100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก : อันดับ 2

จากจุดเริ่มต้นแห่งความฝันและความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของตัวเองทำให้บาร์เซโลนาเป็นอะไรที่มากกว่าสโมสรๆหนึ่ง... นี่คือคำจำกัดความที่ แอนดี้ เมอร์เรย์ มอบให้แก่คัมป์นู...

STADIUM FACTS

  • ที่ตั้ง: บาร์เซโลนา, สเปน
  • เปิดใช้: 1957
  • ทีมเหย้า: บาร์เซโลนา
  • ความจุ: 99,354 คน
  • สถิติผู้ชมสูงสุด: 120,000 คน

ในเดือนมิถุนายน 1950 ทั้งความฝัน ความหวัง มันช่างเลือนรางเหลือเกินสำหรับบาร์เซโลนา ยุคหลังสงครามกลางเมืองได้นำสเปนไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจและความอดอยากในช่วงปี 1939 จนถึง 1959 ทำให้บาร์เซโลนาซึ่งถือเป็นเมืองอุตสาหกรรมหลักเช่นเดียวกับบิลเบาที่ต้องการแบ่งแยกออกไปตั้งเป็นประเทศบาสก์ต้องอยู่ในภาวะดิ้นรนอย่างหนัก เมื่อประเทศในยุโรปตะวันตกไม่ยอมทำการค้าด้วยเนื่องจากรับไม่ได้กับระบบเผด็จการของนายพลฟรังโก้
 
แต่ในเดือนมิถุนายน 1950 บาร์เซโลนาก็เกิดจุดเปลี่ยนที่พลิกโชคชะตาของตัวเองไปตลอดกาล เมื่อได้นำ ลาสซ์โล คูบาลา กองหน้าชาวฮังกาเรียนเข้ามา ยิ่งเขาทำประตูมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผู้คนในแคว้นที่ได้รับความเจ็บปวดมีความหวังมากขึ้น และหลังจากนั้นไม่ถึง 4 ปีสโมสรก็สร้างสนามใหม่ขึ้นเพื่อรองรับแฟนๆที่ต้องการจะเข้ามาชมคูบาลาวาดลวดลายบนฟลอร์หญ้าซึ่งคุณคงเคยได้ยินชื่อมาบ้าง มันถูกเรียกว่าคัมป์นู

Camp Nou construction

อย่างไรก็ตามตอนที่เปิดใช้ใหม่ๆเมื่อเดือนกันยายน 1957 ไม่ได้ใช้ชื่อนั้น เมื่อนายพลฟรังโก้ใช้อำนาจป่าเถื่อนกดขี่วัฒนธรรมคาตาลันโดยชื่อสถานที่, สโมสรฟุตบอล แม้แต่ชื่อคนถูกบังคับให้เปลี่ยนเป็นภาษาสเปนทั้งหมด เยด้ากลายเป็นเลริด้า, ฟุตบอล คลับ บาร์เซโลนากลายเป็นคลับ เด ฟุตบอล บาร์เซโลนา, โจเซปกลายเป็นโฆเซ และคัมป์นูก็ต้องเป็นคัมโป้ นวยโบ้ ซึ่งตามความหมายแปลว่า “สนามแห่งใหม่”
 
อย่างไรก็ตามชาวคาตาลันเป็นชนชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาวัฒนธรรมของตัวเองมาก แม้แต่การเต้นซาร์ดานายังต้องนานกว่าต้นตำรับ นั่นทำให้สนามใหม่ของพวกเขาแทนที่ของเดิมอย่างเลส คอร์ตส์ กลายเป็นศูนย์รวมของการต่อต้านการกลืนวัฒนธรรมหลังจากนั้นไม่นาน และถ้าหากบาร์เซโลนาเป็นมากกว่าสโมสร สนามแห่งนี้ก็คงเป็นยิ่งกว่าสนามฟุตบอลทั่วๆไป

สนามแห่งการต่อต้านเผด็จการ

ในยุคสงครามกลางเมือง ทหารของสเปนจะทำหน้าที่ควบคุมกฏและลงโทษผู้กระทำผิด ซึ่งหากมีคนพูดภาษาคาตาลันในที่สาธารณะจะถูกจับกุมทันที ทำให้คัมป์นูกลายเป็นสถานที่เดียวที่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นโดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ได้ยิน
และการเชียร์ทีมรักในบ้านใหม่ของตัวเองถือว่าไปได้สวยเมื่อพลพรรค “อาซูลกรานา” คว้าแชมป์ลีก 2 สมัยใน 3 ฤดูกาลแรก และนี่ถือเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านนายพลฟรังโก้อย่างชัดเจน
 
การเปลี่ยนแปลงนับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในคัมป์นูมาตลอดนับตั้งแต่เริ่มใช้งานเมื่อปี 1957 ซึ่งเกมประเดิมสนามใหม่แห่งนี้เป็นนัดกระชัดมิตรกับลีเกีย วอร์ซอว์ โดยก่อนคิกออฟอาร์กบิช็อปแห่งบาร์เซโลนาได้ออกมาให้พรและมีการขับร้องประสานเสียงเพลงเมสไซยาห์เพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าด้วย

The opening ceremony features the traditional sardana dance

จุดเริ่มต้นของสนามแห่งนี้มาจากการขยายความจุของนวยโบ้ ชามาร์ติน (ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเบร์นาเบว) ของเรอัล มาดริด เมื่อเดือนกันยายน 1953 ทำให้ ฟรานเชสก์ มิโร ซานส์ ประธานสโมสรบาร์เซโลนาที่ถูกนายพลฟรังโก้ซึ่งเป็นสาวกเรอัล มาริด ลอกไอเดียมาบ่อยๆ โดยเฉพาะการถูก “ราชันชุดขาว” ปาดคว้า อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน ไปแบบซึ่งๆหน้า ตัดสินใจสร้างสนามแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่า, ดีกว่า และสง่างามกว่า แน่นอนว่ามันจำเป็นต้องใช้ทุนมหาศาลโดยเกินงบไปถึง 336% คิดเป็น 288 ล้านเปเซต้า (1.3 ล้านยูโรเมื่อเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน) เพื่อให้มีความจุมากกว่าเบร์นาเบว
 
และการเสี่ยงก็ได้ผล เมื่อ “คูบาลา เอฟเฟ็กต์” ดึงดูดแฟนๆให้เข้ามาสนามแห่งใหม่หลายพันคน ด้วยรูปร่างที่หนากับผมสีบลอนด์อันสะดุดตาซึ่งไม่เหมือนกับชาวสเปนโดยทั่วไป รวมถึงฝีเท้าอันน่าตื่นตาตื่นใจทำให้กองหน้าชาวฮังกาเรียนเป็นที่ชื่นชอบในถิ่นคัมป์นูอย่างรวดเร็ว และเป็นตัวจุดประกายพาทีม “อาซูลกรานา” ผงาดคว้าดับเบิ้ลแชมป์ทั้งบอลลีกและบอลถ้วยในปี 1959
 
“ว่ากันในเชิงเทคนิคแล้ว เขาคือผู้ปฏิวัติทุกสิ่งทุกอย่าง” กุสตาโว บิออสก้า เพื่อนร่วมทีมรำลึกความหลัง “เขาเป็นแรงบันดาลใจในไอเดียของเราและประเทศสเปนทั้งหมดด้วย”

Kubala: Gone but not forgotten

จากคูบาลาสู่ครัฟฟ์

เมื่อกระแสคูบาลิสโมค่อยๆซาไปตามอายุที่มากขึ้น คัมป์นูก็ต้องรออีกเกือบ 20 ปีกว่าที่สตาร์ดังจากต่างแดนอีกรายจะเข้ามาเซฟสโมสรเอาไว้ และ โยฮัน ครัฟฟ์ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ไม่เลวเลยในการพาทีมยักษ์คาตาลันกลับคืนสู่ความเป็นมหาอำนาจลูกหนังสเปน
 
ด้วยการมาถึงของครัฟฟ์ทำให้มีความหวังเรืองรองขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าแชมป์ลีกและโคปา เดล เรย์ อย่างละสมัยดูจะเป็นรางวัลตอบแทนที่น้อยเกินไปสำหรับตำนานนักเตะ (และผู้จัดการทีม) อย่างเขา แต่การปรากฏตัวของจอมอหังการดัตช์แมนก็เพียงพอที่จะทำให้สโมสรตัดสินใจเพิ่มความจุสนามและติดตั้งสกอร์บอร์ดไฟฟ้าขึ้นมา
 
โดยในฟุตบอลโลกปี 1982 ก็ได้มีการเพิ่มความจุอีกครั้งเป็น 121,749 คนทำให้มันกลายเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งได้มีการเพิ่มบ็อกซ์ที่นั่งใหม่และวีไอพี เลานจ์ เพื่อรองรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฟีฟ่า ก่อนจะค่อยๆปรับลดลงมาเป็น 99,354 คนในปัจจุบัน

และอีก 2 ปีถัดมาก็มีการเปิดพิพิธภัณฑ์สโมสรซึ่งกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดในแคว้นคาตาโลเนียนับตั้งแต่นั้น นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเพิ่มอีก 5,000 ที่นั่งในปี 2017 โดยมีหลังคาคลุมให้กับบรรดาแฟนบอลที่เข้ามาชมบรรดาสตาร์ร่างเล็กของตัวเองจากมุมสูงด้วย
 
และนี่ก็เป็นจุดเสียของคัมป์นูมาตลอด เพราะแม้ว่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นเมกกะลูกหนังอยู่บ่อยครั้ง แต่ 3 ใน 4 ส่วนของสนามเป็นอัฒจันทร์กลางแจ้ง ขณะที่การนั่งบนชั้นบนสุดอาจทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบแปลกๆและเหมือนถูกแบ่งแยกจากส่วนอื่นของสนาม
 
แต่ด้วยปรัชญาการเล่นอันเป็นต้นแบบที่ไม่เคยทำให้แฟนบอลผิดหวังจนหลายทีมๆทั่วโลกนำไปปฏิบัติตามทำให้เป็นสิ่งเย้ายวนต่อการเข้าไปชมบรรยากาศตลอด 25 ปีหลังโดยเฉพาะในเกมใหญ่ เมื่อเกมกลาสซิโก้มาถึง บรรดาสิ่งของต่างๆอย่างหัวหมู, ขวดวิสกี้ รวมถึงเหรียญต่างถูกขว้างลงมาในสนาม ซึ่งอย่างหลังถ้าเอาไปเก็บรวบรวมก็พอจะตั้งตัวได้เลยทีเดียว และเมื่อเพลงประจำสโมสรที่เปิดก่อนเกมจบลง เหล่าสาวก “อาซูลกรานา” ก็จะตะโกนว่า “บาร์ซ่า, บาร์ซ่า, บาร์ซ่า” จนกลายเป็นธรรมเนียมในการมาชมเกมในชามอ่างยักษ์ไปแล้ว

เป็นมากกว่าเกมลูกหนัง

This is a ground that is bigger than even football: Pope John Paul II celebrated mass with a packed Camp Nou in 1982

แม้จะเป็นรังเหย้าของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ก็จริง แต่ประวัติศาสตร์ของสนามแห่งนี้ก็ได้ก้าวผ่านสโมสรไปไกลพอสมควร โดยนัดชิงจ้าวยุโรปที่จัดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1989 มิลานของ อาร์ริโก้ ซาคคี ยุค 3 ทหารเสือดัตช์ มาร์โก ฟาน บาสเทน, รุด กุลลิท และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ประกาศศักดาการเล่นแบบ “เพรสซิ่ง” ถล่มสเตอัว บูคาเรสต์ 4-0 คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ ขณะที่ในอีก 10 ปีถัดมาซึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับบาเยิร์น มิวนิค ก็มีเรื่องเล่าขานเช่นกัน เมื่อเกมเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ อูลี เฮอเนสส์ ประธานสโมสร “เสือใต้” ได้ลงลิฟต์ไปยังพื้นสนามเพื่อหวังจะฉลองแชมป์ยุโรปกับทีมของเขา
 
แต่ช่วงเวลา 3 นาทีที่อยู่ในลิฟต์นั้น “ปีศาจแดง” กลับยิงแซง 2 ลูกรวดคว้าแชมป์ไปแบบสุดดรามา “ผมรอลิฟต์อยู่ครึ่งนาที” เลนนาร์ท โยฮันส์สัน ประธานยูฟ่าที่อยู่กับเฮอเนสส์ในตอนนั้นกล่าว “เราต้องเดินผ่านหลายห้องรวมถึงห้องแต่งตัว เพราะเราอยู่ข้างในสุด เราไม่ได้ยินอะไรเลย จากนั้นผมก็เดินเข้าสู่สนาม และผมก็รู้สึกงงๆ เพราะผมคิดว่า ‘ทีมแชมป์ไม่น่าจะร้องไห้นะ และทีมที่แพ้ก็ไม่น่าจะร้องรำทำเพลงด้วย’”

นอกจากนี้คัมป์นูยังเดินทางมาไกลกว่าฟุตบอลอีกด้วย เมื่อ โป๊บ จอห์น พอล ที่ 2 ได้เคยเสด็จมายังคัมป์นูเมื่อปี 1982 ขณะที่โบโนและผองเพื่อนวงยูทูก็ได้เคยมาแสดงที่นี่ 3 หนด้วยกัน ถือว่าไม่เลวทีเดียวกับสนามที่เริ่มต้นจากความฝัน

#FFT100STADIUMS The 100 Best Stadiums in the World: list and features here