100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก : อันดับ 5

ซาน ซีโร สนามแห่งหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในแดนมะกะโรนีคือสังเวียนลูกหนังที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และ แอนดี้ เมอร์เรย์ คอลัมนิสต์ของเราจะมาอธิบายว่าทำไม...

ที่เมืองมิลาน มีสองศิลปะสองชิ้นที่ควรจะได้รับการปรับปรุงให้มีสภาพความสวยงามแบบที่มันควรจะเป็น อย่างแรกคือภาพวาดฝาผนังที่โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลา กราซีเอ ซึ่งมีอายุยืนนานกว่า 500 ปี และอีกอย่างคือสนามฟุตบอล ...เราเพิ่งจะนำเอา ซาน ซิโร ไปเปรียบเทียบกับภาพวาด "พระกระยาหารมื้อสุดท้าย" ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี คุณอาจจะคิดว่าเราบ้าไปแล้ว แต่ถ้าหากได้ไปเห็นสองสิ่งนี้ด้วยตาตัวเอง คุณก็จะเข้าใจเหตุผลทันทีว่าเพราะอะไร
 
สังเวียนลูกหนังแห่งนี้คือสนามฟุตบอลที่เป็นที่โปรดปรานมากที่สุดในประเทศอิตาลี มันคือรังเหย้าของสองทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน ทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองท่ามกลางตึกคูหาสองชั้นเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบยิ่งขับให้ภายนอกของตัวอาคารแห่งนี้มีความทันสมัยมากขึ้นเป็นทวีคูณ

Stadium facts

  • ที่ตั้ง : มิลาน, อิตาลี
  • เปิดทำการ : 1926
  • ทีมเหย้า : เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน
  • ความจุ : 80,018 ที่นั่ง
  • สถิติผู้เข้าชมสูงสุด : 83,381 คน

หากคุณจะเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้มันก็ง่ายนิดเดียว ลงสถานีรถไฟใต้ดินที่สถานีล็อตโต้แล้วเดินลัดเลาะเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อคุณเริ่มเห็นภาพกราฟฟิตี้บนกำแพงเป็นสัญลักษณ์ของ "รอสโซเนรี" และ "เนรัซซูรี" เมื่อนั้นแหละคุณก็แน่ใจได้เลยว่าตัวสนามอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ประวัติ "ซาน ซีโร"

ตัวสนามนั้นผ่านการปรับปรุงมานักต่อนักไม่ต่างอะไรกับภาพวาดอันเลื่องลาอย่าง "พระกระยาหารมื้อสุดท้าย" โดยความคิดในการก่อสร้างสนามแห่งนี้มาจากประธานสโมสรมิลานอย่าง ปิเอโร ปิเรลลี ในปี 1925 โดยเดิมทีนั้นตั้งใจให้มีความจุเพียง 35,000 ที่นั่งเท่านั้น และสภาพสนามรวมถึงการออกแบบที่วางไว้ก็ไม่มีวี่แววเลยว่ามันจะเป็นสังเวียนลูกหนังที่พิเศษที่สุดของประเทศ
ความคิดง่ายๆ ของ ปิเรลลี ก็คือเขาอยากให้สโมสรมีสนามฟุตบอลที่เป็น "สนามฟุตบอล" จริงๆ เหมือนกับ ลูอิจิ เฟอร์ราริส รังเหย้าของ เจนัว ที่ไม่มีลู่วิ่งมาคั่นกลางระหว่างคนดูและเกมการแข่งขัน และด้วยการสนับสนุนทางด้านงบประมาณโดยสภาเมืองทำให้ ซาน ซีโร ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียงปีเดียวเท่านั้นก็แล้วเสร็จแต่ปัญหาก็คือสิทธิในการถือครองตกเป็นของเมือง และสองสโมสรก็ต้องแบ่งกันเช่าใช้งานระหว่าง เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน

ทั้งนี้ในปี 1935 ก็ได้มีการปรับปรุงอีกระลอกด้วยการเพิ่มขนาดความจุเป็น 55,000 ที่นั่ง ก่อนที่ในปี 1955 จะมีการเพิ่มขนาดอีกครั้งเป็นเท่าตัวด้วยการต่อชั้นสองของสแตนด์ขึ้นไปทั้งสี่ด้าน และเป็นช่วงเวลากว่า 50 ปีที่นังเหย้าแห่งนี้คือ "บ้าน" ของสองทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป "ปีศาจแดงดำ" และ "งูใหญ่" ครองควาเมป็นเจ้าทวีปและนำพาถ้วย "บิ๊กเอียร์" มาประดิษฐ์ไว้ ร สังเวียนแห่งนี้เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ 1963 ถึง 1965 โดยช่วงนั้นปรัชญาฟุตบอลแบบ "คาเตนัชโช" ที่ เอเลนิโอ เอร์เรรา นำมาปรับใช้กับ "เนรัซซูรี" และทำให้ทีมนี้เป็นเจ้าแห่งฟุตบอลอย่างแท้จริง

Cesare Maldini - father of Paolo - lifts the 1963 trophy; Inter celebrate in 1964

การมาถึงของยุคสมัยใหม่

อย่างไรก็ตามแม้ว่าช่วงต้น 1950 ถึงปลาย 1960 มันจะเป็นสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในทวีป หากแต่ช่วงเวลาโด่งดังเป็นพลุแตกทั่วโลกของสังเวียนลูกหนังแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มีการเปลี่ยนชื่อสนามใหม่อย่างเป็นทางการว่า จูเซ็ปเป้ เมอัสซา
 
อันที่จริงแล้วสนามแห่งนี้เฝ้ารอคอยการบูรณะปรับปรังมานานหลายสิบปีก่อนหน้านี้ และท้ายที่สุดการทุ่มงบประมาณจำนวน 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ทำให้มันสามารถที่จะเพิ่มเสาค้ำเป็น 11 เสารอบสนาม หากคุณนึกภาพ "ซาน ซีโร" สิ่งแรกที่จะเห็นก็คือเสาขนาดใหญ่ 4 ต้นที่ตั้งอยู่บน 4 มุมของสนามฟุตบอล ซึ่งนั่นก็คือสัญลักษณ์อันโดดเด่นของสนามแห่งนี้ หากแต่เท่านั้นมันเพียงพอที่จะขยับขยายต่อเติม จึงต้องมีการเพิ่มเสาค้ำในทุกด้านของสนาม

ทั้งนี้เสาค้ำอันเป็นสัญลักษณืมันไม่ได้มีไว้แค่โชว์ชาวโลกเท่านั้น แต่มันคือรากฐานที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาคุณภาพสนาม หากใครได้ดูเกมนัดชิง ยูโรเปี้ยน คัพ ที่ อินเตอร์ มิลาน เจอกับ เบนฟิก้า สิ่งที่คุณจะเห็นไม่ใช่เกมลูกหนังเปี่ยมคุณภาพ แต่มันคือบรรยากาศพิเศษที่เกิดจากม่านฝนอันหนาหนักซึ่งมักจะตกแบบนี้บ่อยๆ บริเวณภาคเหนือของอิตาลี ...ในยุคอดีตมันอาจเป็นเรื่องที่พอรับได้ถ้าแมตช์ฟุตบอลตะกลายเป็นการโชว์ลีลาบืนผืนหญ้าแฉะน้ำ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สมัยใหม่ มันกลับกลายเป็นอุปสรรคมากกว่ามนตร์สเน่ห์ และนั่นทำให้ ซาน ซีโร ต้องมีการตัดติ้งหลังคาขนาดใหญ่ทั้ง 4 ด้านเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งเสาค้ำทุกต้นก็ช่วยให้การปรับปรุงนี้เป็นไปได้

นั่นคือสังเวียนลูกหนังแห่งนี้ก่อนที่อิตาลีจะรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1990 จึงมีการติดตั้งเสาเพิ่มจาก 4 เป็น 11 ต้นเพื่อเพิ่มความจุและทำให้ทุกภาคส่วนของสนามแห่งนี้สามารถติดตั้งเก้าอี้เพิ่นั่งชมเกมได้ ...ผ่านเวลามากว่า 25 ปี การปรับปรุงครั้งนั้นแทบจะเป็นการแปลงโฉมสนามใหญ่ๆ ครั้งสุดท้ายเลยก็ว่าได้

"บ้าน" ของตำนาน...

การปรับปรุงสนามนับว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าใช้ได้เลย เพราะหลังจากยุค 1990 จนถึงปลายๆ 2000 ...เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน ก็ถือเป็นโรงบ่มเพราะแข้งระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เปาโล มัลดินี, กาก้า, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หรือจะเป็น "งูใหญ่" ชุดคว้าเทรเบิลแชมป์ของ โชเซ มูรินโญ ก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยจากการลงเล่นในบ้านท่ามกล่างบรรยากาศที่แสนจะยอดเยี่ยม
 
อย่างไรก็ตามก็มีคำครหาเช่นกันว่าขนาดที่ใหญ่เกินไปกลับเป็นอุปสรรคในการสร้างบรรยากาศให้ดีในทุกๆ นัด โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่กระแสฟุตบอลอิตาลีตกลงไปอย่างน่าใจหาย หากแต่ราคาบัตรก็ยังคงสูงเท่าเดิม และต้องไม่ลืมว่าทั้งสองทีมใน ซาน ซีโร มีสภาพเป็นเพียงผู้เช่าเท่านั้น นั่นจึงเป็สาเหตุว่าทำไมทั้งสองสโมสรจึงต่างต้องการย้ายออกเพื่อโอกาสในการสร้างสนามที่อาจจะเล็กกว่าแต่ก็เหมาะสมสำหรับการจัดแข่งขันฟุตบอลที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้แม้ว่าสองทีมใหญ่จากมิลานจะล้มเหลวกับการคงความยิ่งใหญ่ในระดับทวีป หากแต่สังเวียนลูกหนังแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ในลิสต์ลำดับต้นๆ สำหรับคอบอลที่ต้องการเดินทางมายังแดนมะกะโรนี และไม่เหมือนกับสนามฟุตบอลอื่นๆ ที่สร้างขึ้นครั้งอิตาลีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1990 ที่สภาพเริ่มเก่าแก่ตามอายุไข ซาน ซีโร ยังคงรักษามาตรฐานของมันได้อย่างยอดเยี่ยมและยังถือเป็นหนึ่งในสนามที่ดีที่สุดของประเทศ
 
ซึ่งการแข่งขันฟุตบอลโลก 1990 นั้นมีอิธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของ ซาน ซีโร ทั้งในแง่ของการออกแบบและชื่อเสียง โดยสนามแห่งนี้สองเกมสำคัญที่จารึกชื่อของสนามแห่งนี้เอาไว้ในใจหัวใจของคนทั้งโลก ...แมตช์แรกคือเกมระหว่างเยอรมันตะวันตก เฉือนเอาชนะ ทีมชาติฮอลแลนด์ 2-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เกดิเหตุการณ์การปะทะกันระหว่าง แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และ  รูดี้ โฟลเลอร์ ซึ่งเปลี่ยนทัศนคติที่แฟนบอลมีต่อตำนานอัศวินสีส้มอย่างสิ้นเชิง

Argentina and Cameroon line up at Italia 90

แต่อีกหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือเกมเปิดสนามที่ แคเมอรูน เอาชนะทีมเต็งอย่าง อาร์เจนตินา ที่มี ดิเอโก้ มาราโดนา ซึ่งเพิ่งจะพา นาโปลี คว้าแชมป์ เซเรีย อา มาหมาดๆ เป็นหัวหอกสำคัญไปได้ 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม และผลงานการเซฟอุตลุดในนัดนั้นของ โธมัส เอ็มโคโน นายด่าน "ทัพหมอผี" ก็เป็นต้นกำเนิดที่ทำให้เด็กน้อยวัย 12 กะรัตผู้ชื่นชอบตำแหน่งมิดฟิลด์ตัดสินใจเริ่มฝันอยากเป็นประตู
 
ชื่อเสียงเรียงนามของเขาคือใครนะหรือ? เราเฉลยก็ได้ว่าเด็กคนนั้นคือ...จานลุยจิ บุฟฟอน

#FFT100STADIUMS ซีรี่ย์ 100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก