ก่อนถึงชนาธิป? : ย้อนรอย 10 แข้งอาเซียนในญี่ปุ่น ใครรุ่ง-ใครร่วง

แม้การมาเจรจาขอยืมตัว ชนาธิป สรงกระสินธ์ ของคอนซาโดเล ซัปโปโร ถึงเมืองทองฯ แต่ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่มีการเจรจากันอย่างจริงจัง และไม่แน่ว่าในฤดูกาลหน้า อาจมีแข้งไทยได้ไปโลดแล่นในเจลีก ญี่ปุ่น จริงๆก็เป็นได้...

นับตั้งแต่เจลีกของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเป็นลีกอาชีพอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1993 ลีกพวกเขาเติบโตและมีพัฒนาการที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว…

จากที่สมัยยังเป็น เซมิ โปรลีก นักเตะไทยหลายคนที่เคยไปค้าแข้งไล่ตั้งแต่ วิทยา เลาหกุล, วรวรรณ ชิตะวณิช ไล่จนถึงรุ่นหลังๆ อย่าง นที ทองสุขแก้ว ถือว่าเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ในลีกซามูไร แต่เมื่อพวกเขาพัฒนาขึ้นเป็นลีกอาชีพ นักเตะญี่ปุ่นต่างเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนักเตะย่านอาเซียนตามไม่ติดอีกต่อไป พวกเขาสถาปนาเป็นลีกเบอร์ 1 ของทวีปเอเชีย

การที่จะมีนักเตะอาเซียนสักคนย้ายไปเล่นที่นั่น นับเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งการที่คอนซาโดเล ซัปโปโร ได้ให้ความสนใจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ มากขนาดนี้ก็น่าคิดว่าเขาจะได้เป็นนักเตะเจลีกคนต่อไปจริงๆ แม้การเจรจายังไม่บรรลุข้อตกลงก็ตาม และนี่ คือ 10 นักเตะอาเซียนที่เคยได้ลงเล่นอาชีพบนแดนอาทิตย์อุทัย  ผลงานแต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้างติดตามได้ที่นี่ 

อดุล หละโสะ

ไกนาเร ต็อตโตริ

ดาวรุ่งจากชลบุรี เอฟซี คือ ลูกหม้อของ “ฉลามชล” ขนานแท้ นับตั้งแต่ย้ายจากจังหวัดพัทลุงบ้านเกิดมาร่ำเรียนกับโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เขาก็เริ่มถูกใส่ชื่อเข้าร่วมชลบุรี เอฟซี ชุดใหญ่ ในศึกโปรวินเชียลลีก ตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยขณะนั้น ยังเป็นเพียงเด็กน้อยโนเนม

แต่ฝีเท้าและความมุ่งมั่นทั้งในสนามซ้อมและสนามแข่งของ “บังดุล” ไม่เหมือนนักเตะโนเนมเอาเสียเลย เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเป็นกำลังสำคัญของ “ฉลามชล” ในปี พ.ศ. 2550 หรือ ไทยลีก 2007 ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกและครั้งแรกของสโมสรจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ได้ไปรับงานเป็นผู้จัดการทีมให้กับ ไกนาเร่ ต็อตโตริ ทีมในเจลีก 3 ของญี่ปุ่น มีหลายคนบอกให้ โค้ชเฮง ช่วยดึงนักเตะไทยไปเยอะๆหน่อย แต่คนเดียวที่เข้าตา และทำให้ นาย วิทยา มั่นใจว่าเล่นญี่ปุ่นได้ คือ อดุล หละโสะ ซึ่งขณะนั้นเพิ่งมีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น กลายเป็นผู้เล่นอาเซียนคนแรกในศึกเจลีก นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 1993 (ไม่นับสมัยเป็นเซมิ โปร)  

อดุล เป็นผู้เล่นที่มุ่งมั่นทั้งในและนอกสนาม เขามักมาตรงต่อเวลาเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตนักเตะอาชีพที่ต่างประเทศ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อกลายเป็นตัวหลัก ลงเล่น 14 เกมติดต่อกันในครึ่งฤดูกาลแรก พาทีมจบครึ่งซีซั่นด้วยการเป็นจ่าฝูง…  “โค้ชเฮง” เคยคิดในใจว่าเขาคนนี้น่าจะมีโอกาสสูงที่จะไต่เต้าจากลีกล่างไปยังท็อปลีกของญี่ปุ่น   

อย่างไรก็ตามอุณหภูมิแห่งความหนาวใจเกาะกินเขาเรื่อยๆ อดุล เริ่มร้องไห้น้ำตาไหลหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะคิดถึงคนรักจากแดนไกล สภาพจิตใจที่ไม่เหมือนเดิมส่งผลต่อการเล่นของเขา จนได้รับโอกาสลงสนามน้อยลง ก่อนพาทีมจบอันดับ 5 ในฤดูกาลดังกล่าว และกลับเมืองไทยทันที เมื่อครบสัญญา 1 ปี

อดุล หละโสะ กลับมากลายเป็นตำนานอันเป็นที่รักของสาวก “ฉลามชล” แม้จะเคยสร้างความเจ็บปวดลึกถึงทรวงอกให้แฟนบอลชลบุรี ด้วยการย้ายไปร่วมทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แบบสายฟ้าแล่บ แต่สุดท้ายไม่มีที่ไหนมีความสุขเท่ากับบ้านที่แดนบูรพาอีกแล้ว…

ทุกวันนี้ อดุล หละโสะ เป็นนักเตะที่ลงเล่นมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประวัติศาสตร์สโมสรชลบุรี เอฟซี… แต่บางทีถ้าก้าวพ้นโรค “โฮมซิก” ในวันนั้น เขาอาจกลายเป็นตำนานแข้งไทยในญี่ปุ่นแทนก็ได้

Pages