FourFourTwo จัดเต็ม 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก 2015: อันดับ 3

Lee Roden analyses the triple-winning coach setting new standards at Barcelona...

ฤดูกาลที่แล้ว หลุยส์ เอ็นริเก้ ทำให้ผู้จัดรายการฟุตบอลหลายคนต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ว่าที่จริงแล้วก็คงจะเกือบทุกคนนั่นแหละ เพราะเมื่อใดที่ทำท่าว่าจะได้เห็นว่าความดื้อรั้นหัวแข็งของกุนซือบาร์ซ่ากำลังจะเป็นเหตุให้ต้องล้มไม่เป็นท่า ผู้จัดการทีมชาวแอสตูเรียนก็จะเผยไพ่เด็ดด้วยความยืดหยุ่นและความสามารถในการใช้เหตุผลชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นการท้าทายภาพลักษณ์ของเอ็นริเก้ที่เราเห็นกันจนชินตา

เส้นทางการคุมทีมของเอ็นริเก้จากที่เกือบจะถูกปลดพ้นตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม สู่การพาบาร์เซโลนาประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประวัติศาสตร์ของสโมสรในเดือนมิถุนายน เมื่อถึงจุดที่หลังชนฝาและไม่มีทางถอย กุนซือใหญ่บาร์เซโลนาก็เดินหน้าสู้ ลุยเต็มที่จนสามารถคว้าชัยชนะมาครอง

Luis Enrique

Luis Enrique is joined in training by new signing Arda Turan

การตัดสินใจที่ยากลำบาก

นี่ไม่ใช่ชายผู้หลบเลี่ยงความรับผิดชอบ นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง เอ็นริเก้ไม่กลัวที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ก่อนหน้านี้ไม่ต่างอะไรกับกฎเหล็กของทีม และระหว่างนั้นก็ต้องเจอกับกระแสต้านทั้งจากแฟนฟุตบอล สื่อ และแม้แต่นักเตะในทีม

การตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งแรกของเอ็นริเก้แทบจะถูกลืมเลือนไปแล้วหลังจากการพาทีมประสบความสำเร็จในฟุตบอลลีก บอลถ้วยและแชมเปี้ยนส์ลีก แต่สิ่งสำคัญก็คือการตั้งกฎเหล็กที่คัมป์นูภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่ ซึ่งนั่นเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกคนจะต้องเคารพกฎ ไมว่าจะมีความสามารถเลิศล้ำเพียงใดก็ตาม

เฆราร์ เดวโลเฟว ที่ถูกจัดให้เป็นนักเตะโฮมโกรนและย้ายกลับมาอยู่กับบาร์ซ่าอีกครั้งหลังจากจบสัญญากับเอฟเวอร์ตันเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้รับการวางตัวให้เป็นหลักในการโฆษณาถึงยุคใหม่ของบาร์ซา มีการโหมประโคมข่าวในฐานะการเซ็นสัญญาครั้งใหม่เพื่อกลบข่าวที่ฟีฟ่าสั่งห้ามไม่ให้บาร์ซ่าซื้อขายนักเตะ

Luis Enrique and Pep Guardiola

Luis Enrique will inevitably be compared with former Barca icon Pep Guardiola

This is not a man who shirks responsibility. From the moment he took charge, the coach wasn’t afraid to dispense with ideas that had previously seemed set in stone

เอ็นริเก้เคยร่วมงานกับเดวโลเฟวมาแล้วในทีมบาร์ซ่า เบ และไม่ว่าจะมองในด้านใดก็จะเห็นว่าทั้งคู่ทำงานร่วมกันได้อย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม หากจะเคยมีข้อสงสัยว่าดาวรุ่งรายนี้จะได้รับตั๋วพิเศษให้มีชื่อติดทีมใหญ่เพราะเคยเป็นเด็กเก่าเอ็นริเก้กลับถูกปัดพ้นไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงพรีซีซั่น เพียงพริบตาเอ็นริเก้ได้สังเกตเห็นว่าเดวโลเฟวมักจะไม่เต็มใจที่จะถอยลงมาช่วยเกมรับ จนกุนซืออัสตูเรียนเรียกตัวดาวรุ่งรายนี้เข้าไปคุยกันตัวต่อตัวในห้องทำงาน ก่อนจะกล่าวสั้นๆ ว่า “ไม่ล่ะ ขอบใจ” และส่งตัวเดวโลเฟวไปให้เซบีญ่ายืมใช้งาน

การตัดสินใจครั้งนั้นจึงกลายเป็นเรื่องฉาวจนทำให้สื่อท้องถิ่นออกอาการโกรธเกรี้ยวเป็นการใหญ่ แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา นักวิจารณ์เหล่านั้นกลับปิดปากเงียบเชียว เพราะ

ปัญหาและทางแก้

ไม่ใช่ว่าทุกการตัดสินใจจะออกมาดีและถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกและเมื่อต้องตัดสินใจ แต่เอ็นริเก้ไม่เคยให้ความภาคภูมิใจมากระทบการตัดสินใจ เมื่อใดที่ใช้แนวคิดและแท็กติกที่เล่นกองหน้าเฉพาะด้านในจี้พื้นที่แคบๆ หน้าประตูแล้วพบว่าเป็นระบบที่ล้มเหลว เอ็นริเก้ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนระบบมาเล่นฉีกออกปีก และเมื่อสั่งให้อิวาน ราคิติชคอยยืนซ้อนแนวรับด้านหลังดานี่ อัลเวส แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งสองคนกลับเล่นไม่ออก เอ็นริเก้ก็ไม่ลังเลที่จะดึงอัลเวสไปเล่นมิดฟิลด์แทนที่จะสั่งให้ราคิติชดันขึ้นไปเติมช่องว่างในเกม

เมื่อมีปัญหา ก็พบทางแก้ นั่นเป็นสัญญาณของโค้ชที่ดี

ผลงานของบาร์เซโลนาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือในการเตรียมความพร้อมเพื่อเกมสำคัญ เราจะได้เห็นว่าคุณภาพของการเล่นฟุตบอลของบาร์ซ่าก็พัฒนาขึ้นด้วย

Luis Enrique

The Barcelona boss on the sidelines and in training last season

Their spectacular opening 45 minutes against Manchester City at the Etihad Stadium was perhaps the first clear piece of evidence that the Blaugrana could once again play high-octane, passing football against top opponents

ก่อนช่วงปีใหม่ เราได้เห็นบาร์ซ่าเลือกใช้การบุกตรงๆ บ่อยมากจนเกินไป เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าขาดความเก๋าในฐานะทีมฟุตบอลที่จะช่วยกันยึดเกมและยืดระยะเวลาการควบคุมลูกบอลที่เป็นสิ่งจำเป็นเมื่อต้องลงแข่งขันกับคู่แข่งความสามารถสูง

นับจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา บาร์ซ่าเริ่มค้นพบตัวเอง เกมเปิดฉาก 45 นาทีแรกในเกมกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่เอติฮัดสเตเดี้ยมน่าจะเรียกได้ว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าบาร์ซ่ากลับมาเล่นเกมร้อนแรงที่ใช้พลังงานสูงและเน้นการจ่ายบอลแม้จะต้องแข่งกับคู่แข่งชั้นยอด แต่ในขณะเดียวกันบาร์ซ่าก็สลับสับเปลี่ยนเลือกใช้อาวุธเกมบุกหลากหลายตลอดทั้งเกม

ในความพยายามที่จะพัฒนาทีมให้ยอดเยี่ยม เอ็นริเก้ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของการคุมทีม ในช่วงแรกของปี 2015 บาร์ซ่าจึงค่อยๆ แตกต่างจากเกมแบบบุกตรงๆ เข้าหาประตูอย่างที่เอ็นริเก้เคยใช้ในยุคคุมทีมเซลต้า จากนั้นก็เพิ่มสไตล์การเล่นของครัฟฟ์ที่เป็นแนวทางดั้งเดิมของทีมบาร์ซ่าอย่างเช่นที่เอ็นริเก้เคยยึดถือมาตลอดการคุมทีมสำรองของสโมสร

การโรเทชั่นเปลี่ยนตัวนักเตะและความพยายามอย่างหนักในการสร้างความฟิตให้นักเตะก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน ในช่วงที่ทีมอื่นๆ กำลังเหนื่อยล้า และคุณภาพของเกมเริ่มลดลง แต่บาร์ซ่ากลับเป็นตรงกันข้าม กลับยิ่งพัฒนามากขึ้นและที่เห็นได้บ่นจนคุ้นเคย บาร์ซ่าเหนือชั้นไร้เทียมทาน

เกือบไปแล้ว

แทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เอ็นริเก้เองก็แทบเอาตัวไม่รอดหลังจากการพ่ายแพ้ 1-0 ให้กับเรอัลโซเซียดาดเมื่อเดือนมกราคม แม้ในตอนนี้บาร์ซ่าจะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่ขณะนั้นทีมกาตาลันเคยออกมาส่งสัญญาณว่าเตรียมหาโค้ชใหม่แทนเอ็นริเก้ และพร้อมแล้วที่จะยกหูเรียกตัวมาคุมทีม

แต่แทนที่เอ็นริเก้จะถอดใจ เขากลับตอบโต้ด้วยการพาทีมเก็บชัยชนะเหนือแอตเลติโกมาดริด 3 เกมรวด ซึ่งเรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องเล็กเลยหากคิดว่านี่คือแอตเลติที่ยังไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่บาร์ซ่ามาตลอด 6 ครั้งที่พบกัน ประธานสโมสร โจเซ็พ มาเรีย บาร์โตเมว คงจะดีใจที่ไม่ได้ตัดสินใจปลดเอ็นริเก้ตั้งแต่ครั้งนั้น เพราะจนถึงตอนนี้ความหวังในการได้รับเลือกเป็นประธานอีกสมัยก็ขึ้นอยู่กับความสำเร็จสามแชมป์ของบาร์ซ่าและเอ็นริเก้เท่านั้น

Luis Enrique

Luis Enrique celebrates during the Champions League final

บางทีสิ่งที่สามารถดึงเอาความสามารถขั้นสุดยอดของเอ็นริเก้ออกมาได้ก็คือความสับสนวุ่นวายจนถึงขีดสุด ในยุคที่ยังเป็นนักเตะ เอ็นริเก้เป็นนักสู้ เป็นคนที่เคยใช้ชีวิตผ่านความยากลำบาก บางครั้งถึงขั้นไร้ระบบหลังการจากไปของครัฟฟ์ และเอ็นริเก้ตัดสินใจแขวนสตั๊ดก่อนที่จะได้เห็นความสำเร็จของบาร์ซ่าในยุคของแฟรงค์ ไรจ์การ์ด แต่หลังจากที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เอ็นริเก้ยังคงสามารถก้าวเข้ามาคุมทีมและกลายเป็นตำนานของทีมด้วยความกล้า ความมุ่งมั่นสู่เป้าหลาย และฝีมือคุณภาพเกินคาดคิด

หลังจากที่ถล่มทุกทีมและคว้าชัยชนะทุกรายการที่ผ่านเข้ามาให้สัมผัส ที่สนามคัมป์นูก็แทบไม่มีปัญหาใดๆ ให้เห็น นับเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยแต่ค่อนข้างน่าพอใจสำรหับเอ็นริเก้ ที่ขณะนี้งานใหญ่ที่รออยู่ก็คือความพยายามในการรักษาตำแหน่งแชมป์ยุโรปต่อไปอีกปี

มองแท็คติก กับ ไมเคิล ค็อกซ์

ฤดูกาลที่ถูกมองว่าเป็นหายนะเมื่อช่วงเดือนมกราคม กลับกลายเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ 3 แชมป์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งนั่นเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของฟุตบอลสมัยใหม่ และเมื่อเป็นเช่นนั้น เอ็นริเก้ก็สมควรจะได้รับคำชื่นชมกับการคุมทีมบาร์เซโลนาปีแรก

ก่อนหน้านี้ดูเหมือนเอ็นริเก้เป็นเป้าหมายแรกๆ ที่จะได้คุมทีมบาร์เซโลนาไม่วันใดก็วันหนึ่ง และเอ็นริเก้ก็เตรียมตัวมาอย่างดี หลุยส์ เอ็นริเก้ เข้าคุมทีมบาร์ซ่า เบ ต่อจากเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก่อนที่จะย้ายไปโรม่าเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การคุมทีมในลีกสูงสุด โดยเอ็นริเก้มองการคุมทีมนี้เป็นโครงการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับงานคุมทีมบาร์เซโลนาชุดใหญ่ และใช้การจำลองระบบ 4-3-3 ของกวาร์ดิโอลาและโดยเลียนแบบการใช้ตำแหน่งกองหน้าหมายเลข 9 โดยไม่วางหน้าเป้า เน้นการเพรสซิ่งกดดันหนัก ดันแนวเกมรับขึ้นสูง และทุกสิ่งอย่างที่คาดเดาได้สำหรับระบบบาร์ซ่า

และเมื่อเอ็นริเก้ได้รับงานบาร์เซโลนาจริงๆ หลังจากการคุมทีมเซลต้าบีโก้ การเข้ามาคุมทีมของเอ็นริเก้ดูคล้ายจะเป็นระบบบาร์เซโลนาคลาสสิคดั้งเดิมมากกว่าระบบของกวาร์ดิโอลา เพราะเป็นการใช้งานทีมแบบไม่หนักสุดขีด ไม่เน้นการครองบอลและการเพรสซิ่งเต็มที่ และจัดแยกส่วนเกมออกมาชัดเจน ชาบี เอร์นันเดซ ถูกแยกออกมา และมีโครงสร้างมิดฟิลด์ที่ชัดเจนมากขึ้น

ในแดนหน้าที่มีลีโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ และเนย์มาร์ ทั้งสามคนได้รับไฟเขียวให้ยืนอย่างอิสระในตำแหน่งสูงหน้าประตูและคอยฉวยโอกาสบุก ฤดูกาลที่แล้ว 3 แนวบุกช่วยกันยิงประตูได้เกินกว่า 90% ของประตูทั้งหมดที่บาร์ซายิงได้ในลา ลีกา ซึ่งนั่นเป็นเพราะทั้งสามคนมีความสามารถทั้งในการยิงประตูและการจ่ายแอสซิสต์ให้เพื่อนเข้าทำ นับเป็นระบบที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพสูง เช่นเดียวกับระบบโดยรวมของเอ็นริเก้นั่นเอง

FourFourTwo ภูมิใจเสนอ 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก: 50-46 • 45-41 • 40-36 • 35-31 • 30-26 • 25-21 • 20-16 • 15-11 • 10 • 9 • 8 • 7 • 6 • 5 • 4 • 3 • 2 • 1

#FFT50MANAGERS

อ่านต่อ FourFourTwo จัดเต็ม 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก 2015

Check out FourFourTwo Polls and Contests on LockerDome on LockerDome