100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก : อันดับ 7

ขึ้นชื่อว่าเป็นสนามที่มีบรรยากาศเสียงเชียร์เร้าใจที่สุดในยุโรป รังเหย้าของ "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ครั้งหนึ่งเกือบจะไม่ได้ก่อสร้างแล้ว และคอลัมนิสต์ของเราจะมาย้อนความหลังให้ฟัง

เหล่าบรรดาแฟนบอลของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับพื้นที่แห่งนี้ ไม่เพียงแค่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังผสมความคลาสสิคลงไปด้วย โดยเมื่อ 6 ปีที่แล้วสังเวียนแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ซิกนัล อิดูน่า ปาร์ค และได้รับการยกย่องว่าเป็นสนามฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก ทั้งเรื่องของบรรยากาศและความเป็นหนึ่งของเหล่าแฟนบอลมันทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่ทัพ "เสือเหลือง" ใช้อัฒจรรย์ยืนแบบขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (Südtribüne) อีกครั้ง

ข้อมูลสนาม

  • ที่ตั้ง : ดอร์ทมุนด์, เยอรมัน
  • เปิดทำการ : 1974
  • ทีมเหย้า : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
  • ความจุ : 81,359 ที่นั่ง
  • สถิติผู้เข้าชมสูงสุด : 83,000 คน

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสนามแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่มันเป็นเหมือนวิถีชีวิตและลมหายของบรรดาแฟนบอล นอกจากนี้ เวสต์ฟาเล่น ยังมีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายต่อหลายครั้ง

ความหวังและฝันสลาย

หากย้อนไปเมื่อปี 1960 ที่ถือเป็นยุครุ่งเรืองของ ดอร์ทมุนด์ โดยพวกเขายังใช้สนาม Rote Erde หรือ Red soil ซึ่งมีความจุยังไม่มากนัก แต่ทัพเสือเหลือง ก็สถาปนาตัวเองเป็นสโมสรที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยุโรป ณ เวลานั้น และยังเป็นสโมสรแรกจากเยอรมันที่สามารถคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยนส์ คัพ มาครองได้สำเร็จในปี 1966 ด้วยการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ของ บิล แชงคลี่ย์ ในรอบชิงชนะเลิศ

อย่างไรก็ตามเทศบาลเมืองดอร์ทมุนด์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ดังกล่าวเริ่มเป็นกังวลเมื่อ Rote Erde อาจเล็กเกินไปและยังล้าสมัย แถมยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ส่วนอีกหนึ่งปัญหาเกิดจากงบประมาณที่ต้องนำไปลงทุนกับเหมืองเหล็กและถ่านหินทำให้เทศบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอในการปรับปรุงสนามหรือสร้างสนามใหม่

ปี 1974 ดอร์ทมุนด์ เริ่มเห็นโอกาสเมื่อเยอรมันตะวันตกได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และกำลังจะเสนอตัวเป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นเจ้าภาพ โดยหวังงบประมาณจากรัฐบาลในการสร้างสนามแห่งใหม่ แต่เมื่อนายกเทศบาลได้รับการร้องขอจากสมาคมฟุตบอลเยอรมัน ส่งผลให้เมืองดอร์ทมุนด์อกหักในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในครั้งนั้น

ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ที่สนาม ฮัมพ์เดน พาร์ค ในปี 1966

ซึ่ง เดเอฟเบ เรียกร้องให้สร้างสนามที่มีความจุมากกว่า 30,000 ที่นั่งแต่ไม่เกิน 60,000 ที่นั่ง ซึ่งหากใช้พื้นที่ในเมือง ดอร์ทมุนด์ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 60 ล้านดอยช์มาร์ค หรือประมาณ 7.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นจำนานมหาศาล แม้จะมีงบประมาณจากรัฐบาลมาช่วยก็ตาม แต่เพื่อเป็นการพัฒนาเมืองจึงทำให้เทศบาลเมืองมีแผนการสร้างสนามสำเร็จรูปขนาดความจุ 53,600 และมีสแตนด์ขนาดใหญ่ที่ปลอดภัย และที่สำคัญเสียค่าใช้จ่ายเพียง 33 ล้านดอยช์มาร์คเท่านั้น

แต่สุดท้าย เดเอฟเบ ก็ได้ปฏิเสธการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกของเมืองดอร์ทมุนด์ และได้เลือกเมือง โคโลญจน์ เมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศเยอรมันมาเป็นหนึ่งในเมืองที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดศึก เวิลด์คัพ 1974 แทน

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์...

ถือเป็นการสร้างความประหลาดอย่างยิ่งที่ เดเอฟเบ ตัดเมือง ดอร์ทมุนด์ ออกจากเจ้าภาพฟุตบอลโลก เนื่องจากการก่อสร้างสนามแห่งใหม่ไม่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และมีอันต้องร่วงชั้นจากลีกสูงสุด แฟนบอลเฉลี่ยลดลงเหลือแค่ 9,000 คนเท่านั้น และทำให้สโมสรเข้าใกล้กับคำว่า ล้มละลาย เต็มที

อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์อันมืดมนก็ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยเมื่อปี 1971 เมือง โคโลญจน์ ประกาศถอนตัวจากการเป็นเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 1974 ทำให้ เดเอฟเบ ต้องหาเมืองที่จะมารับหน้าที่แทนเมือง โคโลญจน์ และในที่สุดก็เลือกเมือง ดอร์ทมุนด์ ให้เป็นหนึ่งในเมืองเจ้าภาพ พร้อมกับขออนุมัติร่างแบบสนามฟุตบอลแห่งใหม่ซึ่งใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 3 ปี

Scotland vs Zaire

สกอตแลนด์ ลงสนามพบกับ สาธารณรัฐซาอีร์ ที่รังเหย้าของ ดอร์ทมุนด์ ในศึกฟุตบอลโลก 1974

ด้วยการดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความสวยงามทำให้ เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน เต็มไปด้วยสเน่ห์และยังเป็นที่หลงใหลของ โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานแข้งทีมชาติฮอลแลนด์ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 1974 และกลายเป็นรังเหย้าของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในเวลาต่อมา แม้ว่าก่อนการก่อสร้างพื้นที่แห่งนี้จะเป็นที่ฝังศพของคนงานไม่น้อยกว่า 34 รายที่เสียชีวิตจากระเบิดของฝ่ายพันธมิตรในช่วงสงครามโลก

สนามใหม่แห่งนี้ได้รับการยกย่องจากบรรดาสื่อมวลชนอย่างกว้างว่าเป็นสนามที่มีสไตล์และบรรยากาศการเชียร์แบบอังกฤษ และยังทำให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีแฟนบอลเพิ่มมากในระยะเวลาอันรวดเร็วและยังเป็นแรงผลักดันให้ทีมเลื่อนชั้นกลับมาเล่นในลีกสูงสุดในปี 1976 และไม่เคยหล่นชั้นอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

มุ่งหน้าสู่จุดสูงสุด

ร่วม 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ดอร์ทมุนด์ อยู่ในลีกสูงสุดมาโดยตลอด พวกเขาทำให้เมืองแห่งนี้มีทั้งโรงไฟฟ้าและสถานที่ดีวิเศษสุดสำหรับการชมฟุตบอล สถานที่ทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงปี 1990 ส่วนผลงานในสนามของพวกเขาได้ อ็อตมาร์ ฮิดท์เฟลด์ ยอดกุนซือที่เข้ามาสร้างทีมพลังหนุ่ม และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ในขณะที่สแตนด์เชียร์ฝั่งทิศใต้ (Südtribüne) ก็กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและทำให้ผู้คนทั่วไปรวมไปถึงแฟนบอลทีมอื่นๆเดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองดอร์ทมุนด์เป็นจำนวนมากเพื่อสัมผัสประสบการณ์การยืนเชียร์บนสแตนด์ฝั่งทิศใต้ (Südtribüne) ที่เต็มไปด้วยอรรถรสในการเชียร์ กับพลุแฟลร์ที่สว่างไสวของเหล่าแฟนบอล

บุนเดสลีกา เยอรมัน ได้รับการยกเว้นจาก ยูฟ่า ที่ไม่ต้องติดเก้าอี้ทุกที่นั่งในสนาม เพราะจากที่ผ่านมาเยอรมันขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัย และไม่เคยเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆในสนามของประเทศเยอรมัน แม้ว่าสนามดังกล่าวจะมาจากต้นแบบการสร้างสนามในอังกฤษก็ตาม

หลังจากนั้นทัพ เสือเหลือง มีการพิจารณาอย่างจริงจังในการเปลี่ยนรูปแบบของสแตนด์เชียร์ทั้งทิศเหนือและใต้ โดยมีการติดเก้าอี้นั่งบนอัฒจรรย์

ส่งผลให้บรรดาแฟนบอลเริ่มรวมกลุ่มกดดันสโมสร จนสามารถโน้มน้าวสโมสรสำเร็จ โดยสโมสรให้คำมั่นว่าจะยังคงพื้นที่สำหรับยืนเชียร์ไว้ทางทิศเหนือของสแตนด์ และจำหน่ายตั๋วโซนดังกล่าวในราคาถูก ในขณะที่สแตนด์ฝั่งทิศใต้ก็ยังใช้สแตนด์ยืนแบบขั้นบันไดเอาไว้ แต่สามารถติดที่นั่งได้เพื่อรองรับการแข่งขันฟุตบอลระดับยุโรปและระดับนานาชาติ และเพื่อให้เป็นไปตามกฏที่ ยูฟ่า กำหนดไว้หลังจากนั้นสโมสรวางแผนปรับปรุงสแตนด์ให้ใหญ่กว่าเดิม โดยสโมสรได้ซื้อ เวสต์ฟาเล่น จากเทศบาลเมือง และขยายอัฒจรรย์ทั้งสี่ด้าน ในช่วงระหว่างปี 1996-1998

"Südtribüne" เป็นที่รู้จักกันในนาม "กำแพงสีเหลือง" เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากสแตนด์ดังกล่าวเป็นสแตนด์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยความจุ 24,454

ฟุตบอลโลกอีกครั้งที่มาพร้อมปัญหา

ปี 2006 เยอรมัน ได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอีกครั้ง และ ดอร์ทมุนด์ คือหนึ่งในเมืองที่ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ แต่ด้วยสัญญาต่างๆที่ซับซ้อนทำให้สโมสรจำเป็นต้องขายดินที่บางส่วนเพื่อนำเงินมาปรับปรุง เวสต์ฟาเล่น ให้ได้รับมาตรฐานจากฟีฟ่าในการจัดฟุตบอลโลก

ในเวลาต่อมา เวสต์ฟาเล่น เปลี่ยนชื่อเป็น ซิกนัล อิดูน่า ปาร์ค ตามผู้สนับสนุนที่เป็นบริษัทประกันภัยท้องถิ่นและเพิ่มความจุสนามมากกว่า 80,000 ที่นั่งและยังเป็นหนึ่งในสนามที่ใช้ในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ทีมชาติเยอรมัน พบกับ ทีมชาติอิตาลี อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ ดอร์ทมุนด์ ก็คือต้องจ่ายเงินทุกปีเพื่อซื้อที่ดินกลับมาจากกลุ่มกองทุนจนหมด

ในปี 2005 สโมสรไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปได้ หากนักลงทุนไม่ยินยอมที่จะให้สโมสรผ่อนการชำระเงิน ซึ่ง ดอร์ทมุนด์ อาจพบกับปัญหา แต่การเข้ามาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันก็สามารถเนรมิตความสำเร็จมากมายให้กับทัพ เสือเหลือง แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สถานการณ์ที่ดีกลับมาอีกครั้งและสนาม ซิกนัล อิดูน่า ปาร์ค ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองดอร์ทมุนด์ไปแล้ว โดยเมื่อปีที่แล้ว บีบีซี รายงานข่าวว่าสนามแห่งนี้ดึงดูดแฟนบอลจากอังกฤษได้มากกว่า 1,000 คน ซึ่งเป็นการทำให้ผู้คนมีความผูกพันกับเมืองดอร์ทมุนด์เป็นอย่างดี

"ผมอยู่ที่นั่น เรากำลังนั่งอยู่ในสแตนด์ทิศตะวันตก 1 ชั่วโมงก่อนเกม ผมแทบไม่ได้ยินอะไรเลย ทางขวาใกล้ที่เรานั่งอยู่เป็นสแตนด์ Südtribüne บรรดาแฟนบอลไม่ได้ร้องเพลง แต่พวกเขาจับกลุ่มพูดคุยกัน ก่อนที่จะร้องเพลงและชูป้ายเชียร์ทีมรัก ผมแทบไม่มีวันลืมความหนักแน่นของเสียงเชียร์จากสแตนด์ทิศใต้ขนาดยักษ์ของ ซิกนัล อิดูน่า ปาร์ค เลยทีเดียว"