแหน่งตัวจริงในแผงแบ็คโฟร์ เช่นเดียวกับ ลาซาร์ มาร์โควิช ที่ดูจะปรับตัวไม่ได้กับสไตล์ฟุตบอลอังกฤษ ขณะที่เส้นทางของ มาริโอ บาโลเตลลี ลงเอยด้วยผลงานแค่หนึ่งประตูตลอดทั้งฤดูกาล

มาริโอ บาโลเตลลี...หนึ่งในการเซ็นสัญญาเมื่อซัมเมอร์ปี 2014 ที่ล้มเหลวของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล

ความล้มเหลวในตลาดซื้อขายสะท้อนให้เห็นผ่านผลงานในสนาม ลิเวอร์พูลจบได้เพียงอันดับหกในซีซั่นก่อน ส่วนโอกาสในการคว้าแชมป์บอลถ้วยก็อันตรธานหายไปกับสายลมเมื่อพวกเขาโดน "สิงห์ผงาด" เขี่ยตกรอบตัดเชือกเอฟเอ คัพ...

หากว่านั่นยังไม่ช้ำใจพอ นัดสุดท้ายในสีเสื้อหงส์แดงของฮีโร่ตลอดกาลอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด กลับจบลงด้วยผลการแข่งขันที่โลกลูกหนังไม่มีวันลืม เมื่อพวกเขาบุกไปแพ้ สโต๊ค ซิตี้ แบบยับเยิน 6-1 เป็นฉากการโบกมือลากัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ของแฟนหงส์ที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความผิดหวัง และสายตาความกังวลที่จับจ้องไปยังฤดูกาลใหม่

สีหน้าของ สตีเวน เจอร์ราร์ด บ่งบอกได้ดีถึงความรู้สึกในนัดอำลาที่ทีมของเขาพลาดท่าพ่ายสโต๊ค ซิตี้ หมดรูป 6-1

“ผมพูดเสมอว่าหากเจ้าของทีมต้องการให้ผมลาออก ผมก็พร้อมจะเก็บกระเป๋าและเดินออกจากที่นี่” นี่คือคำพูดของบีร็อดหลังจบเกมพ่ายช่างปั้นหม้อในนัดส่งท้ายซีซั่น...เห็นชัดว่าเขาเตรียมพร้อมแล้วที่จะเดินจากไปในฐานะกุนซืออีกหนึ่งคนที่ล้มเหลวกับการชุบชีวิตหงส์แดง

อย่างไรก็ตามในการประชุมรีวิวผลงานประจำปี บอร์ดบริหารที่นำโดย จอห์น ดับบลิว เฮนรี เจ้าของสโมสร และ ทอม เวอร์เนอร์ ประธานสโมสร ยังเชื่อใจให้ ร็อดเจอร์ส อยู่คุมทีมต่อไป โดยคนที่ต้องกลายเป็นแพะรับบาปสังเวยผลงานน่าผิดหวังคือ โคลิน ปาสโก มือขวาคนสนิท และ ไมค์ มาร์ช สต๊าฟฟ์โค้ชคนสำคัญที่โดนเชิญออกพ้นรั้วแอนฟิลด์...

โคลิน ปาสโก ผู้ช่วยคนสนิทโดนปลดไปแล้ว...หากฤดูกาลนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำตามเป้าไม่ได้ คนต่อไปอาจเป็นเขา

111 ล้านยูโรคืองบประมาณที่บอร์ดบริหารลงทุนต่อเนื่องในปีถัดมาเพื่อแสดงความเชื่อมั่นในตัวอดีตกุนซือสวอนซี ซิตี้ จำนวนเงินถูกทุ่มไปกับการซื้อผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้ามาเป็นตัวจริงให้กับทีมลุยฤดูกาล 2015/16 ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียน เบนเตเก้ (46.5 ล้านยูโร), โรแบร์โต เฟอร์มิโน (41 ล้านยูโร) นาธาเนียล ไคล์น (17.7 ล้านยูโร) ยังไม่นับรวม เจมส์ มิลเนอร์, แดนนี อิงส์ และ อดัม บ็อกดาน ที่เซ็นเข้ามาฟรี

“เราตกลงวางแผนและเป้าหมายกับ ร็อดเจอร์ส ไปแล้วก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้น และตอนนี้ทุกฝ่ายต่างก็รู้ดีว่าซีซั่นนี้เราต้องคว้าอะไรติดมือมาบ้าง” เอียน อายร์ ผู้บริหารระดับสูงของสโมสรกล่าว "ในซัมเมอร์ครั้งนี้เราเสริมทีมได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกอย่าง และเรามีทีมที่ดีพอสำหรับฤดูกาลใหม่”

มองดูคำพูดของ อายร์ แล้ว ด้านหนึ่งคือแสดงถึงความเชื่อมั่นที่บอร์ดบริหารมีต่อตัวกุนซือคนนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่งมันคือการแสดงออกถึงความคาดหวังที่พวกเขามีต่อเจ้าตัวด้วยเช่นกัน...

แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าเป้าหมายคืออะไร แต่จากการทุ่มลงทุนด้วยตัวเลขที่มากมายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบอร์ดบริหารกำลังมองไปถึงการทำรายได้จากการเข้าร่วม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และมันเป็นหน้าที่ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ

ฤดูกาลนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายของชายชื่อร็อดเจอร์ส เขาจะลบคำสบประมาทและพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่คงมีเพียงตัวเขาเองที่จะเป็นผู้ตำอบคำถาม แต่หากว่าเขาล้มเหลว...มันอาจถึงเวลาในการปิดฉากช่วงเวลาที่ทั้งหอมหวานและขมขื่นในรังแอนฟิลด์