Group E

สาธารณรัฐไอร์แลนด์

เมื่อมาถึงการจับสลากทีไร ดูเหมือนจะไม่เป็นใจให้กับชาวไอริชในช่วงหลัง อย่างตอนยูโร 2012 พวกเขาก็อยู่สายเดียวกับโครเอเชีย, สเปน และอิตาลี เลยทำให้เก็บแต้มไม่ได้เลยสักนัดเดียว ก่อนที่ทีมร่วมสายอย่างสเปนและอิตาลีจะเข้าไปชิงกันเองในที่สุด

วิเคราะห์เจาะลึก

จากนั้นก็มาถึงฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ที่พวกเขาจบด้วยอันดับ 4 ของสายตามหลังเยอรมัน, สวีเดน และออสเตรีย ก่อนที่ทัพ “อินทรีเหล็ก” จะก้าวไปคว้าแชมป์โลก และทั้ง 3 ทีมก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสซัมเมอร์นี้ไ้ด้ทั้งหมด

บางทีพวกเขาอาจจะเจอกับสายที่เบาขึ้นในยูโร 2016 รอบคัดเลือกก็ได้? แต่เปล่าเลย พวกเขากลับถูกจับให้เจอกับเยอรมันอีกครั้ง พ่วงด้วยโปแลนด์และสก็อตแลนด์ ซึ่งถือว่ายากที่สุดในบรรดา 9 กลุ่ม แม้แต่จอร์เจียก็ไม่ใช่หมูในอวย ทำให้พวกเขาต้องไปเล่นเพลย์ออฟจึงจะหลุดเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายได้

หลังจากที่รอดพ้นเสือ สิงห์ กระทิง แรด มาได้ พวกเขาก็สมควรจะได้รับโชคเล็กๆน้อยๆบ้าง แต่พวกเขากล้บต้องเจอกับอิตาลี เช่นเดียวกับเบลเยี่ยม ที่เป็นทีมอันดับ 1 ในฟีฟ่า แรงกิ้ง ตอนที่จับสลาก รวมถึงสวีเดนของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แม้รูปแบบของยูโรจะทำให้ทีมอันด้บ 3 ผ่านเข้ารอบสองได้ แต่มันก็ยังเป็นงานยากอยู่ดี

นัดเปิดสนามกับสวีเดนที่สต๊าด เดอ ฟรองซ์ ถือเป็นนัดสำคัญมาก พลพรรค “ยักษ์เขียว” จะต้องสานต่อโมเมนตัมในช่วงครึ่งหลังของรอบคัดเลือกให้ได้ ถึงหลายอย่างจะดูไม่ค่อยดีนักหลังจากที่พ่ายสก็อตแลนด์ แต่พวกเขาก็ฮึดกลับมาได้ด้วยการชนะเยอรมัน ก่อนจะผ่านบอสเนีย แอนด์ เฮอร์เซโกวีน่า ในเกมเพลย์ออฟได้ในท้ายที่สุด

ไอร์แลนด์เปลี่ยนไปมากจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีเพียง จอห์น โอเช และ เกล็นน์ วีแลน เท่านั้นที่ยังคงเป็นตัวจริงจากยูโร 2012 ซึ่งพวกเขาหวังว่าทีมชุดนี้จะไปไกลกว่าเดิม

บทเรียนจากรอบคัดเลือก
ถ้าวันไหนพวกเขาท็อปฟอร์ม พวกเขาสามารถสู้ได้ทุกทีม ถึงอาจจะเคยแพ้สก็อตแลนด์และโปแลนด์แต่ก็แค่ลูกเดียว แถมยังเก็บได้ถึง 4 แต้มจากแชมป์โลกเยอรมัน โดยเสมอ 1-1 ที่เกลเซ่นเคียร์เช่น ก่อนจะชนะ 1-0 ที่ดับลิน

จุดแข็ง

เวส ฮูลาแฮน กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดในชีวิต แต่ไอร์แลนด์ก็ไม่ได้พึ่งนักเตะแค่คนหรือสองคน มาร์ติน โอนีล สามารถสลับสับเปลี่ยนนักเตะที่บาดเจ็บหรือติดโทษแบนได้ ขณะที่ประตูสำคัญๆไล่ตั้งแต่ประตูชัยในช่วงท้ายเกมกับจอร์เจีย จนถึงลูกตีเสมอในนาทีสุดท้ายกับเยอรมันและโปแลนด์ ก็ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีสปิริต

จุดอ่อน

นี่คือทีมที่ขาดนักเตะที่มีคุณภาพระดับสตาร์ ขณะที่ ร็อบบี้ คีน ที่ติดทีมชาติไป 143 นัดก็อายุ 35 ปีแล้ว และทีมชุดนี้ก็ไม่มีใครที่เล่นให้กับทีมยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีกเลย นอกจากนี้ยังขาดโกลฝีมือเยี่ยมด้วย

สิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด
ความขัดแย้งก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่ม ซึ่งบางทีอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ อย่างไรก็ตามผู้ช่วยผู้จัดการทีมเขาคือ รอย คีน ที่เคยสร้างชื่อจากการวอล์คเอ้าท์ตอนฟุตบอลโลก 2002 แต่เจ้าตัวก็ตัดสินใจกลับมาช่วยชาติในฐานะมือขวาของ มาร์คิน โอนีล นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการเทคนิคยังเป็น รุด ดอคเตอร์ ด้วย มองเห็นปัญหากลายๆแล้วมั้ยล่ะ

สิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นน้อยที่สุด

การขาดแรงสนับสนุน เพราะแฟนบอลไอร์แลนด์นั้นถือเป็นผู้เล่นคนที่ 12 และมักจะชอบยกโขยงไปตามเชียร์ทีมชาติของตัวเองตามทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ โดยมีแฟนบอลที่ขอยื่นซื้อตั๋วถึง 275,000 คน ทั้งที่มีตั๋วให้เพียงแค่ 26,000 ใบเท่านั้น และพวกเขาก็เป็นนักดื่มตัวยงด้วยกัน ฝรั่งเศสจึงควรจะตุยเลียร์กินเนสส์ไว้เยอะๆ

สิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดขึ้น
ผลงานที่ดีขึ้นจากเมื่อตอนยูโร 2012 เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะผ่านเข้ารอบสองโดยอาศัยโชคเล็กน้อย

อะไรจะเกิดขึ้น

การต่อสู้เพื่อแย่งอันดับ 3 ในสายกับสวีเดน ซึ่งดูเหมือนว่าจะตัดสินก็ตั้งแต่นัดเปิดสนาม โดยมีเกมกับอิตาลีปิดท้าย ดังนั่นพวกเขาสามารถรู้ได้แน่ชัดว่าผลการแข่งขันแบบไหนที่มำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบในฐานะอันดับ 3 ที่มีผลงานดีสุดได้

คีย์แมน - เชน ลอง

ด้วยวัย 29 ปี ลองคือหนึ่งในผู้เล่นที่มีประสบการณ์มากที่สุดในทีม และเป็นคนยิงประตูชัยใส่เยอรมันเมื่อเดือนตุลาคมด้วย แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะดำเนินรอยตาม ร็อบบี้ คีน กัปตันทีมที่เป็นทั้งนักเตะที่ลงเล่นมากที่สุด และเป็นดาวซัลโวสูงสุเตลอดกาลของสโมสร แต่ความขยันและสายตาที่คอบสอดส่องหาโอกาสถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เจ้าตัวประสบความสำเร็จ

ผู้จัดการทีม - มาร์ติน โอนีล

มันคงเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อยสำหรับเจ้าตัว เมื่อไอร์แลนด์เหนือบ้านเกิดก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายด้วย ซึ่งประสบการณ์ของเขาทำให้ทีม “ยักษ์เขียว” ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ

Q & A - ริชาร์ด คีโอห์

ช่วงเวลาไหนที่พิเศษที่สุดในรอบคัดเลือก?

ตอนที่กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันในเกมกับบอสเนีย แอนด์ เฮอร์เซโกวีน่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดที่ผมเคยมีเลยล่ะ ทุกๆคนกาชื่อเราทิ้งไปแล้ว แต่การเอาชนะเยอรมันได้คือจุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่และจะเป็นค่ำคืนอันน่าทึ่งที่จะอยู่กับผมไปตลอดชีวิจ ผมต้องเผชิญหน้ากับ อังเดร ชูร์เล่ และ มาร์โค รอยส์ เมซุต โอซิล ก็ลงเล่นเกมนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการเก็บคลีนชีตในการเจอกับทีมแชมป์โลกทำให้คุณรู้สึกมั่นใจว่าตุณสามารถสู้กับนักเตะที่ดีที่สุดในโลกได้ และเราก็ได้พิสูจน์แล้วว่าในวันที่ท็อปฟอร์มเราสามารถชนะได้ทุกทีม

คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อถูกจับให้มาพบกับอิตาลี, เบลเยี่ยม และสวีเดน?

ผมคิดว่า ‘ว้าว โอเคเลย’ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษ เราเคยอยู่สายแข็งมาเยอะ ในฐานะมืออาชีพ คุณต้องการจะเจอกับทีมที่ดีที่สุด ถ้าผมเลือกได้ ผมอยากเจอกับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เขาเป็นนักเตะเวิลด์คลาส และมันจะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่ได้ทดสอบตัวเองกับคนอย่างนั้น เราต้องการจะผ่านเข้ารอบ ถึงมันจะเป็นสายที่ยากแต่มันก็มีความเป็นไปได้

คุณได้ลงเล่นให้กับไอร์แลนด์มากขึ้นนับตั้งแต่เกิดสร้างความผิดพลาดในนาทีสุดท้ายในเกมเพลย์ออฟรอบชิงชนะเลิศเมื่อปี 2014 มันเป็นตัวขับเคลื่อนคุณอย่างนั้นเหรอ?

ใช่ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ เมื่อไรก็ตามที่คุณเจอประสบการณ์แย่ๆอย่างนั้นในช่วงท้ายฤดูกาล มันจะเป็นแรงขับให้คุณเป็นการส่วนตัว ผมคิดว่าผมทำอย่างนั้นนะ ทางเดียวที่จะทำให้ดีขึ้นได้คือเรียนรู้จากความผิดพลาด มาร์ติน โอนีล ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวผม และผมก็ติดทีมชาติมากขึ้น จนทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเวลาเล่นทีมชาติ ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ลงเล่นในเกมสำคัญหลายๆเกม และดูเหมือนว่าผมทำได้ดีทีเดียว

การมีโอนีลกับ รอย คีน ดูเหมือนว่าได้กุนซือมาพร้อมกันสองคนเลยหรือเปล่า?

เขาทำงานด้วยกันได้อย่างลงตัวมาก พวกเขาเติมเต็มกันและกัน แถมยังช่วยเราได้เยอะจากประสบการณ์การคว้าแชมป์ของพวกเขา พวกเขามีจิตใจของความเป็นผู้ชนะ

โปรแกรมและการแข่งขัน

โปรแกรม

13 มิถุนายน พบ สวีเดน - แข่งที่ แซงต์-เดนีส์, 23.00

18 มิถุนายน พบ เบลเยี่ยม - แข่งที่ บอร์กโดซ์, 20.00

22 มิถุนายน พบ อิตาลี - แข่งที่ ลีลล์, 02.00

พวกเขาผ่านเข้ารอบมาได้อย่างไร

ผู้ชนะจากการเพลย์ออฟ

VS จอร์เจีย (เยือน) 2-1

VS ยิบรอลตาร์ (เหย้า) 7-0

VS เยอรมัน (เยือน) 1-1

VS สก็อตแลนด์ (เยือน) 0-1

VS โปแลนด์ (เหย้า) 1-1

VS สก็อตแลนด์ (เหย้า) 1-1

VS ยิบรอลตาร์ (เยือน) 4-0

VS จอร์เจีย (เหย้า) 1-0

VS เยอรมัน (เหย้า) 1-0

VS โปแลนด์ (เยือน) 1-2

VS บอสเนีย เฮอร์เซโกวินา (เยือน) 1-1

VS บอสเนีย เฮอร์เซโกวินา (เหย้า) 2-0

สถิติการผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

1960 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1964 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1968 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1972 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1976 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1980 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1984 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1988 รอบแบ่งกลุ่ม

1992 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

1996 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

2000 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

2004 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

2008 ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย

2012 รอบแบ่งกลุ่ม

Words and interview: Chris Flanagan

Promo sitewide