Analysis

10 อันดับ: เหตุการณ์สุดฉาวในซูซูกิคัพ

We are part of The Trust Project What is it?

4. ลำแสงเลเซอร์ในปี 2010

การพบกันระหว่างทีมคู่ปรับอย่างมาเลเซียและอินโดนนีเซียมักจะมีเหตุการณ์ต่างๆ ให้พูดถึง มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุกาณณ์ไม่คาดฝันเมื่อทั้งสองทีมต้องเผชิญหน้ากันในเกมสำคัญและคงไม่มีเกมไหนสำคัญไปกว่านัดชิงชนะเลิศ ในเลกแรกที่กัวลาลัมเปอร์ ผู้เล่นอินโดนีเซียโดยเฉพาะผู้รักษาประตูต่างบอกว่ามีแฟนบอลยิงแสงเลเซอร์ใส่ดวงตาของพวกเขา เหตุการณ์นี้ทำให้เกมต้องหยุดลงแปดนาที และเกมจบลงด้วยชัยชนะ 3 – 0 ของเจ้าถิ่น เลกที่สองในจาการ์ต้า แม้แต่ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูดูโยโน ยังเข้ามามีส่วนร่วมโดยประกาศว่า “ห้ามใช้เครื่องยิงแสงเลเซอร์ระหว่างเกม เพราะสิ่งนี้รบกวนผู้เล่นของอินโดนีเซียและทำให้พวกเราต้องหงุดหงิดกับเกมการครั้งแข่ง (นัดแรก) เราจะต้องเล่นอย่างมีน้ำใจนักกีฬา” อินโดนีเซียชนะในเกมที่สอง 2 – 1 แต่มาเลเซียเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปครอง

3. เมียนม่าร์กับใบแดงในปี 2004

เมื่อสิบปีที่แล้ว เมีนยม่าร์แจ้งเกิดในระดับภูมิภาคได้สำเร็จด้วยการผ่านเข้ารอบสี่ทีมสุดท้ายโดยมีคะแนนเหนือทีมชาติไทยเมื่อจบรอบแบ่งกลุ่ม สิงคโปร์รอพวกเขาอยู่ในรอบรองชนะเลิศ เกมเลกแรกเป็นไปอย่างยากลำบาก เมียนม่าร์แพ้ 4 – 3 แต่พวกเขาได้สามประตูที่มีค่าเพื่อเป้นความหวังในเกมที่สอง ต่อมา การแข่งขันนัดที่สองดำเนินต่อไปบนพื้นสนามที่เปียกชื้น ซอ เมียต มิน ยังคงเล่นได้อย่างน่าประทับใจและสามารถทำประตูให้ทีมขึ้นนำได้ เมียนม่าร์หนีห่างไปเป็น 2 – 0 และกำลังจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ทว่าทุกอย่างกลับเริ่มผิดพลาด ยัน เปียง ถูกไล่ออกจากสนาม สิงคโปร์ทำประตูคืนมาได้หนึ่งลูก และต่อจากนั้นก็เป็นมอ คยอ ธู และ ซอ ลินน์ ตัน ที่โดนไล่ออกจากสนามในเวลาต่อมา เกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษและทีมที่เหลือผู้เล่นเพียงแปดคนไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป ทีมเจ้าบ้านแพ้ 4 – 2 ในคืนนั้นและตกรอบด้วยประตูรวม 8 – 5 แม้แต่ผู้รักษาประตูสำรองของเมียนม่าร์ก็ต้องถูกไล่ออกจากสนามเนื่องจากขว้างขวดน้ำใส่ผู้เล่นสิงคโปร์ 

2. ทีมชาติไทยประท้วงเดินออกจากสนามในปี 2007

รอบชิงชนะเลิศปี 2007 ระหว่างทีมชาติสิงคโปร์กับทีมชาติไทยกลายเป็นเกมสุดหินสำหรับทั้งสองทีม เกมแรกที่ประเทศสิงคโปร์ขณะที่ทั้งสองทีมเสมอกัน 1 – 1 สิงคโปร์ได้ลูกจุดโทษปริศนา แต่ทว่า ไม่มีใครคาดคิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อมา ขุนพลนักเตะทีมชาติไทยซึ่งกำลังมุ่งมั่นที่จะคว้าแชมป์สมัยที่สี่ต่างพากันเดินออกจากสนามเพื่อประท้วงการตัดสินท่ามกลางเสียงโห่ร้องของแฟนบอลเจ้าถิ่น พวกเขาออกไปอยู่ที่ข้างสนามเป็นเวลา 15 นาที เมื่อพวกเขากลับมาลงสนาม มุสตาฟิก ฟาห์รุดิน ยิงจุดโทษให้ทีมเจ้าบ้านเอาชนะทีมช้างศึกได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามทศวรรษ สิงคโปร์เดินทางไปเล่นเกมนัดที่สองในกรุงเทพฯ และคว้าแชมป์ด้วยสำเร็จเมื่อเกมเลกสองที่แสนดุเดือดจบลงด้วยผลเสมอ 1 – 1

1. 1998 : เอฟเฟนดี้ของอินโดนีเซียยิงประตูตัวเอง

https://ci6.googleusercontent.com/proxy/RnNZfQn2o2xpggJQqefCOervMbPIci5mujDPJnvl43kv6Rtxjyh5gHN_JKVzeU-aaGz3pePFgxfoAAtZJZNx8mveVTc-11j98EfuAJVcumUenA=s0-d-e1-ft#https://ssl.gstatic.com/ui/v1/icons/mail/images/cleardot.gifเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มระหว่างสองทีมเต็งแชมป์ ไทย กับ อินโดนีเซีย จบลงด้วยผล 3 – 2 แล้วมีอะไรเลวร้ายล่ะ? ทุกวันนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นเรื่องเล่าเตือนใจและคงไม่มีใครลืมเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นในเกมระหว่างทีมชาติไทยและอินโดนีเซีย แต่สิ่งที่พวกเขาจดจำไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเกมฟุตบอล อย่างน้อย ก็ไม่ใช่เรื่องราวดีๆ ของกีฬาฟุตบอล ทั้งสองทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแน่นอนแล้ว แต่ทั้งคู่รู้ดีว่าผู้แพ้จะต้องไปพบกับสิงคโปร์แทนที่การเจอกับทีมชาติเวียดนามในกรุงฮานอย  

เกมครึ่งแรกจบลงอย่างไร้สกอร์และเกมอาจจะจบลงด้วยผลเสมอ 2 – 2 ซึ่งจะส่งผลดีกับทีมชาติไทย ไม่ใช่อินโดนีเซีย มูร์สยิด เอฟเฟนดี้ ตัดสินใจยิงบอลเข้าประตูตัวเอง ซึ่งเป็นการยิงประตูตัวเองที่ตั้งใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา แม้ว่าทีมชาติไทยจะพยายามป้องกันแล้วก็ตาม อินโดนีเซียได้เข้าไปพบกับสิงคโปร์ตามที่พวกเขาต้องการและต้องพบกับความพ่ายแพ้ ขณะที่เอฟเฟนดี้โดนสั่งห้ามลงเล่นให้กับทีมชาติตลอดชีวิต