0 ประตู 0 แอสซิสต์...ครั้งสุดท้ายที่เชสก์ฟอร์มตกขนาดนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่?

แชมป์เก่ายังต้องเจอกับผลการแข่งขันน่าผิดหวังต่อไปเมื่อบุกไปแฟ้ท็อฟฟี่สีน้ำเงินภึง 3-1 และนี่คือบทวิเคราะห์ผ่านสถิติของ Stats Zone, ที่คุณดาวน์โหลดได้ฟรีบน iOS และ Android...

จากความพ่ายแพ้หนที่ 3 ในรอบ 5 เกมลีกช่วงเริ่มต้นฤดูกาลของเชลซีนั้นทำให้มันเป็นการออกสตาร์ทอย่างย่ำแย่ที่สุดของพวกเขาบนเวทีพรีเมียร์ลีก และเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1988/99 ซึ่งตอนนั้นพวกเขาไม่สามารถเอาชนะการแข่งขัน 6 นัดแรกของดิวิชั่น 2 ได้เลย

โดยเกมนี้ จอห์น โอบิ มิเกล คว้าโอกาสการเป็นตัวจริงในลีกเป็นหนแรกของตัวเองนับตั้งแต่วันสุดท้ายของฤดูกาลก่อน, และเป็นเพียงนัดที่ 3 ของปีนี้เท่านั้น ขณะที่แนวรับเป็นทางด้านกัปตันทีมอย่าง จอห์น เทอร์รี่ ลงมาจับคู่ร่วมกับ เคิร์ท ซูม่า ส่วน แกรี่ เคฮิลล์ ได้พักภายหลังจากการทุ่มเทให้ทีมชาติอังกฤษนัดดวลกับซาน มาริโน่ และสวิตเซอร์แลนด์

เริ่มเกมมา โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ก็โดนสถานการณ์บีบบังคับให้เปลี่ยนแปลงผู้เล่นภายใน 9 นาทีหลังจาก มูฮาเหม็ด เบซิช มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริง ซึ่งตัวเขาและสาวกท็อฟฟี่คงไม่คิดว่าการเปลี่ยนตัวหนนี้จะเป็นการเปลี่ยนรูปโฉมเกมไปในทันที โดย สตีเวน เนสมิธ ซึ่งทำประตูโทนของเกมในนัดสุดท้ายที่เอฟเวอร์ตันเอาชนะเชลซีได้นั้นจัดการเหมาคนเดียว 2 ประตูโดยใช้เวลา 22 นาที จากการโหม่งลูกเปิดของ แบรนดอน กัลโลเวย์ ก่อนจะกดเต็มเท้าจากระยะ 20 หลาเสียบเสาเข้าไป

โดยประตูที่ 2 ของเนสมิธคือประตูที่ 11 ที่แชมป์เก่าโดนเจาะหลังผ่านเกมลีกไปเพียง 5 นัด, ซึ่งมากที่สุดในบรรดาทุกทีมของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015/16 ทว่าทีมเยือนคว้าโอกาสกลับมาสู่เกมได้ก่อนหมดครึ่งแรก 10 นาที จาก เนมานยา มาติช ที่ยิงเต็มข้อจากระยะ 30 หลา ผ่าน ทิม ฮาเวิร์ด ที่หมดสิทธิ์ป้องกัน

แม้ว่าเชลซีจะจบครึ่งเวลาแรกด้วยผลงานที่ดีขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่อาจจะตีเสมอเจ้าถิ่นได้ อีกทั้งเปลี่ยนแปลงจากเดิมเพียงเล็กน้อยหลังกลับมาสู่อีก 45 นาทีที่เหลืออยู่ ขณะที่ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” สู้อย่างหนักเพื่อรักษาความได้เปรียบของพวกเขาเอาไว้ โดยจบเกม พวกเขาทำการบล็อคลูกยิงหน้าประตูของเชลซี 7 หน และยังตัดขาดการโยนบอลทางฝั่งขวาของ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช อีก 8 ครั้งด้วยกัน

และการทำงานหนักของพวกเขามาได้รับผลตอบแทนในช่วง 8 นาทีสุดท้าย จากการเซ็ตบอลเข้าทำอย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งหนึ่งนำมาสู่แฮตทริกอันสมบูรณ์แบบของเนสมิธ โดยหัวหอกชาวสก็อตทำได้ 3 ตุงจากความพยายาม 3 ครั้ง

นี่เป็นการคว้าชัยในบ้านนัดแรกสำหรับเอฟเวอร์ตันนับตั้งแต่การเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อเดือนเมษายนทั้งที่ครองบอลเพียง 38% ซึ่งมันส่งผลให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องเจอกับงานยากสุดๆเป็นที่เรียบร้อยกับการป้องกันแชมป์

Match Facts

  • เวลานี้ สตีเว่น เนสมิธ ทำประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 6 ประตูในการพบกับเชลซี ซึ่งเป็นการทำได้มากกว่าการเจอกับทีมอื่นๆถึง 4 ประตูด้วยกัน

  • เนสมิธทำประตูได้ใน 3 เกมพรีเมียร์ลีกที่พบกับเชลซีของ โชเซ่ มูรินโญ ซึ่งถือว่าทำได้บ่อยกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ

  • เนสมิธคือผู้เล่นคนที่ 6 ที่สามารถทำแฮตทริกได้จากการลงมาเป็นตัวสำรองในเกมพรีเมียร์ลีก และเป็นคนแรกนับตั้งแต่ โรเมลู ลูกากู (5-5 นัดที่เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2013

  • นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เล่นคนที่ 5 เท่านั้นที่ซัดแฮตทริกใส่เชลซีได้ และเป็นคนแรกนับตั้งแต่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2011

  • เชสก์ ฟาเบรกาส ไม่ทำประตูหรือทำแอสซิสต์ในเกมพรีเมียร์ลีก 6 นัดหลังสุด ซึ่งถือเป็นสถิติยาวนานที่สุดของเขา นับตั้งแต่ปี 2007 ที่ฝืดติดต่อกัน 9 เกม

  • นี่เป็นครั้งแรกที่ โชเซ มูรินโญ แพ้ในพรีเมียร์ลีก 2 นัดติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2006

  • 7 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีกของพวกเขา เชลซีเสียไปแล้ว 16 ประตู - มากกว่าที่พวกเขาเสียตลอดทั้งฤดูกาลแรกบนเวทีพรีเมียร์ลีกของมูรินโญ่ที่เข้ามาคุมสิงห์บลูเมื่อฤดูกาล 2004/05 1 ประตู

  • หนสุดท้ายที่เชลซีออกสตาร์ทฤดูกาลในลีกสูงสุดได้อย่างย่ำแย่เกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 1986/87 (เก็บไป 3 คะแนนจากการลงเตะ 5 นัดโดยเป็นการเสมอ 3 แพ้ 2) ซึ่งพวกเขาจบฤดูกาลดังกล่าวด้วยอันดับ 14

  • เชลซีแพ้เทียบเท่ากับจำนวนการแพ้ยอดรวมของฤดูกาล 2014/15 ไปแล้วเรียบร้อย (3 ครั้ง) หลังเล่นไป 5 เกมในฤดูกาล 2015/16

  • เชลซีแพ้ 4 นัดจาก 7 นัดหลังสุดของพวกเขาในพรีเมียร์ลีก โดยก่อนหน้านี้พวกเขาแพ้เพียง 4 นัดจาก 44 เกมพรีเมียร์ลีกก่อนจะมาเจอกับช่วงเวลาดังกล่าว

ดาว์นโหลด STATS ZONE ฟรี บน iOS • บน Android