100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก : อันดับ 10

อลิอันซ์ อารีน่า คือ หนึ่งในสนามที่สวยที่สุดในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ ซึ่ง คริส ฟลานาแกน จะพาเราไปเจาะสังเวียนแข้งที่สามารเปลี่ยนสีรอบสนามได้..

หากจะกล่าวถึงบรรดาสนามฟุตบอลขนาดยักษ์ที่ได้รับการออกแบบและสร้างใหม่ให้รับกับศตวรรษที่ 21 แล้ว หนึ่งในสุดยอดสนามที่ได้รับการกล่าวถึงและได้รับการยอมรับอย่างสูงจากทั่วโลกย่อมหนีไม่พ้นสนาม อลิอันซ์ อารีน่า ในเมือง มิวนิค อย่างแน่นอน

Stadium facts

  • ที่ตั้ง : มิวนิค, เยอรมัน
  • ปีที่เปิดใช้ : 2005
  • ทีมเหย้า : บาเยิร์น มิวนิค, 1860 มิวนิค
  • ความจุ : 75,000
  • สถิติผู้เข้าชมสูงสุด : 75,000

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้สังเวียนแข้งแห่งนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่ อลิอันซ์ อารีน่า จะเปลี่ยนสีรอบสนามไปตามสีของทีมที่ลงเล่น หรือจะเป็นการที่เราสามารถมองเห็นสนามได้จากระยะไกลกว่า 50 ไมล์ แม้กระทั่งยืนบนยอดเขาในออสเตรีย 

บาเยิร์นอันสวยงาม

สนามอลิอันซ์ อารีน่า ได้รับการก่อสร้างอย่างรวดเร็วจนสามารถเปิดใช้งานได้ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2005 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 340 ล้านยูโร ซึ่งสนามแห่งนี้มีเจ้าของ 2 สโมสรคือ 1860 มิวนิค และบาเยิร์น มิวนิค ทำให้มีการออกแบบ ความพิเศษที่ได้กล่าวไปแล้วคือสนามสามารถเปลี่ยน “สี”ได้ โดยหากเป็นคิวของ บาเยิร์น ลงสนามสนามในฐานะเจ้าบ้านจะมี “สีแดง” และจะเปลี่ยนเป็น “สีน้ำเงิน”หาก 1860 มิวนิค ลงสนามในฐานะเจ้าบ้าน แต่ถ้าหากเป็นทีมชาติเยอรมนี มาใช้สนามแห่งนี้แข่งขัน หรือเป็นการแข่งขันรายการที่เป็นกลาง สนามก็จะเป็น“สีขาว”
 
และในปีที่แล้ว อลิอันซ์ อารีน่า พึ่งได้รับการต่อเป็น 75,000 ที่นั่ง โดยการติดที่นั่งเพิ่มเติมในชั้นบนสุดของตัวสนาม รวมทั้งยังมีการต่อเติมภายใน เพื่อให้สมกับเป็นสนามฟุตบอลชั้นนำของโลก

สนามใหญ่อันดับ 3 ของประเทศเยอรมนี ผ่านการใช้งานรายการสำคัญอย่าง ฟุตบอลโลก 2006 มาแล้ว โดยเกมที่อยู่ในความทรงจำ คือ เกมที่เยอรมันชนะคอสตาริก้าไป 4-2 ซึ่ง ฟิลิปป์ ลาห์ม กัปตันทีมคนปัจจุบันของบาเยิร์น ทำประตูได้ด้วย นอกจากนี้ ที่นี่ยังได้จัดเกมรอบรองชนะเลิศ ระหว่าง ฝรั่งเศส กับ โปรตุเกส ที่ ซีเนอดีน ซีดาน ยิงจุดโทษให้ “ตราไก่” ผ่านเข้าชิง อีกด้วย
 
กาลเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี อลิอันซ์ อารีน่า ได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้มากมาย และแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือทริปเปิ้ลแชมป์ของทีม “เสือใต้” เมื่อปี 2013 ที่ทีมชุดนั้นเต็มไปด้วยขุนพลระดับพระกาฬอย่าง ฟิลิปป์ ลาห์ม, อาร์เยน ร็อบเบน, ฟรองค์ ริเบรี,  โธมัส มุลเลอร์, มานูเอล นอยเออร์ ฯลฯ
 
ทว่าก่อนหน้านั้นหนึ่งปี สาวกของทีมดังแห่งแคว้นบาวาเรียก็ต้องพบกับความผิดหวังที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2012 ที่พวกเขาได้ลงเล่นที่สนามของตัวเองกับ เชลซี ซึ่งพวกเขาครองเกมบุกทั้งเกม และเกือบที่จะเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว แต่สุดท้าย “เสือใต้” ถูกทีมดังแห่งกรุงลอนดอนตีเสมอในนาทีสุดท้าย ก่อนที่จะไปพลาดในช่วงดวลจุดโทษ จนชวดแชมป์ในที่สุด…

ตกลงสนามเหมือนอะไร?

สนามที่คนเยอรมันบางคนเรียกว่า The Schlauchboot หรือแปลว่า ยางเรือ ขณะที่บ้างเรียก Autoreifen (แปลว่า ยางรถยนต์) บางคนเรียก Luftkissen (แปลว่า เรือยักษ์) และตลกเยอรมันบางคนเรียกมันว่า Weißwurststadion หรือ สนามไส้กรอกขาว

โดย อลิอันซ์ อารีน่า นั้นสามารถรองรับรถมาจอดในที่จอดรถได้ถึง 11,000 คัน นอกจากนี้ยังมีการแบ่งโซนที่นั่งชัดเจนให้กับผู้ชมอายุต่างๆ รวมทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และของใช้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ที่คุณสามารถจ่ายทุกอย่างผ่าน บัตรอารีน่า (ArenaCard)  เพียงใบเดียว
 
ทว่า ของบางอย่าง เช่น โทรโข่ง เครื่องขยายเสียง หรือ ธง ก็ไม่มีขายและถูกสั่งห้ามเอาเข้าสนามโดยเด็ดขาด

ก้าวย่างที่ไม่เคยมีวันหยุด

บาเยิร์น มิวนิค และ 1860 มิวนิค พึ่งหยุดใช้ โอลิมปิค สเตเดี้ยม เมื่อสิบปีที่แล้ว โดยพวกเขาใช้งานสนามแห่งนั้นเพียง 33 ปีเท่านั้น โดยตอนแรก โอลิมปิค สเตเดี้ยม ถูกสร้างขึ้นรองรับกีฬาโอลิมปิคในปี 1972 นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นสนามจัดนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1974 เช่นเดียวกับประตูใบไม้ร่วงของ มาร์โก แวน บาสเท่น ก็เกิดขึ้นที่สนามแห่งนี้เช่นกัน และยังเคยจัดนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพถึงสามครั้ง และที่คนอังกฤษไม่เคยลืม คือ ทีมชาติของพวกเขาบุกมาถล่มเยอรมันถึงถิ่น 5-1 ที่สนามแห่งนี้
 
ทว่า เพราะความที่โอลิมปิค สเตเดี้ยมนั้นดูเก่าและมีดีไซน์ที่ธรรมดาจนเกินไป จึงทำให้ชาวเมืองมิวนิคร่วมกันโหวตที่จะสร้างสนามใหม่เพื่อใช้สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศของพวกเขาเป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้ข้อสรุปให้สร้าง “เมกกะลูกหนัง” แห่งใหม่ทางตอนเหนือของมิวนิค โดยเกมเปิดสนามเป็นเกมกระชับมิตรระหว่าง 1860 มิวนิค กับ เนิร์นแบร์ก โดยผู้ที่ทำประตูแรกในสนามแห่งนี้คือ พาทริก มิลชรวม ของ 1860 มิวนิค จากนั้นในวันรุ่งขึ้นก็ถึงคิวเกมใหญ่ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค ลงเล่นนัดพิเศษกับทีมชาติเยอรมนี ที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมาก 

ก่อนที่วันที่ 2 มิถุนายน ดาร์บี้แมตช์เมืองมิวนิคจะเกิดขึ้นที่ อลิอันซ์ อารีน่า เป็นครั้งแรก  โดย บาเยิร์น และ 1860 มิวนิค ลงเล่นนัดกระชับมิตรพร้อมกันในสนามใหม่ของพวกเขา โดยผลปรากฏว่า พอล อกอสติโน่ เป็นฮีโร่ทำประตูชัยให้ 1860 มิวนิค พลิกล็อคชนะ “เสือใต้” ไปในเกมดังกล่าว 
 
ทว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อลิอันซ์ อารีน่า จะกลายเป็นของ บาเยิร์น มิวนิค แต่เพียงทีมเดียว เพราะว่า 1860 มิวนิค นั้นกำลังประสบปัญหาทางการเงิน จนไม่สามารถจ่ายค่าเช่าสนามได้อีกต่อไป นอกจากนี้พวกเขายังไม่ค่อยมีแฟนบอลเข้าชมในแต่ละเกมมากนัก โดยยอดเฉลี่ยคนดูของ “สิงโตมิวนิค” อยู่ที่ราวๆ 21,000 ถึง 41,000 คนต่อเกมเท่านั้น

Fans might be thin on the ground, but 1860 fans have reason for cheer

เพราะฉะนั้นแล้ว อีกไม่นาน “เสือใต้” ก็จะเป็นผู้ขีดเขียนประวัติศาสตร์ ณ สนามแห่งนี้เพียงผู้เดียวเท่านั้น และเชื่อได้เลยว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคทองของพวกเขาอีกแสนนาน…

#FFT100STADIUMS The 100 Best Stadiums in the World: list and features here