100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก : อันดับ 6

มาราคานา สนามฟุตบอลที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง และประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เรียกได้ว่านี่คือสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพราะคงไม่มีสนามไหนที่เคยรองรับแฟนบอลเกือบ 2 แสนคนภายในนัดเดียวมาก่อน 

ฟุตบอลโลกปี 1950 เกมตัดสินแชมป์โลกระหว่าง บราซิล เจ้าภาพ พบ  อุรุกวัย ที่มาราคานา สเตเดี้ยม ได้สร้างสถิติแฟนบอลสูงสุดใน  ประวัติศาสตร์ 194,603 คน  ก่อนที่ในปี 1964 ในเกมการิโอก้า ดาร์บี้ ระหว่าง ฟลาเมงโก้ กับ ฟลูมิเนนเซ  2 ทีมดังแห่งริโอ เดอ  จาไนโร มีรายงานว่าแฟนบอลเข้าไปชมเกมนัดนั้นใกล้เคียงกับสถิติเวิลด์คัพ ปี 50 รอบชิงเช่นกัน 

STADIUM FACTS

  • สถานที่ : ริโอ เดอ จาไนโร,บราซิล
  • เปิดใช้ : 1950 
  • สโมสร : ฟลาเมงโก,ฟลูมิเนนเซ
  • ความจุ : 79,000
  • สถิติผู้ชม : 199,854

แฟนบอลรู้จัก สนามมาราคานา เป็นอย่างดี ภาพของสนามฟุตบอล ที่มีแบ็คกราวน์เป็นแม่น้ำจากยอกเขาติจูก้า ผ่านนครริโอ และไหลไปยังอ่าวกัวนาบารา ทำให้คนบราซิลขนานนามสนามแห่งนี้ว่า “มาราคานา” ซึ่งภาษาท้องถิ่นมีความหมายว่า “นกแก้ว” ขณะที่แฟนบอลบางส่วนอาจได้ข้อมูลว่า ชื่อนี้มาจากนักข่าวที่ชื่อ มาริโอ ฟิลโญ  ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์กีฬาในริโอ และมีอิทธิพลอย่างมากให้การสร้างสนามแห่งนี้ขึ้นมา แต่ในความเห็นของแฟนบอลบางส่วนเชื่อว่า มาราคานา มาจาก  มาราคานาโซ ซึ่งหมายถึง “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่สุดของบราซิล”

The iconic stadium in 1949

มาราคานา สัญลักษณ์ฟุตบอลบราซิล

มาราคานาโซ ในภาษาโปรตุกีส มีความหมายว่า ระเบิดลงที่มาราคานา ซึ่งในความเป็นจริงต้องการสื่อถึงความผิดหวังของคนบราซิลทั้งประเทศ หลังจากทีมเซเลเซา แพ้ อุรุกวัย ในเกมนัดสำคัญ พลาดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1950 ในบ้านของตัวเอง ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 2 แสนคน แม้ว่า มาราคานา เพิ่งถูกใช้งานเป็นเกมที่ 5 เท่านั้น แต่วงการฟุตบอลบราซิลต้องมาเจอความผิดหวังครั้งใหญ่  โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์เชื่อว่า ลางร้ายของ บราซิล เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเกมเมื่อ อ็อบดูลิโอ บาเรลา กัปตันทีมอุรุกวัยชนะการเสี่ยงทาย และบอกกรรมการว่า เขาเลือกแดน ไม่เลือกเขี่ยบอล (ในความหมายคืออุรุกวัยขอเป็นเจ้าของสนามนี้แห่งนี้ในเกมนี้) 

Ghiggia causes a national tragedy in 1950

สุดท้าย อุรุกวัย ได้ อัลซิเดส กิกเกีย ทำประตูชัย พร้อมกับนำทีมคว้าโทรฟี่จูลล์ ริเมต์ ปล่อยให้คนบราซิลน้ำตาตกทั้งประเทศ ขณะเดียวกันมีการเล่าขานกันว่า โมอาเซีย บาร์โบซา ผู้รักษาประตูที่เล่นผิดพลาดในจังหวะเสียประตูให้ กิกเกีย จนเป็นเหตุให้บราซิลพลาดแชมป์  เหมือนต้องอาถรรพ์ของมาราคานา เขากลายเป็นที่เกลียดชังของแฟนบอล ถึงขนาดมีการจุดไฟเผาหุ่นและรูปเหมือน  ก่อนที่เจ้าตัวจะให้สัมภาษณ์อย่างน้อยใจว่า “ที่บราซิล คุณอาจติดคุก 30 ปีในข้อหาฆาตกรรม แต่สำหรับเขา ต้องชดใช้ความผิดนี้ตลอดชีวิต” 

ความเสียหายและความขัดแย้ง

สถานที่ตั้งของ มาราคานา เคยเป็นข้อพิพาทก่อนการก่อสร้างเมื่อ รัฐสภาของบราซิล ต้องการสร้างสนามสำหรับฟุตบอลโลก 1950  โดยให้เป็นศูนย์กลางความยิ่งใหญ่ ไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างโดยรอบ แต่ทุกวันนี้ รอบข้างของ มาราคานา เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างมากมาย เพราะบราซิลไม่สามารถรับมือกับการขยายตัวของสังคมเมืองได้
 
สนามแห่งนี้ใช้เวลาสร้างอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่าการเปิดใช้อย่างเป็นทางการนัดแรก ยังไม่มีห้องน้ำและที่นั่งสำหรับผู้สื่อข่าวด้วยซ้ำไป แต่ในช่วง 40 ปีหลังจากนั้น มีการปรับปรุงโครงสร้างอีกหลายครั้งโดยเฉพาะในปี 1985 และ 1991 ที่มีการบูรณะครั้งใหญ่ เนื่องจากที่ผ่านมาขาดการดูแลรักษา และพฤติกรรมแย่ๆของคนบางส่วนที่สร้างความเสียหายให้มาราคานา

The Maracana in 1995, three years after real tragedy

ย้อนไปในปี 1992 ระหว่างเกมฟุตบอลลีกบราซิล ระหว่าง ฟลาเมงโก กับ โบตาโฟโก คาดการณ์ว่ามีแฟนบอลกว่า 150,000 คนเข้าไปชมเกมนัดนี้ แต่การร้องรำทำเพลงและกระโดดเชียร์กันแบบสุดเหวี่ยง ผลให้อัฒจรรย์บางส่วนของสนามพังถล่มลงมาในช่วงก่อนเกม มีแฟนบอลร่วงลงมากว่า 50 คน และเสียชีวิตในภายหลัง 3 คน ทว่าการแข่งขันนัดนั้นก็ดำเนินไปตามปกติ เรื่องนี้ วิลสัน กอตตาร์โด อดีตนักเตะฟลาเมงโก้ ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเล่าว่า ทุกคนรับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เกมนัดนั้นสำคัญเกินกว่าจะถูกยกเลิก แม้ครอบครัวของเขาและเพื่อนร่วมทีมจะอยู่บนอัฒจรรย์นั้นด้วยก็ตาม” ซึ่งนัดนั้น ฟลาเมงโก ชนะไปได้ 3-0 ก่อนที่ มาราคานา จะถูกสั่งปิดเป็นเวลา 7 เดือนเพื่อปรับปรุง และลดความจุลงเหลือประมาณครึ่งเดียว 

ยุคสมัยใหม่

นอกจากนี้ มาราคานา สเตเดี้ยม ถือเป็นสถานที่ที่สร้าง ซิโก้ ตำนานนักเตะของฟลาเมงโก้และทีมชาติบราซิล ให้ก้าวเป็นยอดนักเตะของโลก ซิโก้ ทำได้ 333 ประตูจากการลงเล่น 435 เกม ถึงขนาดมีการสร้างรูปปั้น ด้านหน้าสนามแห่งนี้ ขณะเดียวกัน ราชันลูกหนังโลก เปเล ที่ยิงประตูได้มากกว่า 1,000 ลูกตลอดการเล่นอาชีพ หลายคนอาจไม่รู้ว่าประตูที่ 1000 ของเปเล่ เกิดขึ้นที่มาราคานาแห่งนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนปี 1969 ซึ่งหากใครได้มีโอกาสไปเยือน มาราคานา จะมีโอกาสได้เห็น คานประตูที่ เปเล่ ยิงลูกที่ 1000 ในอาชีพ  , ชุดแข่งของ การินชา อีก 1 ตำนานทีมชาติบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1962  รวมทั้ง เก้าอี้ที่ ควีนส์อลิซาเบธ ที่ 2 แห่งอังกฤษเคยประทับ

ย้อนไปในปี 1998 โจฮัว ฮาเวลานจ์ อดีตประธานฟีฟ่าชาวบราซิล เคยให้คำแนะนำว่า มาราคานา ควรได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อให้สมกับความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ  ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการเห็นชอบ กระทั่งบราซิลได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 20014   นอกจากนี้ยังเป็นสนามหลักที่จะใช้พิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ 

แต่ว่ากันว่าช่วงที่ มาราคานา ได้รับการปรับปรุง ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี เนื่องจากการบูรณะทำได้ยาก การสร้างสนามใหม่ใช้เงินน้อยกว่าการซ่อมแซมครั้งนี้ด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้ว บราซิล ต้องใช้งบประมาณเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ สำหรับการซ่อมแซม การติดตั้งเก้าอี้จำนวน 80,000 ที่นั่ง  อัฒจรรย์จาก 2 ชั้นก็ถูกปรับให้เหลือเพียงแค่ชั้นเดียว ก่อนเปิดใช้อย่างเป็นทางการในเกมอุ่นเครื่องกับ อังกฤษ เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2013 
 
 นอกจากนี้หลังคาของ มาราคานา สเตเดี้ยมยังมีการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้กับกิจกรรมภายใน เก็บสะสมไว้ใช้บางส่วน รวมทั้งส่งต่อให้ชาวเมืองได้ใช้ประโยชน์ จนได้ชื่อว่าเป็นสนามกีฬาที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุดในบราซิล  ขณะที่ภายในมี ร้านนั่งดื่มกว่า 60 ร้าน,ห้องน้ำ 292 ห้อง,ลิฟท์ 17 ตัว  พร้อมทางเข้าสำหรับรถวีลแชร์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการ นอกจากนี้โดยรอบยังมีสนามหญ้าเทียมสำหรับฝึกซ้อมอีก 4 สนาม

มาราคานา สร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินบราซิล แม้จะพลาดหวังในเวิลด์คัพปี 1950 ที่ได้แค่รองแชมป์ รวมทั้งปี 2014 ที่จบแค่อันดับ 4 แต่ มาราคานา เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งวงการฟุตบอลบราซิล ด้วยรูปทรงและเอกลักษณ์ที่แสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ มีประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมากมาย ถือเป็นสนามฟุตบอลอีกแห่งที่คอบอลต้องไปเยือนสักครั้ง 

#FFT100STADIUMS ซีรี่ย์ 100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก