คิดถึงใจจะขาด : 15 การเปลี่ยนแปลงของปีศาจแดงหลัง “เฟอร์กี้” วางมือ

ความจริงแล้ว “เฟอร์กี้” เพิ่งจะตัดสินใจวางมืออำลาทีมไปได้แค่ 3 ปีเท่านั้น แต่มันคงดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่นานเสียเหลือเกินสำหรับสาวกปีศาจแดงเพราะกุนซือชาวสก็อตรายนี้ได้สร้างผลงานเอาไว้มากมายตลอดช่วงเวลาของเขา และนี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไปนับตั้งแต่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ข้างสนาม…

ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งเกาะอังกฤษเปลี่ยนไปอย่างมากนับตั้งแต่บรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจอำลาทีมไปเมื่อปี 2013 ซึ่งแม้ว่าแฟนๆ จะเตรียมใจไว้แล้วว่าทีมรักของพวกเขาคงไม่แข็งแกร่งเท่าสมัยที่ป๋าเฟอร์กี้ยังคุมอยู่ แต่คงไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะตกต่ำได้เพียงนี้ในช่วงเวลาแค่ 3 ปี

นับตั้งแต่เฟอร์กี้วางมือไป แมนฯ ยูเปลี่ยนกุนซือไปแล้ว 3 คน โดยเป็น เดวิด มอยส์ และหลุยส์ ฟานกัล ที่เข้ามาสานงานต่อ แต่ทั้งคู่ก็ทำผลงานได้ไม่เป็นที่น่าพอใจ จนล่าสุด เป็นโชเซ่ มูรินโญ กุนซือเดอะสเปเชี่ยลวัน ที่เข้ามากุมบังเหียนของทีม ซึ่งแน่นอนว่างานของเข้าคือสานต่อความสำเร็จที่เฟอร์กี้เคยสร้างเอาไว้

และนี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

1. ไม่ใช่ทีมลุ้นแชมป์อีกต่อไป

หลังจากที่ไม่ได้แชมป์ลีกมา 26 ปีเต็มๆ เฟอร์กูสันก็เป็นคนพาพวกเขากลับมาเถลิงบัลลังก์แชมป์ได้อีกครั้งในฤดูกาล 1992/93 ขณะที่หลังจากนั้นอีก 21 ฤดุกาล ทัพปีศาจแดงก็จัดการคว้าแชมป์ไปแล้วถึง 13 สมัย ในขณะที่ทีมอื่นๆ ที่ได้แชมป์รวมกันแล้วยังได้แค่ 8 สมัยเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของแมนฯ ยุก็๕ือ พวกเขาไม่ใช่ทีมลุ้นแชมป์อีกต่อไป เพราะครั้งล่าสุดที่พวกเขาจบหัวตารางได้คือ 3 ปี ก่อน แถมตลอด 3 ปีนั้น พวกเขายังไม่ได้เข้าใกล้เลยอีกด้วย

Alex Ferguson

ครั้งล่าสุดทีเ่ป็นแชมป์คือยุคเฟอร์กี้

2.ใจไม่สู้

จริงๆ แล้วตลอด 21 ปีนับแต่มีการก่อตั้งพรีเมียร์ลีกมา เฟอร์กี้แทบไม่เคยพาลูกทีมจบกว่าอันดับ 3 เลยด้วยซ้ำ โดยมีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่ต่ำกว่า ทว่าหลังจากทั้ง 3 ครั้งนั้น เขาก็พาทีมจบ 1 ใน 2 อันดันแรกได้เสมอ ทัพปีศาจแดงเคยพลาดแชมป์จากลูกได้เสียแค่ครั้งเดียว และแพ้อันดับ 1 แค่คะแนนเดียวอีก 3 คร้้งเท่านั้น

แน่นอนว่าการเป็น 1 ในทีมลุ้นแชมป์คือเป้าหมายแรกของแมนฯ ยู ดังนั้นการได้อันดับ 4 ภายใต้การทำทีมของมอยส์ และฟานกัล นั้นก็ดูเป็นเรื่องที่น่าจะพอรับได้ ทว่าสำหรับมูรินโญนั้น เจ้าตัวถึงกับออกปากเองว่า ต้องมากกว่านั้น

“มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมที่จะทำผลงานแบบ 3 ปีที่ผ่านมา พวกเราไม่ได้ไม่เล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบสุดท้าย เราบอกตัวเองว่าให้ทำงานหนัก พยายามกลับมาเป็นท้อปโฟร์ให้ได้ และคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก แต่มันไม่ใช่สำหรับผม ผมไม่ต้องการเป็นทีมที่ดี ผมต้องการให้เราดุดันขึ้นจนสามารถพูดได้ว่า เราต้องการเป็นอันดับ 1” มูรินโญกล่าว

 

Jose Mourinho

ทว่าผลงานของปีศาจแดงในฤดูกาลนี้ก็ยังไม่ถึงกับดีเสียทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเจ้าตัวจะพูดอย่างไร ถ้าหากทีมจบอันดับ 4 และได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า มันก็นับเป็นความสำเร็จของทีมแล้ว แม้ว่าหากเป็นยุคของเฟอร์กี้ ผลงานนี้จะถูกนับว่าล้มเหลวก็ตาม

3. ขาดประสบการณ์และความเป็นผู้นำ

ในยุคของเซอร์อเล็กซ์ เขาสามารถผสมผสานทีมได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นแข้งมากประสบการณื แข้งดาวรุ่งแข้งท้องถิ่น แข้งต่างชาติ ทำให้ทีมของเขานั้นลงตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบรรดานักเตะดาวรุ่งและนักเตะหน้าใหม่ ที่จะมีบรรดาตัวเก๋าในทีมคอยช่วยให้ปรับตัวทั้งในและนอกสนามเสมอ

ทว่าเพียง 1 ปีหลังจากเขาวางมือไป แมนฯ ยูก็เสียทั้ง เนมันยา วิดิช, ปาทริซ เอฟรา และ ริโอ เฟอร์ดินาน 3 แข้งรุ่นใหญ่ของทีม รวมถึง พอล สโคลส์ และ ไรอัน กิ๊ก 2 ตำนานของทีมที่ไม่ได้อยู่ในทีมสต๊าฟโค้ชอีกต่อไป ขณะที่ในปัจจุบัน มีเพียงแค่ ไมเคิล คาร์ริค และ เวย์น รูนีย์ที่เป็นเหมือนแข้งรุ่นใหญ่ของทีม ทว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้เป็น 1 ใน 11 ตัวจริงของมูรินโญ

รองจากรูนีย์และคาร์ริค ก็เป็น อันโตนิโอ วาเลนเซีย, คริส สมอลลิ่ง และแอชลีย์ ยัง, ฟิล โจนส์  ที่อยู่กับทีมมา 8,7 และ 6 ปีแล้วตามลำดับ ทว่าทั้ง 4 คนนี้ก็ไม่ใช่นักเตะสไตล์ผู้นำแต่อย่างใด แม้แต่สมอลลิ่งที่มักจะได้สวมปลอกแขนแทนรูนีย์ทีตกเป็นตัวสำรองก็ตาม

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาขาดนักเตะที่มีความเป็นผู้นำ เพราะเมื่อเทียบกับทีมของเฟอร์กี้ในอดีตนั้น จะเห็นว่าเขามีนักเตะที่พร้อมจะสวมปลอกแขนกัปตันอยู่เต็มสนาม หรือแม้แต่ ฟีล เนวิลล์, จอห์น โอเชีย หรือดาร์เรน เฟล์ทเชอร์ ที่ไม่ได้สวมปลอกแขนที่โอลด์แทร็ฟฟอร์ด แต่ต่างก็ได้เป็นกัปตันทีมกับสโมสรใหม่ของพวกเขา

4. กองกลางยวบ

หลังจากดึงตัวโอเว่น ฮากรีฟ มาร่วมทีมเมื่อปี 2007 เฟอร์กี้ก็ไม่ได้ซื้อกองกลางเพิ่มเติมเลยกระทั่งดึงนิค พาวว์ มาร่วมทัพเมื่อปี 2014 ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะต้องยอมรับว่าจุดแข็งของปีสาจแดงในช่วงนั้นคือกองกลาง อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะไม่มีปัญหาเลย เพราะตั้งแต่รอย คีน อำลาทีมไป พวกเขาก็พยายามหาตัวตายตัวแทนจาก ไมเคิล คาร์ริค, พอล สโคลส์ และ เฟล้ทเชอร์

มารูยาน เฟลไลนี, อันแดร์ เอเรร่า, ดาลีย์ บลินด์, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, บาสเตียน ชไวสไตน์เกอร์ และ พอล ป็อกบา ต่างก็ถูกดึงมาร่วมทีมหลังจากเฟอร์กูสันออกไปทั้งนั้น ทว่าไม่มีใครเริ่มที่โชว์ฟอร์มเก่งจนเป็นตัวหลักของทีมได้เลย

5. นรกทีมเยือน

ต้องบอกว่าเฟอร์กุสันและทีมของเขาคือผู้ชนะ รังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดของพวกเขาเปรียบเสมือนนรกของทีมเยือนยังไงยังงั้น

“แม้ว่าตอนที่ผมเล่นให้กับแมนฯ ยู คุณจะรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาจะเอาชนะคุณตั้งแต่อยู่ในอุโมงค์นักเตะแล้ว” มาร์ค ฮิวจ์ อดีตแข้งของทีมกล่าวทัพปีศาจแดงของมอยส์ “นั่นคือสิ่งที่รังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดทำกับผู้มาเยือน ทว่าตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว”

การได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอล 75,000 คนนั้นคงเป็นประสบการณืที่ดีไม่น้อยสำหรับนักเตะทุกๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่สนามแห่งนั้นไม่ใช่นรกของทีมเยือนอีกแล้ว