Analysis

10 ประตูสุดงามในนัดชิงดำบอลยุโรปถ้วยใหญ่

รวมการทำประตูในโอกาสสำคัญแบบมีสไตล์...

We are part of The Trust Project What is it?

เราทุกคนต่างรู้ว่าลูกวอลเล่ย์ของ ซีเนดีน ซีดาน นั้นยอดเยี่ยมแค่ไหนในนัดชิงชนะเลิศปี 2002 รวมถึงประตูของ เดยัน ซาวิเซวิช, ลาร์ส ริคเค่น, รุด กุลลิท และ ราบาห์ มัดเจอร์ ด้วย แต่ลูกไหนจะสวยที่สุดในประวัติศาสตร์นัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยนคัพนั้น? เราไปนั่งไทม์แมชชีนหนคำตอบไปพร้อมๆกัน...

10. ทอมมี่ เกมเมลล์, เซลติก 2-1 อินเตอร์, 1967

เป็นการยิงสุดสวยบริเวณกรอบเขตโทษเป็นลูกตีเสมอของทีม “ม้าลายเขียว-ขาว” ก่อนพลิกกลับมาชนะ 2-1 โดยผู้บรรยายของบริติช พาธ ได้พากย์ถึงจังหวะดังกล่าวว่า “ลูกยิงสุดสวยของฟูลแบ็ค ทอมมี่ เกมเมลล์ ไม่ใช่แค่ได้ใจแฟนๆเซลติกเท่านั้น แต่ยังดีพอที่จะชนะใจทุกคนด้วย” ขอยกย่องให้กับความเหนือชั้นที่ได้เป็นสโมสรแรกในสหราชอาณาจักรที่คว้าแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ

นาทีที่ 1.48 เพื่อคุณเลย

9. ลิโอเนล เมสซี่, บาร์เซโลน่า 2-0 แมนฯยูไนเต็ด, 2009

มีกระแสต่างๆเกิดขึ้นมากมายก่อนการดวลกันระหว่างเพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในนัดชิงปี 2009 แต่ความเห็นของ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ น่าจะเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดเลยทีเดียว โดยเจ้าตัวได้ยกย่องว่ารายหลังมีความโดดเด่นมากกว่าในเรื่องลูกกลางอากาศ “เมสซี่ไม่น่าจะทำสกอร์จากลูกโหม่งได้” อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษหัวเราะเบาๆ “ต่อให้เขาจะใส่หมวกทรงสูงก็ตามที” แต่ในนาทีที่ 70 ของการแข่งขัน เมสซี่เจ้าของความสูง 5 ฟุต 6 นิ้วกลับโหม่งผ่านมือ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ไปอย่างสุดสวย

8. สตีฟ แม็คมานามาน, เรอัล มาดริด 3-0 บาเลนเซีย, 2000

มีการถกเถียงกันเล็กน้อยในออฟฟิศ FFT ว่าลูกนี้จริงๆแล้วมันดีอย่างไร แน่นอนว่าฝ่ายที่ไม่เชื่อก็อ้างว่าลูกยิงกระโดดสลับขาเป็นลูกฟลุ๊คที่เอล แม็คก้า บังเอิญยิงแป๊กไปเข้ามุมพอดี แต่นักอ่านที่รักทั้งหลายไม่ต้องกังวลกับคนนอกรีตพวกนี้หรอก

7. อมันซิโอ, เรอัล มาดริด 2-1 ปาร์ติซาน เบลเกรด, 1966

แมตช์นี้ถือว่าอยู่เหนือหัวข้อการสนทนาลูกหนังที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของฟุตบอลอังกฤษในปี 1966 ซึ่งบางทีคุณคงได้ยินมาเยอะแล้วเกี่ยวกับเกมที่แบล็คพูลชนะนอร์ธแฮมป์ตันไปอย่างสุดระทึก 3-0 ดังนั้นเราจะมาพูดถึงนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ กันแทน อมันซิโอจัดการล็อคบอลตลบหลังตัวประกบชาวยูโกสลาฟของเขาก่อนจะยิงเข้าไปอย่างเลือดเย็นตีเสมอให้กับ “ราชันชุดขาว” ก่อนจะคว้าแชมป์สมัยที่ 6

นาทีที่ 1.29

6. อัลลัน ซิมอนเซ่น, โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 1-3 ลิเวอร์พูล, 1977

พลพรรค “สิงห์หนุ่ม” ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคือศิลปินลูกหนังของยุโรปในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ภายใต้การขับเคลื่อนแนวรุกของ กุนเทอร์ เน็ตเซอร์, จุ๊ปป์ ไฮน์เกส และซิมอนเซ่น โดยลูกยิงตีเสมอของศูนย์หน้าชาวเดนมาร์กที่ยิงด้วยซ้ายเต็มข้อก่อนที่ ซลาตัน อิบราโมวิช จะยิงลูกลักษณะนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสันถือเป็นที่กล่าวขานอย่างมาก จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่าทำไมวงร็อคจากเมอร์ซี่ย์ไซด์อย่าง Half Man Half Biscuit ถึงหลงไหลได้ปลื้มถึงขนาดนำชื่อสโมสรมาเป็นเนื้อเพลง

นาทีที่ 1.43

5. โรนัลด์ คูมัน, บาร์เซโลน่า 2-0 ซามพ์โดเรีย, 1992

36 ปีนับตั้งแต่ร่วมเผดียงแข้งในยูโรเปี้ยน คัพ หนแรก จนกระทั่งถึงครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลายมาเป็นแชมเปี้ยนส์ ลีก บาร์ว่าคิดว่าพวกเขาตกอยู่ภายใต้คำสาปมาตลอด จากการเป็นรองแชมป์ 2 ครั้งซึ่งรวมถึงการเจอพ่ายจุดโทษต่อสเตอัว บูคาเรสต์ 6 ปีก่อนหน้าแบบที่นักเตะทุกคนยิงพลาดไปกันหมด ชาวคาตาลันรู้สึกหวั่นๆขึ้นมาทันทีเมื่อเข้าสู่ช่วงติ่อเวลาพิเศษในเกมกับซามพ์ แต่แล้วกองหลังชาวดัตช์ก็มาซัดฟรีคิกผ่านกำแพงอิตาเลียน พาทีมคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา 

4. จอร์จ เบสต์, แมนฯยูไนเต็ด 4-1 เบนฟิก้า, 1968

ความพิเศษของประตูนี้อยู่ตรงที่ขนาดผู้รักษาประตูพยายามวิ่งออกมาเซฟแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดมันให้เป็นสกอร์ได้ หลังจากที่แตะบอลหลบกองหลังโปรตุกีสแล้วโยกหลอก โชเซ เอ็นริเก้ ก่อนที่ดาวเตะเจ้าของฉายา “เต่าทองตัวที่ 5” หยุดเหลือบมองนิดหนึ่งก่อนจะแปเรียดเข้าสู่ตาข่ายอันว่างเปล่า นายด่านเบนฟิก้าคงรู้สึกเหมือนโดนปั่นหัวหลังจากที่สไลด์วืดไปเต็มๆ

นาทีที่ 3.10

3. เฮอร์นัน เครสโป, มิลาน 3-3 ลิเวอร์พูล, 2005

ปกติแล้วจะประตูของฝ่ายที่ชนะมักจะได้รับการจดจำแต่ไม่ใช่กับลูกนี้ การกลับตัวและผ่านบอลของกาก้านั้นสุดยอดจนคุณไม่สามารถคาดเดาได้เลยแม้ว่าคุณจะดูเป็นครั้งที่ 8,347 ก็ตาม ขณะที่การจบสกอร์ของเครสโปก็สุดนิ่ง “เป็นเกมที่ดีนะและมันก็จบลงโดยสิ้นเชิงแล้ว” แอนดี้ เกรย์ กล่าวทางสกาย สปอร์ตส์ เมื่อสกอร์เป็น 3-0 ก่อนที่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น

2. เฟลิกซ์ มากัธ, ฮัมบูร์ก 1-0 ยูเวนตุส, 1983

ถึงจะเป็นที่จดจำจากแฟนๆในถิ่นลอนดอนตะวันตกจากการที่เคยแนะนำนักเตะของตัวเองให้ใช้ชีสทาบริเวณขาเพื่อรักษาอาการเจ็บ แต่มากัธเองก็เคยเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางของฮัมบูร์ก ในนัดชิงปี 1983 อดีตผู้จัดการทีมฟูแล่มรายนี้แตะหลบหนึ่งจังหวะก่อนจะยิงด้วยซ้ายจากริมกรอบเขตโทษ ซึ่งมันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถเล่นได้ดีพอๆกับให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมรักษาบริเวณแฮมสตริง

นาทีที่ 0.55

1. อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, เรอัล มาดริด 7-3 ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต, 1960

ยังคงเป็นเกมที่มีการยิงกันถล่มทลายมากที่สุดในประวัติศาตร์ยูโรเปี้ยน คัพ พลพรรค “ราชันชุดขาว” เล่นได้อย่างสุดยอดและยังถือเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายคนในรุ่นพวกเขา (รวมถึง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในวัยหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นเด็กเก็บบอลที่แฮมพ์เดนพาร์ควันนั้น) มาดริดเหนือกว่าอย่างสิ้นเชิงโดยดิ สเตฟานโน่ ซัดแฮตทริกอย่างงามด้วยการกลับตัวยิง หลังจากที่ เออร์วิน สไตน์ ยิงให้ไอน์ทรัคไล่ตามมาเป็น 5-2 ได้ไม่กี่อึดใจ ซึ่งนั่นเป็นตัวบอกทุกอย่างแล้ว

ข้ามไปนาทีที่ 3.07เพื่อดูลูกยิงแฮตทริก