10 เกมสุดดุดัน ไทย vs ยอดทีมตะวันออกกลาง

ก่อนทีมชาติไทยต้องเปิดรังพบกับซาอุดิอาระเบีย ผู้ที่เคยสร้างความชอกช้ำหัวใจให้แฟนบอลไทย ในเกมนัดแรกคัดบอลโลก 2018... FourFourTwo Thailand ขอนำคุณผู้อ่านไปพบกับ 10 แมตช์สุดมันระหว่างทีมชาติไทย กับ ยอดทีมจะตะวันออกกลาง  

ทีมจากอาหรับเป็นที่รู้จักกันดีถึงเรื่องเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวอันยอดเยี่ยม ประกอบกับรูปร่างระดับน้องๆ แข้งยุโรป ทำให้ที่ผ่านมาเป็นทีมที่แข้ง “ช้างศึก” รับมือด้วยยากเสมอๆ

ดังนั้นหากมีครั้งไหนที่ผ่านทีมเหล่านี้ไปได้ ย่อมเกิดนิมิตหมายอันดีว่าจะมีความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ซึ่งบางครั้งเป็นความสำเร็จที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

FFT TH ก็ได้รวบรวมเกมที่สร้างความน่าประทับใจ และยังตราตรึงในหัวใจของแฟนบอล ยามที่ทีมชาติไทยต้องเผชิญหน้ากับทีมจากตะวันออกกลางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความฮึกเหิมก่อนทำศึกกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบ 3 โซนเอเชีย นัดที่ 3

10. ซาอุดิอาระเบีย 1 - 0 ไทย, ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้าย 

เกมนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 3 ทีมชาติไทย บุกไปเยือน ซาอุดิอาระเบีย ยอดทีมชั้นนำจากตะวันออกกลางนับตั้งแต่อดีต ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยเป็นรองเหยี่ยวมรกตทุกกระบวนท่ามาแทบทุกครั้ง... 

แต่ครั้งนี้ "ช้างศึก" ไม่เหมือนเดิม พวกเขาถือได้ว่าเป็นทีมชาติไทยชุดที่ดีที่สุดในรอบ 15 ปี และเป็นทีมเดียวจากอาเซียนที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายคัดบอลโลก ได้สำเร็จ แถมยังเตรียมการดี ไปเก็บตัวอยู่ที่ตะวันออกกลางที่กาตาร์ล่วงหน้ากว่า 10 วัน 

แม้ชื่อชั้น และดีกรีเป็นรอง และครั้งนี้ "ช้างศึก" เล่นได้ไม่เป็นรองแม้แต่น้อย อาจดูเกร็งๆ ในช่วงแรก แต่พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ไทยเล่นได้ดีกว่าซาอุดิอาระเบียแบบน่าชื่นชม แถมยังมีโอกาสสร้างสรรค์การทำประตูเหน่งๆ ได้มากกว่าทีมเจ้าถิ่น ที่แทบจะบุกเข้ากรอบเขตโทษทีมชาติไทยได้น้อยมาก 

ความคึกคักของแฟนบอลหน้าจอโทรทัศน์เริ่มทวีคูณ โดยเฉพาะครึ่งหลังที่ไทยมีโอกาสทำประตูขึ้นนำหลายครั้ง แต่จบไม่ลง ก่อนที่ผู้ตัดสินจากจีนจะลงโทษ "ช้างศึก" ด้วยการแจกจุดโทษให้เจ้าถิ่นแบบค้านสายตาแฟนบอลไทยจากจังหวะที่  สารัช อยู่เย็น ไปเข้าสกัด ฟาฮัด อัล มูวาลาด ก่อนที่ นาวาฟ อัล อะบิด จะสังหารเข้าไปให้ ทำให้ไทยต้องพ่ายแพ้ และ สารัช ต้องมาสังเวยโดยใบเหลืองที่ 2 เป็นใบแดง หลังพยายามเข้าไปขอคำอธิบายจากผู้ตัดสินหลังจบเกมอีกต่างหาก 

อย่างไรก็ตาม เกมนี้ถือเป็นเกมที่ "ช้างศึก" เล่นได้อย่างน่าประทับใจต่อคนไทยหลายล้านคนที่นั่งชมอยู่หน้าจอโทรทัศน์ในคำ่คืนนั้น 

9. ไทย 3-0 โอมาน, ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก

เกมนี้ถือเป็นการ “เรียกศรัทธา” แฟนบอลไทยให้กลับคืนมาอีกครั้งในยุคของ วินฟรีด เชเฟอร์ เลยก็ว่าได้

หลังจากที่วิกฤติศรัทธามาจนถึงจุดต่ำสุดเมื่อ ไบรอัน ร็อบสัน ตำนานของ “ปีศาจแดง” พาทีมตกรอบแรกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ แบบขายขี้หน้า

ทำให้พ่อมดผมขาว “วินนี่ พ็อตเตอร์” ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวเรือใหญ่เมื่อเดือนมิถุนายน 2011 โดยงานแรกของเขาก็คือพา “ช้างศึก” เชือกนี้ลุยเวิลด์คัพ  รอบคัดเลือก

ซึ่งทีมชาติไทยประเดิมเส้นทางสู่บราซิลในรอบคัดเลือกรอบ 2 ด้วยการเอาชนะปาเลสไตน์ สกอร์รวม 2 นัด 3-2 ผ่านเข้าสู่รอบ 20 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย

และผลการจับสลากก็ทำเอาใครหลายๆคนถึงกับซี๊ดปาก เพราะเจอกับ 2 ทีมดังของทวีปอย่างออสเตรเลียและซาอุดีอาระเบีย แถมพ่วงด้วยโอมานที่คุมทัพมาโดย ปอล เลอ กูแอ็น กุนซือชาวฝรั่งเศสที่พาลียงเป็นแชมป์ 3 สมัยซ้อนอีกทีม… นี่มันน้องๆ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายชัดๆ...

แต่พวกเขาก็หาได้ยำเกรงไม่ เมื่อนัดแรกมีคิวไปเยือนออสเตรเลีย และทำประตูนำไปก่อนตั้งแต่ไก่โห่ เมื่อ ธีรศิลป์ แดงดา แปลูกครอสทางฝั่งขวาไม่ต้องจับผ่านมือนายทวารระดับพรีเมียร์ลีกอย่าง มาร์ค ชวาร์เซอร์ เข้าไปตุงตาข่าย

น่าเสียดายที่พวกเขาเกิดอาการแผ่วปลายจนถูกยิงแซง 2 ลูกรวดในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกมทำให้มีอันต้องกลับบ้านมือเปล่า

อย่างไรก็ตามจากทรงบอลและการเข้าทำที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นก็ทำให้แฟนบอลบางส่วนมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง

และเมื่อพวกเขากลับมาเป็นเจ้าถิ่นที่สนามราชมังคลากีฬาสถานรับการมาเยือนของโอมานก็ฉายฟอร์มอันเปล่งปลั่งอย่างแท้จริงให้เห็นออกมา

โดยแข้งไทยใช้การวางบอลสั้นสลับยาวเล่นงานคู่แข่ง และลูกแรกแสดงให้เห็นถึงความสามารถเฉพาะตัวอันยอดเยี่ยมเมื่อ “เจ้ามุ้ย” ตอกส้นให้ สมปอง สอแหลบ หลุดเข้าไปยิงผ่านมือนายด่าน อาลี อัล-ฮับซี จอมหนึบของวีแกน แอธเลติก ในตอนนั้นเข้าไปอย่างเลือดเย็น

ขณะที่ลูก 2 ดัสกร ทองเหลา จอมทัพกัปตันทีมก็โชว์การวางบอลยาวอันแม่นยำให้ธีรศิลป์กระชากเข้าไปจิ้มบอลสวนตัวอัล-ฮับซี่ อย่างเลือดเย็น ซึ่งแน่นอนว่า 2 ประตูดังกล่าวทำเอาแฟนบอลที่ไปชมในสนามวันนั้นต่างอึ้ง ทึ่ง เฮ กันไปตามๆ กัน

ไทยแทบจะโขยกอยู่ข้างเดียว มีเพียงช่วง 20 นาทีสุดท้ายที่เริ่มผ่อนเกมจนโอมานได้บุกบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้ำร้ายมาโดนประตูตอกฝาโลงจากการทำเข้าประตูตัวเองของราชิด จูม่า อัล-ฟาร์ซี่อีก

แน่นอนว่านัดนี้เรียกกระแส “บอลไทยฟีเวอร์” กลับมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนเกมในบ้านนัดถัดมากับซาอุดีอาระเบียทำให้มีแฟนบอลถึง 42,000 คนเข้ามาชมเกมเกือบเต็มสนาม แตกต่างจากนัดที่เจอโอมานกว่าเท่าตัว

แม้ว่าสุดท้ายพลพรรค “ช้างศึก” มีอันต้องยุติเส้นทางลงเพียงแค่รอบนี้ สวนทางกับโอมานที่ได้ไปต่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือจุดเปลี่ยน (อีกครั้งหนึ่ง) ของทีมชาติไทยจนมาผลิดอกออกผลเบ่งบานเต็มที่ในช่วงนี้อีกครั้ง

Pages