100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก : อันดับ 9

โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นหนึ่งในสนามที่แฟนบอลทั่วโลกฝันอยากจะเข้าไปชมเกมสักครั้ง ที่แห่งนี้มีเรื่องราวอะไรบ้าง เกรเกอร์ แมคเกรเกอร์มีคำตอบ… 

สังเวียนแข้งที่ถูก เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน เรียกว่า “โรงละครแห่งความฝัน” เพราะมักสร้างฝันดีให้แก่สาวก เร้ด เดวิลล์ เสมอ แต่เป็นฝันร้ายของผู้มาเยือนทุกราย..
 
โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นสนามใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ของสหราชอาณาจักร และอย่างที่เรารู้กันว่า “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเจ้าของสนามแห่งนี้มากว่า 100 ปีแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้สร้างตำนานบทแล้วบทเล่าขึ้นมาสนั่นยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ขุนพลชุดบัสบี้เบบส์, สามทหารเสือ ชาร์ลตัน-เบสต์-ลอว์, ดาวรุ่งคลาสออฟ 92 หรือ ยุคแชมป์ยุโรป 2008 ที่มี คริสเตียโน โรนัลโด้ นำทัพ และต่อให้คุณไม่ใช่แฟนบอล “ยูไนเต็ด” แต่หากคุณได้ลองเข้าไปสัมผัสกับประวัติศาสตร์และสนามของยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษทีมนี้ คุณก็ต้องหลงใหลไปกับพวกเขา

Old Trafford as it is today

Stadium facts

  • ที่ตั้ง : แมนเชสเตอร์, อังกฤษ
  • ปีที่เปิดใช้ : 1910
  • ทีมเหย้า : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
  • ความจุ : 75,635
  • สถิติผู้เข้าชมสูงสุด : 76,692

“โรงละครแห่งความฝัน” มีช่วงเวลาอันหอมหวานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประตูชัยของสตีฟ บรูซ ในปี 1992, ลูกชิพของเอริค คันโตน่าในเกมกับซันเดอร์แลนด์, เกมพริกนรกกลับมาชนะสเปอร์ 5-3 หรือ จะเป็นเกมถล่มอาร์เซนอล 8-2 ขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายความทรงจำที่แฟนผีอยากจะลืม อย่างเช่น เกมที่โดนเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญบุกมาถล่มคาถิ่น 1-6 
 
ส่วนในนามของทีมชาตินั้น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้สร้างความสุขให้กับทีม “สิงโตคำราม” หลายครั้ง เช่น ฟรีคิกของเดวิด เบ็คแฮมที่พาอังกฤษผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกปี 2002, รอบรองยูโร 1996 หรือจะเป็นโอลิมปิคเมื่อครั้งที่แล้ว เช่นเดียวกับเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่หลายทีมพากันมาลงเตะที่นี่ พร้อมกับรอยยิ้มและคราบน้ำตาของแฟนบอลจากทั่วประเทศ
 
สนามเหย้าของ “ปีศาจแดง” ผ่านเกมบิ๊กแมตช์มามากมายนับไม่ถ้วน พวกเขาใช้มันลงเล่นเกมแล้วเกมเล่า อย่างเอฟเอ คัพในปี 1958 ที่ทัพ “ยูไนเต็ด” ต้องลงเล่นกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ หลังโศกนาฏกรรมที่มิวนิคเพียง 13 วัน(แมนฯยูถล่ม 3-0 ด้วยผู้เล่นจากทีมสำรองและเยาวชนทั้งหมด) หรือจะเป็นเกมยุโรปครั้งแรกที่พวกเขาเปิดบ้านพบกับยอดทีมของโลกอย่าง เรอัล มาดริดในปี 1957 (เสมอ 2-2) และแน่นอนว่า เกมชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกเมื่อปี 2003 ที่ เอซี มิลาน ชนะจุดโทษ ยูเวนตุส…

The Sir Alex Ferguson Stand

สร้างมาเพื่อเล่นทุกกีฬา..

ในเมืองแมนเชสเตอร์ ทุกคนรักกีฬาที่สุด มีหลายๆกีฬาที่มาขอใช้ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นสนามแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น เบสบอล, รักบี้, หรือ ชินตี้(เป็นกีฬาอะไร ลองเปิดกูเกิ้ลดู!) โดยสถิติผู้ชมสูงสุดของสนามแห่งนี้ คือ เกมเอฟเอ คัพรอบรองชนะเลิศ ปี 1939 ที่ กริมสบี้ พบ วูลฟ์แฮมป์ตัน โดยมีแฟนเข้าไปชมถึง 76,962 คน(เมื่อก่อนมีที่ยืนในสนาม) และ ปัจจุบัน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สามารถจุผู้ชมได้ถึง 75,635 คน โดยถือเป็นสังเวียนแข้งของสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ
 
“โรงละครแห่งความฝัน” ต้องถูกปิดตัวชั่วคราบเกือบ 10 ปี และ “ปีศาจแดง” ต้องไปขอยืมสนาม เมน โร้ด ของคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง “เรือใบสีฟ้า” (1941-1949) เพราะ ช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดนกองทัพอากาศของเยอรมัน ทิ้งระเบิดใส่สนาม
 
หลังสงครามสิ้นสุด สงครามรัฐบาลอังกฤษ ได้มอบเงินให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำนวน 22,278 ปอนด์ เพื่อบูรณะสนามขึ้นใหม่

United's old Bank Street ground: Not the nicest

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของสังเวียนแข้งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองผู้ดี เมื่อครั้งที่สมัยยอดทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังใช้ชื่อเดิมว่า "นิวตัน ฮีธ" พวกเขายังเป็นเพียงสโมสรฟุตบอลเล็กๆ ทีมหนึ่ง ซึ่งได้เข้าร่วมแข่งขัน ฟุตบอลลีกในปี 1892 และมีสนามเหย้าที่เข้าขั้นแย่ที่สุดอย่าง "นอร์ท โร้ด" ในมอนซอลล์ ซึ่งสนามมีสภาพราวกับปลักโคลน และห้องแต่งตัวก็อยู่ห่างไกลออกไปกว่าครึ่งไมล์ที่ผับ ทรีคราวน์ส พวกเขาจึงตัดสินใจย้ายไปที่สนามใหม่ชื่อ "แบงค์ สตรีท" นั้น แต่ทั้งสองสนามก็มีสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก และก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันว่าพื้นสนามนั้นย่ำแย่มากเช่นเดิม ด้วยเหตุนี้ ประธานสโมสร จอห์น เดวี่ส์ จึงได้ตัดสินใจย้ายห่างจากตัวเมืองไปอีก 5-6 ไมล์ ที่นั่นคือ "แทร็ฟฟอร์ด พาร์ค" ย่านชานเมือง แมนเชสเตอร์ พร้อมกับตั้งใจว่าจะสร้างสังเวียนแข่งใหม่ขึ้นที่นี่ โดยสนามแห่งนี้ถูกออกแบบโดย อาร์ชิบัลด์ ลีทช์ สถาปนิกชื่อดังที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสนามดังๆทั่วอังกฤษ อาทิ แอนฟิลด์, ไวท์ ฮาร์ท เลน, ฮิลล์โบโร่ และอีกมากมาย และ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 1909

เกมเปิดตัว โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นการแข่งขันระหว่าง แมนฯยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล น่าเสียดายที่เจ้าถิ่นพ่ายไป 3-4 อย่างไรก็ตาม สนามแห่งนี้ถูกเอาไปเขียนตีแผ่ในหนังสือพิมพ์ว่า “นี่คือ สนามฟุตบอลที่หล่อที่สุด พิเศษที่สุด และ ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ชาวแมนเชสเตอร์ทุกคนต้องภูมิใจที่พวกเขาได้เป็นเจ้าของมัน”
 
นอกจากนี้ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังมีโอกาสต้อนรับเกมรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในปี 1911 และอีกครั้งในปี 1915 ส่วนในนามทีมชาตินั้น “โรงละครแห่งความฝัน” ได้รับเกียรติให้จัดเกมทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในปี 1926 และผลที่ออกมา คือ “สิงโตคำราม” พ่ายแพ้ต่อคู่แค้นอย่าง สก็อตแลนด์ 0-1

Charlton, Best and Law still cast a shadow

จากวันนั้น จนวันนี้ และวันหน้า..

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จะมาได้ไกลถึงเพียงนี้ สถานที่แห่งนี้ผ่านเหตุการณ์มากมายในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ที่บรรยายกี่หน้าก็ไม่มีวันหมด 

Old Trafford in 1966: expanding and modernising

ชื่ออัฒจรรย์ในแต่ละฝั่งก็แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จากที่เคยเรียกชื่อง่ายๆว่า นอร์ท อีสต์ เซาท์ เวสต์ ก็มีทั้งชื่อ สเตรตฟอร์ด เอนด์, สกอร์บอร์ด เอนด์ หรือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แสตนด์ เข้ามา
 
นอกจากนี้ สนามแห่งความภาคภูมิใจของชาวแมนคูเนียนยังมีการต่อเติมอัฒจรรย์มาครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเป้าหมายต่อไป คือ 90,000 ที่นั่ง..

Old Trafford in 2015: still reaching for the sky

แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร จะมีวีรบุรุษอีกกี่คนเกิดขึ้น จะต้องขยายสนามอีกครั้ง จะเปลี่ยนชื่ออัฒจรรย์อีกเท่าไร แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จะยังคงเป็นสังเวียนแข้งที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และเสียงตะโกน บุก บุก บุกเข้าไป! จะไม่เคยจางหายไปจาก “โรงละครแห่งความฝัน” อย่างแน่นอน…

#FFT100STADIUMS ซีรี่ย์ 100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก