100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก : อันดับ 3

ไม่มีแฟนฟุตบอลคนใดที่ไม่เคยได้ยินชื่อของ เวมบลีย์! พอล ซิมป์สัน จะเล่าเรื่องราวของตำนานสังเวียนแข้งแห่งนี้ให้มากกว่าเดิม…

หากพูดถึง เวมบลีย์ ทุกคนก็จะรู้กันว่า นี่คือ สังเวียนแข้งในตำนานของแฟนบอลมทั่วโลก และทุกคนมีความฝันที่อยากจะมาเยือนมันสักครั้ง เพราะที่แห่งนี้มีประวัติมายาวนานเกือยร้อยปี และแม้หอคอยคู่อันลือลั่นจะไม่อยู่แล้ว แต่เวมบลีย์ ก็ยังเป็นความฝันของพวกเราไม่เสื่อมคลาย..

ครั้งหนึ่งนักเขียนอย่าง ฮิวจ์ แมควานนีย์ เคยพูดถึงสนามเวมบลีย์เก่าที่สร้างจากคอนกรีตและเหล็กว่า “ในฐานะของสนามฟุตบอล เวมบลีย์ได้รับการยกย่องจนเกินควร” แมควานนีย์ กล่าวหลังเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเมื่อปี 1966 “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความช้าของรถไฟใต้ดินที่จะมาถึงตัวสนาม หรือจะเป็นรอบข้างๆเวมบลีย์ ที่มีแต่พวกขายตั๋วผีกับฮ็อทดอทห่วยๆ ยิ่งเมื่อเรามองมันใกล้ๆ เรารู้สึกว่าเวมบลีย์มันอ้วนมาก หอคอยคู่ก็งั้นๆ และบนอัฒจรรย์ เราก็เห็นแต่คนอังกฤษเยอะแยะไปหมด”

STADIUM FACTS

  • ที่ตั้ง : ลอนดอน, อังกฤษ
  • ปีที่เปิดใช้ : 1923 (ถูกปรับปรุง 2007)
  • ทีมเหย้า : ทีมชาติอังกฤษ
  • ความจุ : 90,000
  • สถิติผู้เข้าชมสูงสุด : 90,000

ทว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมด แมควานนีย์ยอมรับว่า “เวมบลีย์ มีความพิเศษในตัวมัน เมื่อคุณอยู่ใกล้ๆ มันจะเชิญชวนให้เราเข้าไปสัมผัสกับชามอ่างใหญ่ขนาดนั้น”

England, 1966

66: Still the archetypal moment of Wembley glory

เวมบลีย์ ผ่านการจัดศึกสำคัญๆมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก, รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร, รอบชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ, รอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ, ศึกเพลย์ออฟหาทีมเลื่อนชั้น และอีกมากมาย

สนามที่ดีที่สุดในโลก

เวมบลีย์ เริ่มลงเสาเข็มตั้งแต่ปี 1922 เพื่อเป็นการสร้างให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอังกฤษ โดยภาครัฐตั้งเป้าหมายให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่จัดแสดงผลงานของจักรวรรดิอังกฤษ

โรเบิร์ต แมคอัลไพน์ เคยพูดถึงสนามที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า เอ็มไพร์ สเตเดี้ยม ว่า “ถ้ามองจากความเร็วในการสร้าง, ขนาด, ความสวย, ส่วนประกอบต่างๆ ที่นี่แสดงให้เห็นถึงความมานะและสมองของคนอังกฤษ”

Empire Stadium

The Empire Stadium packed out even for FA Amateur Cup matches

ในวันที่ 28 เมษายน 1923 เวมบลีย์ได้ฤกษ์จัดเอฟเอ คัพนัดชิงชนะเลิศครั้งแรก พร้อมกับอธิบายความสุดยอดของสังเวียนแข้งในหนังสือโปรแกรมว่า “สนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สะดวกสบายที่สุด จุคนได้มากที่สุด และดีที่สุดในทุกอย่าง”

โดยเกมนั้นมีผู้ชมเข้าไปในสนามถึง 150,000 คน ซึ่งเกินจากความจุที่เวมบลีย์สามารถรับไว้ได้ ทำให้การแข่งขันต้องระหว่าง โบลตัน วันเดอเรอร์ส กับ เวสต์แฮม ต้องล่าช้าออกไป และถึงขนาดที่ต้องใช้ตำรวจม้า มาควบคุมฝูงชนที่แห่ลงไปในสนาม เพราะไม่มีที่นั่ง!

ตำนานหลากหลาย

จากวันแรกในวันนั้น เวมบลีย์ได้โอกาสต้อนรับตำนานนักเตะมากมายตั้งแต่รุ่นปู่ไปถึงรุ่นหลาน ดาวเตะอย่าง เซอร์ สแตนลี่ย์ แมทธิวส์,เฟเรนซ์ ปุสกัส, บิล แชงคลีย์ ,ยูเซบิโอ, จอร์จ เบสต์,เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน, โยฮัน ครัฟฟ์ , เคนนี่ ดัลกริช, เอียน รัช, แกรี่ ลินิเกอร์, ซิเนอดีน ซีดาน, ดิริเย่ร์ ดร็อกบา, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ลิโอเนล เมสซี่ และอีกหลายร้อยหลายพันคน

Trautmann, Cruyff and Blackpool

สนามที่อยู่ในเมืองหลวงของอังกฤษ ยังมีประวัติศาสตร์อีกหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่าง อเล็กซ์ แจ็คสัน ที่หาญกล้าเป็นนักเตะสก็อตติซคนเดียวที่ทำแฮคทริกได้ในเวมบลีย์ หรือจะเป็นแชมป์เอฟเอ คัพของโคเวนทรี ซิตี้ในปี 1987 เช่นเดียวกับเรื่องราวของ ชาร์ลตัน แอธเลติก ที่ได้ ซีลีฟ เมนดอนก้า ซัคแฮคทริกจนพาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และแน่นอนที่สุด ความทรงจำที่ดีที่สุดตลอด 50 ปีของชาวผู้ดีทุกคน..แชมป์ฟุตบอลปี 1966!!

เคยเกือบโดนทุบ

เวมบลีย์ กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สำหรับคอลูกหนังทั้งหลาย เหมือนครั้งหนึ่งที่ตำนานอย่าง เปเล่ เคยบอกว่า “เวมบลีย์เป็นโบสถ์ ของวงการฟุตบอล และมันยังเป็นเมืองหลวง และหัวใจของวงการฟุตบอลอีกด้วย”

ทว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะรักษาตำนานสนามแห่งนี้ให้อยู่มาจนถึงปัจจุบันได้ เพราะหาก อาเธอร์ เอลวิน ไม่ควักเงิน 127,000 ปอนด์เข้ามาซื้อสิทธิการดูแลสนามเมื่อปี 1927 แล้ว เวมบลีย์ก็อาจจะโดนทำลายเพราะไม่มีเงินจ่าค่ายบำรุง หรือจะเป็นปัญหาสุนัขที่มักเข้ามาเล่นในสนาม จนสุดท้ายพวกเขาต้องให้สุนัขพันธุ์ใหญ่อย่างเกรย์ฮาวด์มาจัดการไล่เพื่อนๆของมันไป

Quarter-miler Bob Setty takes Lemon Blossom - one of the Wembley greyhounds - for a run

ที่แห่งนี้ยังเคยจัดกีฬาอื่นๆอีกหลายอย่างทั้งรักบี้, มอเตอร์ไซค์, สกี, มวยสากล และยังเป็นส่วนหนึ่งของโอลิมปิคเมื่อปี 1948 อีกด้วย

ช่วงเวลาดีและร้าย ปะปนกัน

อีกหนึ่งความทรงจำของสนามหอคอยคู่(เมื่อครั้งนั้น) คือ เกมรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพเมื่อปี 1953 ที่ถูกเล่าขานกันมา โดยเรียกสั้นๆว่า สแตนลี่ย์ แมทธิวส์ ไฟนัล เพราะ สแตนลี่ย์ แมทธิวส์ โชว์ฟอร์มสุดยอดสมรางวัลนักฟุตบอลระดับอันดับหนึ่งของประเทศในเวลานั้น เมื่อเขาจ่ายสามแอสซิสต์ พร้อมทั้งโชว์ความพริ้วได้ตลอดทั้งเกม พาต้นสังกัดแบล็คพลูเฉือบโบลตัน 4-3 และคว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังเป็นการรับถ้วยชนะเลิศจากสมเด็จพระนางเจ้าควีนอลิซาเบธที่ 2 ที่พึ่งขึ้นครองราชอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความทรงจำที่สวยงามสำหรับแฟนๆฟุตบอลอังกฤษในยุคนั้น

England 3-6 Hungary

Puskas

ทว่าอีกหกเดือนต่อมา ฝันร้ายก็บังเกิด เมื่อฮังการีบุกมาถล่ม “สิงโตคำราม” คาเวมบลีย์ถึง 6-3 และกลายเป็นเป็นทีมต่างชาติทีมแรกที่บุกมาชนะอังกฤษได้ถิ่งถิ่น เช่นเดียวกับความพ่ายแพ้เมื่อปี 1972 ที่ทีมชาติเยอรมันตะวันตกบุกมาถล่มพวกเขาได้ 3-1 ซึ่งเป็นการล้างแค้นพวกเขาจากนัดชิงฟุตบอลโลกเมื่อปี 1966 ได้อย่างเจ็บแสบ หรือจะเป็นน้ำตาของ พอล แกสคอยน์ หลังตกรอบฟุตบอลยูโร 1996 ที่บ้านเกิดตัวเอง และสุดท้ายเมื่อไม่นานมานี้ วันที่แฟนบอลผู้ดีต้องอับอายกันทั่วหน้า เมื่อ สตีฟ แม็คคลาเรน พาอังกฤษตกรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2008

เมืองหลวงฟุตบอลยุโรป

สำหรับฟุตบอลระดับสโมสรนั้น เวมบลีย์ได้รับเกียรติให้จัดนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก(ยูโรเปี้ยน คัพเดิม)มาหลายครั้ง โดยครั้งแรกตั้งแต่ปี 1963 ที่เอซี มิลาน คว้าแชมป์ได้ อีกห้าปีต่อมา “ปีศาจแดง” ก็ประกาศศักดาในเวทียุโรปได้เป็นครั้งแรกที่สังเวียนตำนานแห่งนี้ พร้อมทั้งยังเป็นการชดเชยถึงโศกนาฏกรรมที่มิวนิคเมื่อสิบปีก่อนหน้านั้นด้วย ทั้งยังเป็นทีมจากอังกฤษทีมแรกที่ได้แชมป์ระดับยุโรป

ในปี 1971 ไรนุส มิทเชล ก็พาอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม มาเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของแชมป์ยุโรปสามสมัยติดต่อกันที่นี่ เช่นเดียวกับ ปรมาจารย์อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ ที่มาแสดงโททัลฟุตบอลอันเลืองชั่นถึงกรุงลอนดอนในปี 1977 โดยกองกลางชาวฮอนแลนด์อย่าง แยน ปีเตอร์ กล่าวว่า “ผู้เล่นทุกคนคิดว่าเวมบลีย์เป็นสนามที่สวยที่สุดในโลก แต่สำหรับวันนี้ ความสวยงามคงอยู่ที่ในใจผู้ชนะเท่านั้น”

Ajax, 1971

Michels

ในปี 1992 ครัฟฟ์กลับมาที่สนามแห่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับพาบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ยุโรปได้เป็นครั้ง และอีกเกือบยี่สิบปีต่อมา(ปี 2011) “บาร์ซ่า” บุกมาปราบ “ปีศาจแดง” อย่างหมดรูป 3-1 จนทำให้หลายคนยกย่องว่า “เจ้าบุญทุ่ม” ชุดนั้นคือทีมที่ดีที่สุดที่โลกเคยมีมา..

ความฝันไม่มีวันจบ

การก่อสร้างสนามแห่งใหม่นี้ขึ้นมาแทนที่ แต่เดิมได้มีความพยายามออกแบบโดยจะอนุรักษ์หอคอยคู่ ที่โดดเด่นเป็นสง่า ไว้เป็นอนุสรณ์ แต่ก็ขัดกับการขยายขนาดของสนาม ที่ต้องการจุผู้ชมให้ได้เหยียบแสนคน จึงจำใจต้องทุบหอคอยทิ้ง และเปลี่ยนรูปโฉมของมันไปอย่างสิ้นเชิง คงไว้แต่ชื่อเดิมอันเป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ของมันไว้ 
 
สนามใหม่ของเวมบลีย์ มีรูปปั้นของบุคคลสำคัญอย่าง บ็อบบี้ มัวร์, อาเธอร์ เอลวิน และ เซอร์ อัลฟ์ แรมซีย์ พร้อมกับจุผู้ชมได้ถึง 9 หมื่นคน นอกจากนี้ ยังสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อย่างเช่นห้องน้ำที่เสียงจากเครื่องเป่าลมเพื่อเป่าให้มือแห้งนั้น ดังจนผู้ใช้แต่ละคนต้องเป่ามือเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างเอาไว้ปิดหูจากเสียงที่ดังมาก แต่ทุกคนก็ทำใจยอมรับได้ เพราะความสะดวกสบายจากห้องน้ำที่มีให้ใช้มากถึง 2,618 ห้อง แต่สิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมายอื่นๆ คือเป็นสนามที่สวยงามมากด้วย “นิว เวมบลีย์” แห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเสาโค้งรูปครึ่งวงกลม ที่ยาวถึง 315 เมตร สูงถึง 133 เมตร เป็นโครงสร้างที่กว้างที่สุดในโลก และเสาโค้งรูปครึ่งวงกลมนี้ จะเป็นสัญลักษณ์ของสนามแห่งนี้แทนที่หอคอยคู่หรือทวินส์ทาวเวอร์ อันเลื่องชื่อ และไม่ว่าจะเป็นโค้ช นักฟุตบอล หรือผู้ชมคนใดก็ตามจากทั่วทุกมุมโลก คงจะต้องแอบหวังว่าจะมีสักครั้งที่ได้มาเยือนสุดยอดสนามแห่งนี้
Wembley
ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ความศักดิ์สิทธิที่จะมีเพียงไม่กี่ทีมที่ได้ลงเล่นใน “เมกกะลูกหนัง” แห่งนี้ก็หายไปด้วย เพราะสมาคมฟุตบอลอังกฤษตัดสินใจให้ทุกรายการแข่งขันภายใต้การควบคุมของพวกเขามาจัดเตะกันที่นิว เวมบลีย์ทั้งหมด ทำให้ไม่ว่าจะเป็นทีมเล็ก ทีมใหญ่ ก็สามารถมาเตะที่นี่ได้ทั้งหมด โดยถึงเวลานี้มีเพียง 3 ทีมจาก 92 ทีมในสี่ลีกหลักของอังกฤษที่ไม่เคยมาเตะที่เวมบลีย์แห่งใหม่นี้เท่านั้น!! (สามทีมที่ว่า คือ แอคคริงตัน, ครอว์ลี่ย์ ทาวน์, ฮาร์ทลี่พูล)
 
กาลเวลาที่แปรเปลี่ยนไป ทำให้ความขลังของเวมบลีย์น้อยลง ทว่าในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้คนธรรมดาและนักฟุตบอลอีกมากมายได้มีโอกาสสัมผัสกับสุดยอดสังเวียนแข้งในตำนานแบบนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะอย่างที่ย้ำกันหลายรอบว่า…
 
เวมบลีย์ คือ ความฝันของคอลูกหนังทุกคน..
Wembley