WCQ 2018 : Asia 38 – 0 ASEAN…สาเหตุที่ “ช้างศึก” ต้องชนะอิรัก

วันที่ “ช้างศึก” กำลังจะกรำศึกใหญ่กับ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” วันที่ 8 กันยายนนี้... มันอาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากกว่า 3 คะแนน เพราะมันหมายถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของชาวอาเซียน

3 กันยายน 2015…หลายทีมทั่วทั้งเอเชียลงเตะฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบที่ 2 โดยมี 6 ตัวแทนของย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงสนามเพื่อสู้รบปรบมือกับยอดทีมอื่นๆ ในโซนเอเชียด้วยกัน ได้แก่ มาเลเซีย, ติมอร์ เลสเต้, กัมพูชา, สิงคโปร์, ลาว และ เมียนมา ...ผลสกอร์ที่ออกมา คือ ทีมอื่นๆจากเอเชียชนะทั้งหมด ยิงได้ 38 ประตู และตัวแทนอาเซียนยิงไม่ได้เลย

นี่ คือ ผลสกอร์ที่เกิดขึ้นในแต่กลุ่ม

กลุ่มเอ 

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 10 – 0 มาเลเซีย 
ซาอุดิอารเบีย 7 – 0 ติมอร์ เลสเต้

กลุ่มอี 

ญี่ปุ่น 3 – 0 กัมพูชา 
ซีเรีย 1 – 0 สิงคโปร์

กลุ่มจี 

เกาหลีใต้ 8 – 0 สปป.ลาว 
คูเวต 9 – 0 เมียนมา

ทีมชาติไทยกำลังพอใจกับผลงานสุดยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะความเหนือชั้นกว่าทีมในภูมิภาคนี้ แต่หากเห็นตัวเลขข้างต้นนี้แล้ว เราคงต้องมานั่งคิดกันว่าช่องว่างระหว่างทีมชั้นนำของเอเชีย กับ อาเซียน ยังกว้างใหญ่ไพศาล...

มันเกิดอะไรขึ้นกับมาเลเซีย ทำไมพวกเขาจึงแพ้หลุดลุ่ยขาดขนาดนี้ เมื่อต้องเจอกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ทีมที่อันดับโลกอยู่ที่ 70 ความจริงพวกเขาเคยแข็งแกร่ง และยิ่งใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับไทย แต่ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกครั้งนี้ นอกเหนือจากการเจอกับทีมในอาเซียนด้วยกันในกลุ่มนี้อย่าง ติมอร์ เลสเต้ (ที่เสมอกัน 1-1)… พวกเขาก็แพ้แบบเละเทะขาดลอยทั้งเกมที่แพ้ ปาเลสไตน์ 0 – 6 และแพ้ ยูเออี ในนัดล่าสุด ทำให้พวกเขาเสียถึง 14 ประตู และยิงได้แค่ 1 ลูก หลังผ่านไป 3 เกม จมบ๊วยของกลุ่ม ขณะเดียวกับ ติมอร์ เลสเต้ ที่พวกเขาดูน่ากลัวทีเดียวในอนาคต เพราะมีนักเตะบราซิเลี่ยนฝีเท้าดีที่ค้าแข้งในไทยพรีเมียร์ลีกหลายคนโอนสัญชาติไป แต่การโดนซาอุดิอารเบียถลุงเละเทะ 7 ต่อ 0 แบบนี้ก็ดูไม่จืดเอาเสียเลย และที่สำคัญนอกเหนือจากการยิงประตูมาเลเซียได้ในนัดแรก พวกเขาก็แพ้รวดอีก 2 นัด แบบยิงคู่แข่งไม่ได้เหมือนกับทีม “เสือเหลือง” 

ขณะที่ กลุ่มอี ที่ทีมยักษ์ใหญ่เอเชียอย่างญี่ปุ่น ร่วมกลุ่มนั้น คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ทัพนักเตะซามูไร ได้เปิดสนามไซตามะ สเตเดี้ยม ชนะ ทีมชาติกัมพูชา ไปได้ 3 ต่อ 0 เพราะนักเตะของทีมแดนปลาดิบล้วนมากจากทีมดังของยุโรปแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เคซูเกะ ฮอนดะ, ชินจิ คางาวะ, ชินจิ โอกาซากิ, ยูโตะ นากาโตโมะ, และ มาโคโตะ ฮาซาเบะ กัปตันทีม ส่วนกัมพูชานั้น ผู้เล่นทั้งหมดเล่นในลีกบ้านเกิดของตัวเอง แถมผู้เล่นเจ้าของฉายา “แกเรธเบลแห่งกัมพูชา” อย่าง จัน วัฒนากา อยู่บนม้านั่งสำรองเท่านั้น เพราะประสบการณ์ไม่เก๋าพอจะลงเล่นเกมใหญ่แบบนี้ โดยขณะนี้ทีมชาติกัมพูชาอยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่ม ยังไม่มีแต้มจากการลงสนาม 3 นัด เสีย 8 ประตู และยิงไม่ได้เลย...ทางด้าน สิงคโปร์ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และเพิ่งจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมนัดก่อนด้วยการเสมอกับทีมชาติญี่ปุ่นมาได้ 0 – 0 มาเกมนี้พวกเขาอาจจะลงเล่นด้วยความมั่นใจ เพราะ เป็นจ่าฝูงของกลุ่มก่อนลงสนาม นำโดย ฮัสซัน ซันนี่ ผู้รักษาประตูจากอาร์มี่ ยูไนเต็ด, ไบฮัคกี้ ไคซาน ปราการหลังสุดแกร่ง, ฮาริสส์ ฮารุน, และ ไครุล อัมรี กองหน้าตัวเก่ง แต่การบุกไปเยือนทีมแกร่งของเอเชียอย่างซีเรียที่รั้งอันดับ 121 ของโลกในปัจจุบันจากตะวันออกกลาง ก็ทำให้พวกเขามิอาจต้านทาน ก่อนแพ้ไป 0 – 1

เบื้องต้นผ่านมา 3 นัด สิงคโปร์ ยังค่อนข้างดูดี เพราะเก็บได้ 4 แต้ม เท่ากับญี่ปุ่น แต่ประตูได้-เสีย ดีกว่า รั้งรองจ่าฝูง... แต่ถ้าต้องวัดกันยาวๆจากนี้อีก 5 นัด มันจะเกิดอะไรขึ้น? เพราะต้องอย่าลืมว่าตอนนี้ญี่ปุ่นเพิ่งจะลงเตะแค่ 2 นัดเท่านั้น

ข้ามมาดูกลุ่มจี...อีกหนึ่งกลุ่มที่มี 2 ทีมอาเซียน คือ เมียนมา กับ สปป. ลาว... พวกเขาลงสนามด้วยการพบกับ 2 ตัวเต็งของกลุ่ม ทั้ง เกาหลีใต้ และ คูเวต โดย ทีมนักเตะพลังโสม ที่ปัจจุบันรั้งอันดับ 57 ของโลก โหดไม่เกรงใจใครเปิดรังอัด สปป. ลาว ไปถึง 8 ประตูต่อ 0 โดย ซง ฮึง มิน กองหน้าตัวใหม่ของ ท็อตแน่มฮอต สเปอร์ ที่ก่อนหน้านี้ได้รับการจัดอันดับจาก FFT ให้เป็นนักเตะเอเชียหมายเลข 1 จัดการกดแฮตทริกได้สำเร็จ ส่วน เมียนมา ที่บุกไปเยือนคูเวต ทีมอันดับ 127 ของโลก ก็โดนยิงไปถึง 9 เม็ด ทำให้สถานการณ์ล่าสุด 2 ทีมอาเซียน ในกลุ่มนี้ เก็บได้ 1 คะแนน รั้งบ๊วยและรองบ๊วยของตารางร่วมกันหลังผ่านไป 3 นัด...

ผลงานในระดับซีเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์ และ อาเซียน คัพ ของไทยในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา มันบ่งบอกได้ว่า “ไทย” ยิ่งใหญ่ และมันอาจจะทำให้พูดได้ว่าเราเหนือกว่า 6 ทีมที่มีชื่อข้างต้น ซึ่งแพ้ทีมคู่แข่งจากโซนอื่นของเอเชียแบบเละเทะ แต่มันยังไม่ใช่สิ่งที่เราจะพร่ำบอกว่าเรายิ่งใหญ่ และพร้อมไปฟุตบอลโลกกันนักหรอก...

เกมกับ อิรัก (อันดับ 82 ของโลก) มันจะทำให้เราได้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างทีมอาเซียน กับ ทีมชั้นนำเอเชีย เหลือมากน้อยแค่ไหน...เราต้องอย่าลืมว่าที่ผ่านมา เรายังไม่ได้เจอของจริงจากระดับชั้นนำเอเชียเท่าไหร่นัก และการเจออุซเบกิสถาน รวมถึงเกาหลีใต้ ในศึกคิงส์คัพ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา...ก็เป็นเพียงชุดอายุไม่เกิน 23 ปีของพวกเขาเท่านั้น เพราะฉะนั้นเกมกับทีมชาติอิรัก จะเป็นเกมที่ไทยได้พิสูจน์ว่าเราเจ๋งแค่ไหนในระดับเอเชีย

...ในวันที่เราชาวไทยและพลพรรค “ช้างศึก” ภาคภูมิใจกับการเป็น “คิงออฟอาเซียน”... เราก็ต้องแสดงให้เห็นว่า “ราชาแห่งดินแดนนี้” คือของจริงต่อหน้าคนทั่วทั้งทวีปให้ได้ด้วยเช่นกัน

นั่นคือสาเหตุที่ “ช้างศึก” ต้องชนะ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ให้ได้

Topics