Group E

เบลเยี่ยม

หลังจากเวลาอันยาวนานกว่าทศวรรษซึ่งเป็นยุคตกต่ำของทีมชาติเบลเยี่ยม พวกเขาก็ก้าวสู่ยุคใหม่ในซัมเมอร์ 2012 กลุ่มแข้งดาวรุ่งพรสวรรค์สูงที่หิวกระหายเอาชนะฮอลแลนด์ได้ 4-2 ที่คิงโบดวง สเตเดี้ยม ที่มีผู้ชมเต็มความจุ และนับจากนั้นเป็นต้นมาทุกๆอย่างก็เปลี่ยนไปจากเดิม

วิเคราะห์เจาะลึก

หลังความล้มเหลว 5 ครั้งติดต่อกันในการลงแข่งรายการเมเจอร์รอบสุดท้าย แข้งปีศาจแดงแห่งยุโรปก็คว้าสิทธิ์การผ่านเข้ารอบศึกฟุตบอลโลกที่บราซิลได้ พวกเขาถีบตัวขึ้นไม่ใช่เพียงเพราะว่ากระแสนิยมท่ามกลางหมู่ประชาชนในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแค่นั้น แต่ยังเป็นจำนวนนักเตะที่มหาศาลซึ่งกระจายตัวไปค้าแข้งให้กับสโมสรต่างๆในลีกใหญ่ๆ โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ ในเกมที่ลูกทีมของ มาร์ค วิลมอตส์ พ่ายอย่างเฉียดฉิวต่ออาร์เจนตินาในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศที่บราซิเลีย ประเทศเล็กที่มีแข้งฝีเท้าระดับสูงแห่งนี้ก็สถาปนาตัวเองเข้าสู่ยุคทอง

และพวกเขาก็ทำได้เหมาะสมกับชื่อนั้น โดยมี เอเดน อาซาร์ ที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2014-15 ของพรีเมียร์ลีก ธิโบต์ คูร์ตัวส์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูอันดับ 1 ของโลกและ เควิน เดอ บรอยน์ ที่เป็นเบอร์ 1 ของโวล์ฟสบวร์กก่อนจะย้ายมาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังถูกปฏิเสธโดย โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เชลซี เบลเยี่ยมยังก้าวขึ้นมาเรื่อยๆจนเป็นอันดับ 1 ก่อนถึงศึกยูโร 2016 ไม่เพียงแค่พวกเขาคว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกมาได้จากการนำทัพโดย แว็งซอง กอมปานี พวกเขายังแซงทั้งเยอรมันและอาร์เจนตินาขึ้นเป็นอันดับ 1 ของฟีฟ่าแรงกิ้งในเดือนตุลาคมปีที่แล้วด้วย

ฤดูกาลนี้มีคำถามเกิดขึ้นหลายอย่างเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของแข้งเบลเยี่ยม ด้วยการที่มีอาการบาดเจ็บต่างๆ (ทั้ง กอมปานี, เดอ บรอยน์ และ แยน แฟร์ทองเก้น) และแข้งฟอร์มหาย (อาซาร์และ คริสเตียน เบนเทเก้) แม้กระนั้นวิลมอตส์ในบทบาทกุนซือยังมีแข้งระดับท็อปอีกหลายรายในทีมให้เลือกใช้งานโดยทัพปีศาจแดงนั้นจะไม่หวังอะไรน้อยกว่าการเข้าชิงชนะเลิศศึกรายการนี้ในวันที่ 10 กรกฎาคมที่สต๊าดเดอฟรองค์ พวกเขารู้ดีว่านี่เป็นวิธีที่จะพิสูจน์ตัวเอง

บทเรียนจากเกมรอบคัดเลือก
ต้องทำผลงานให้ดีมากกว่านี้  เบลเยี่ยมผ่านมาได้จากการที่ตัวเองเป็นต่อก่อนจะจบด้วยอันดับ 1 แม้ว่าจะทำหายไป 5 คะแนนในการพบกับเวลส์ การมีมิดฟิลด์พันธุ์บู๊อย่าง รัดย่า เนียงโกลัน ทำให้เดอ บรอยน์ และอาซาร์นั้นไม่ต้องห่วงหน้าที่เกมรับมากนัก

จุดแข็ง
ข้อได้เปรียบชัดสุดของเบลเยี่ยมนั้นก็คือเหล่าแข้งพรสวรรค์สูงที่พร้อมให้วิลมอตส์เลือกใช้งาน นอกเหนือจากสตาร์รายต่างๆจากพรีเมียร์ลีกแล้วแข้งจากลีกเอิงอย่าง มิชชี่ บัตชูอายี่, แข้งจากเซเรียอาอย่าง ไดรส์ เมอร์เท่นส์ (นักเตะคนโปรดของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ของนาโปลี) และดาวรุ่งของแอตเลติโก มาดริด อย่าง ยานนิค เฟอร์เรร่า คาราสโก้ อีกทั้งยังมีคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟค่าตัวแพงตัวท็อปของพรีเมียร์ลีกนั่นก็คือดูโอจากสเปอร์สอย่าง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และแฟร์ทองเก้น ส่วนฟูลแบ็คนั้นก็เป็นจุดเด่นของพวกเขาเช่นกัน

จุดอ่อน
ความเพียบพร้อมในแดนหลังนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของความไม่สมดุลในทีม เพราะว่าเรื่องน่ากังวลมากที่สุดก็คือแนวรุก เบลเยี่ยมทำประตูได้มากมายในเกมรอบคัดเลือกแต่ทริโอกองหน้าในเมอร์ซี่ย์ไซด์ทั้งเบนเทเก้, โรเมลู ลูกากู และ ดิว็อก โอริกี้ นั้นยิงรวมกันได้แค่ 2 ประตู ทีมนั้นดูไร้พิษสงและไม่สามารถทำประตูได้เล่นตลอดทั้ง 2 เกมที่เจอกับกองหลัง 5 ตัวของเวลส์

สิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด
ต้องพึ่งพาลูกโหม่งท้ายเกมของ มารูยาน เฟลไลนี่ เพื่อหลีกเลี่ยนการตกรอบแต่หัววันที่เลวร้าย ก่อนจะเห็นผู้นำสงครามรายนี้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดนไล่ออกจากการกางศอกใส่คู่แข่ง

สิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นน้อยที่สุด
ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มโดยไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บของกอมปานี

สิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดขึ้น

ด้วยคุณภาพระดับสูงของเบลเยี่ยมชุดนี้แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งลงแข่งเกมฟุตบอลโลกไปเพียง 5 นัดเท่านั้นในระดับฟุตบอลรายการเมเจอร์ พวกเขาจะคาดหวังถึงการเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ศึกยูโร 1980 และหวังคว้าโทรฟี่ให้สำเร็จเป็นครั้งแรก

อะไรจะเกิดขึ้น
จากที่เห็นในศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล การมีนักเตะฝีเท้าเยี่ยมรวมกันอย่างเดียวนั้นไม่พอที่จะปิดช่องว่างจากทีมที่มีประสบการณ์ระดับทัวร์นาเมนต์สูงอย่างเช่นสเปน, ฝรั่งเศส และ เยอรมัน ชื่อของทีมเหล่านี้จะหยุดพวกเขาได้หากพบกันในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศ

คีย์แมน - เควิน เดอ บรอยน์
ลืมชื่อของกอมปานีและอาซาร์ไปก่อน ด้วยสถิติ 5 ประตูและ 3 แอสซิสต์ เดอ บรอยน์ พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นดาวเด่นของทีมในเกมรอบคัดเลือก หลังหายจากอาการบาดเจ็บแม้จะลงเล่นน้อยกว่าเพื่อนๆคนอื่น เขายังเป็นผู้นำสร้างสรรค์ที่เบลเยี่ยมต้องการหากต้องการจะพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่สำเร็จน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ผู้จัดการทีม - มาร์ค วิลมอตส์
“ชีวิตของผมจะไม่เปลี่ยนไปหากเราไม่ได้กลายเป็นแชมป์ยุโรป” อดีตศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยมกล่าวไว้ แต่เขาต้องแบกรับแรงกดดันจากประเทศบ้านเกิดในการนำทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์เข้ารอบสุดท้ายเพื่อชิงโทรฟี่รายการใหญ่ใบแรกของประเทศ

Q & A - มารูยาน เฟลไลนี่

คุณเชื่อไหมว่าเบลเยี่ยมเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกเหมือนกับที่ฟีฟ่าแรงกิ้งบอกว่าคุณเคยเป็นจนกระทั่งเดือนเมษายน?

เราได้แสดงให้เห็นแล้วในศึกยูโรว่ามันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด เราเป็นทีมที่ดีแต่ยังมีทีมใหญ่ๆอีกมากทั้ง สเปน, เยอรมัน และ ฝรั่งเศส พวกเขามีประสบการณ์ซึ่งเราไม่เคยคว้าแชมป์ใดๆได้เลย แต่คุณไม่มีทางรู้หรอก โอเค เราเคยเป็นอันดับ 1 ของฟีฟ่าแรงกิ้ง มันก็แจ๋วดี และตลอด 4 ปีหลังสุดเราแพ้เกมทางการไปแค่ 2 นัด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงกลายเป็นทีมอันดับ 1 แต่จริงๆแล้วเราต้องคว้าแชมป์บางอย่างให้ได้ 

คุณเห็นด้วยไหมว่านี่เป็นยุคทองของทีมชาติเบลเยี่ยม?

ใช่สิ เป็นเวลานานแล้วที่เบลเยี่ยมขาดแคลนกลุ่มนักเตะฝีเท้าเยี่ยมที่รวมตัวกัน ดังนั้นเราจึงอยู่ภายใต้ความกดดันอันมหาศาล ทีมเบลเยี่ยมชุดนี้รู้จักกันและกันมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่อายุ 15-16 ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าเราจะไปได้สวยในตอนนี้ เราทำได้ดีในศึกฟุตบอลโลก เข้าถึงรอบรองฯ ดังนั้นผู้คนจะคาดหวังกันมากขึ้น

ประสบการณ์ที่ได้จากศึกฟุตบอลโลกนั้นช่วยได้มากแค่ไหน?

ผมคิดว่ามันช่วยได้นะ มันเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เราเล่นด้วยกันในทัวร์นาเมนต์สำคัญและตอนนี้เราสามารถพัฒนาต่อได้ เราเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในเกมที่พบกับอาร์เจนตินาซึ่งเป็นทีมใหญ่อันดับต้นๆของโลกและลงแข่งกับนักเตะเจ๋งๆหลายคน แม้ว่าพวกเขาจะชนะเรา 1-0 แต่นั่นก็เป็นประสบการณ์ที่ดีของพวกเรา

คุณพ่อของคุณนั้นภาคภูมิใจกับความสำเร็จที่คุณทำได้กับเบลเยี่ยม แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่าที่จริงเขาอยากให้คุณเตะให้ทีมชาติโมร็อกโกมากกว่า มันเคยมีโอกาสอย่างว่าไหม?

มันเป็นการตัดสินใจของผม คุณพ่อพูดกับผมเกี่ยวกับโมร็อกโก ผมรู้จักโมร็อกโกดีแต่ผมอยากรับใช้ชาติให้เบลเยี่ยม ผมมีความสุขดีและครอบครัวของผมก็สนับสนุน  พวกเขาสร้างแรงบันดาลใจและหนุนหลังผมเป็นอย่างดี เบลเยี่ยมเรียกตัวผมตั้งแต่ยังเด็กๆและผมก็ตอบตกลงทันทีเพราะว่านี่เป็นที่ๆผมเกิดและเติบโตขึ้น กับโมร็อกโกแล้วพวกเขาติดต่อผมบ้างในภายหลังและตอนนั้นผมก็เลือกเบลเยี่ยมแล้ว

โปรแกรมและการแข่งขัน

โปรแกรม

13 มิถุนายน พบ อิตาลี - แข่งที่ ลียง, 02.00

18 มิถุนายน พบ ไอร์แลนด์ - แข่งที่ บอร์กโดซ์, 20.00

22 มิถุนายน พบ สวีเดน - แข่งที่ นีซ, 02.00

พวกเขาผ่านเข้ารอบมาได้อย่างไร

แชมป์กลุ่ม บี

VS อันดอร์ร่า (เหย้า) 6-0

VS บอสเนีย เฮอร์เซโกวีน่า (เยือน) 1-1

VS เวลส์ (เหย้า) 0-0

VS ไซปรัส (เหย้า) 5-0

VS อิสราเอล (เยือน) 1-0

VS เวลส์ (เยือน) 0-1

VS บอสเนีย เฮอร์เซโกวีน่า (เหย้า) 3-1

VS ไซปรัส (เยือน) 1-0

VS อันดอร์ร่า (เยือน) 4-1

VS อิสราเอล (เหย้า) 3-1

สถิติการผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

1960 ไม่ได้เล่นรอบคัดเลือก

1964 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1968 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1972 รอบรองชนะเลิศ

1976 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1980 รองแชมป์

1984 รอบแบ่งกลุ่ม

1988 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1992 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1996 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

2000 รอบแบ่งกลุ่ม

2004 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

2008 รอบแบ่งกลุ่ม

2012 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

Words Bart Cop; Interview Chris Flanagan

Promo sitewide