11 ปีแห่งยุคเกลเซอร์: ความในใจของแฟนบอลและนักเตะกับผีแดง

นับตั้งแต่ตระกูลเกลเซอร์เข้ามาเทคโอเวอร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ถึง 9 รายการ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของปีศาจแดงด้วย แต่พวกเขาต้องสูญเสียอะไรบ้างเพื่อแลกกับสิ่งเหล่านี้? นักเตะ, แฟนบอล, และ กูรูในวงการลูกหนัง ร่วมประเมินผลงานตลอดระยะเวลา 11 ปีภายใต้การดูแลของเจ้าของทีมชาวอเมริกัน 

เรื่องราวของ มัลคอล์ม เกลเซอร์ กับสโมสรแมนฯยูนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งและอุปสรรคมากมาย นี่คือชายที่ต้องฝ่าฟันกับอะไรหลายๆอย่างกว่าจะได้เป็นเจ้าของ 1 ในสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก เขาคือเจ้าของทีมฟุตบอลมูลค่า 4.4 พันล้านดอลล่าร์ แต่กลับใส่กางเกงราคาเพียง 19.95 ดอลล่าร์ เขามีความสุขกับการใช้ชีวิตสมถะแบบนี้ เกลเซอร์ผู้พ่อเข้ามาเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้แบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เขาไม่เคยมีโอกาสมาเยือนสนาม “โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด”เลยด้วยซ้ำไปก่อนตัดสินใจซื้อทีม แต่เขาคือใครและทำอีท่าไหนถึงได้กลายมาเป็นเจ้าของสโมสรยักษ์ใหญ่แบบนี้ได้?

เกลเซอร์เกิดเมื่อปี 1928 ที่เมืองโรเชอร์เตอร์ รัฐนิวยอร์ก ประเทศอเมริกา เขาเป็นลูกของครอบครัวที่อพยพมาจากประเทศลิธัวเนีย เขาได้เข้าทำงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนนาฬิกาของคุณพ่อตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ ก่อนที่จะสานต่อกิจการและขยายธุรกิจจนใหญ่โตหลังจากพ่อของเขาเสียชีวิตลงตอนเขาอายุได้ 15 ปี ในยุค 50 เกลเซอร์ลาออกจากโรงเรียนแซมป์สันในเมืองโรเชสเตอร์หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นเขาตั้งเป้ากับตัวเองว่าต้องสร้างธุรกิจอะไรก็ได้ที่สามารถทำเงินให้เขาได้มากที่สุด เขามักจะพูดบ่อยๆว่า “มีแต่นักพนันเท่านั้นที่ตายแบบคนถังแตก” หมายความเขาจะไม่มีวันถังแตกเพราะตัวเขาไม่เสี่ยงทำเอาเงินไปทำอะไรโง่ๆแบบนั้นเด็ดขาด

Malcolm Glazer

เกลเซอร์คือนักธุรกิจคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเคยเป็นเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอลอย่าง แทมป้า เบย์ บัคคาเนียร์ส ก่อนที่จะซื้อกิจการของแมนฯ ยู

จากนั้นเกลเซอร์มุ่งทำธุรกิจเพชรพลอยที่เคยทำเป็นอาชีพเสริมแบบเต็มตัว เขาเริ่มทำกำไรจากธุรกิจนี้จึงตัดสินใจขยายลู่ทางของตัวเองโดยเริ่มทำธุรกิจที่ดินอีกอย่างหนึ่ง เขากว้านซื้อบ้านตากอากาศและรถบ้านในเมืองโรเชสเตอร์มาไว้ในครอบครอง นอกจากนี้เจ้าตัวยังสนใจธุรกิจอีกหลายอย่าง ทั้งเครื่องครัว, บรรจุภัณฑ์, อาหารกระป๋อง, โปรตีนจากอาหารทะเล, การกระจายเสียงทางวิทยุหรือโทรทัศน์, การแพทย์, อสังหาริมทรัพย์, การธนาคาร, ความปลอดภัยของรัฐบาล,หุ้น, ก๊าสธรรมชาติและน้ำมัน

กองหนี้มหาศาล

เกลเซอร์เริ่มเข้าสู่วงการกีฬาในปี 1995 เขาซื้อ เทมป้า เบย์ บัคคาเนียร์ส ทีมในศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ด้วยจำนวนเงินอันเป็นสถิติ 192 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งในตอนนี้ทีมของเขามีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลล่าร์ เนื่องจากภายใต้การบริหารของเกลเซอร์ ทีมแทมป้า เบย์ได้ทำการสร้างสนามใหม่และสร้างศูนย์ฝึกซ้อมด้วย ที่สำคัญที่สุดคือทีมของเกลเซอร์คว้าแชมป์ซูเปอร์โบว์ลได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2002  แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ได้เข้าทางเขาทั้งหมด แม้ว่าเขาเป็นคนปลุกปั้น เทมป้า เบย์ จากทีมธรรมดาๆจนกลายเป็น 1 ในทีมที่มีมูลค่าที่สุดในลีก โดย จอห์น โรมาโน นักข่าวของทีมเทมป้า เบย์เปิดเผยว่าเกลเซอร์นั้นมีชื่อเสียงจากความหัวแข็งของเขาและยังไม่ค่อยสนิทกับบรรดาสมาชิกในทีมด้วย “เขาเหมือนเป็นคนนอกที่ไม่เคยสนใจคนอื่นๆในทีมเลย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากพวกเราเช่นกัน”

การที่เขาเข้ามาเทคโอเวอร์ทีมแมนฯยูและมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายไม่ได้เป็นปัญหาเพียงอย่างเดียวของเขา ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้เวลาต่อสู้กับพี่น้องถึง 12 ปี เพื่อแย่งสิทธิ์จัดการมรดกของแม่ที่เสียชีวิตในปี 1980 อีกทั้งเขาเคยถูกข่มขู่ให้ลาออกหากไม่ยอมสร้างสนามใหม่โดยใช้เงินจากภาษีทั้งที่ซื้อกิจการของ เทมป้า เบย์ ได้ไม่ถึงสัปดาห์ “เกลเซอร์คือนักธุรกิจ ไม่ใช่มูลนิธิหรืออะไรพวกนั้น” โรมาโนกล่าว โดยสนามใหม่ที่สร้างขึ้นนั้น ใช้งบทั้งหมด 192 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งเงินทั้งหมดนั้นไม่ได้มาจากเงินของทีมหรือของเขาเลยแม้แต่เซนต์เดียว

ถ้าหากดูจากสิ่งที่เกลเซอร์ทำนั้นก็คงไม่ผิดที่จะตัดสินว่าเป้าหมายเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือ “กำไร” การที่เขายอมจ่ายเงิน 790 ล้านดาลล่าร์เพื่อซื้อแมนฯ ยูส่งผลให้สโมสรแห่งนี้กลายเป็น 1 ในสโมสรที่สร้างกำไรได้มากที่สุดในโลก แต่ทว่าก็ต้องแลกกับหนี้สินก้อนโตด้วย โดยทีมปีศาจแดงเพิ่งเซ็นสัญญากับแบรนด์ดังอย่างอดิดาส ทำให้มูลค่าในตลาดหุ้นของพวกเขาสูงถึง 3 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งมันเป็นผลตอบแทนสูงอย่างเหลือเชื่อหากเขายอมขายทีม

โจเอล เกลเซอร์ ลูกชายของมัลคอล์มที่ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรร่วมกับ อัฟราม พี่ชายของเขา กล่าวว่า พวกเขาเป็นแฟนกีฬาฟุตบอลมาตั้งนานแล้ว “ผมเคยมีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งจากลอนดอน จนถึงนตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นเพื่อนรักของผมอยู่ ทุกๆเช้าวันเสาร์ผมจะเห็นเขาอยู่กับวิทยุคู่ใจเสมอเพราะเขาชอบรายงานสดในแมทช์ที่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ลงแข่ง มันเป็นอะไรที่ติดตามมากๆ ยิ่งผมได้ฟังมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ผมอยากทำงานเกี่ยวกับฟุตบอลมากขึ้น” โจเอลกล่าวกับแมนฯ ยูทีวีหลังจากเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2005

เกลเซอร์ทำให้มรดกจากเฟอร์กูสันมีรอยด่างพร้อยหรือไม่?

ไม่ใช่- พีท โมลินิวซ์ เจ้าของตั๋วปีรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้เขียนเรื่อง “Ta Ra Fergie” ชูป้ายขึ้นในปี 1989

“ในตอนที่ จอห์น แม็คเนียร์ และ เจพี แม็คไมนัส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของทีม มีปัญหากับเฟอร์กูสันเรื่องการแย่งกันเป็นเจ้าของสิทธิ์ม้าแข่ง จนต้องมีการสู้คดีกัน และในท้ายที่สุดพวกเขาก็ยอมขายหุ้นให้กับเกลเซอร์และออกจากทีมไป ซึ่งมันช่วยให้เกลเซอร์เข้ามาเทคโอเวอร์แมนฯ ยูได้เร็วยิ่งขึ้น จนหลายๆ คนต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลต่อสโมสรอย่างมาก”

“เราไม่สามารถอยู่ในสถานการณ์ที่โค้ชใหญ่อย่างเฟอร์กูสันทะเลาะกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสโมสร ทั้งคู่ฟ้องร้องกันอยู่ในศาล มันเป็นเหตุการณ์ที่เสี่ยงมากๆต่อสโมสรแห่งนี้ เพราะอย่างน้อยๆมันก็ทำให้เฟอร์กูสันเสียสมาธิจากเรื่องในสนาม ยิ่งหากลองมองย้อนไปในตอนนั้นแล้วดูว่าโค้ชซื้อใครมาบ้าง เอริก เฌมบา-เฌมบา, เดวิด เบลลิยง, อลัน สมิธ, เลียม มิลเลอร์ และเคลแบร์สัน เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนไม่ประสบความสำเร็จกับแมนฯ ยูทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเฟอร์กูสันเกิดมาเพื่อเป็นโค้ชจริงๆ แม้ว่าเขาต้องต่อสู้ทางกฏหมายกับผู้ที่มีเงินหลายร้อยล้านปอนด์ แต่เมื่อเขากลับมาบัญชาเกมในสนาม เขาสามารถกู้สถานการณ์ของทีมได้เหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด”

Sir Alex Ferguson, Glazers

เฟอร์กูสันไม่เคยต่อว่าตระกูเกลเซอร์เลย ส่วนใหญ่มีแต่ความหงุดหงิดจากแฟนบอลทั้งนั้น

“ผมว่ามันเหมือนกับเฟอร์กูสันช่วยเกลเซอร์มากกว่าที่เกลเซอร์จะช่วยเฟอร์กูสันนะ เพราะหลังจากที่เฟอร์กี้เคลียร์ปัญหาของเขาหมดแล้วกลับมาทุ่มเทกับฟุตบอลอีกครั้ง เขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ในปี 2007 ซึ่งช่วยให้กลุ่มแฟนบอลที่ไม่ชอบเกลเซอร์ลดการต่อต้านลงบ้าง ผมไม่คิดว่าแม็คเนียร์กับแม็คมานัสจะสามารถทำได้ดีกว่าเกลเซอร์เลย แม้ว่าพวกเขาก็อาจจะจัดการเรื่องการประชาสัมพันธ์ได้ดีกว่านี้ก็ตาม”

“ผมไม่ได้ผิดหวังหรือเชื่อว่าเฟอร์กูสันจะยอมขายวิญญาณเพื่อเงิน แต่คำถามของผมคือคนที่ประสบความสำเร็จมากมายอย่างเขาสามารถแก้ปัญหายากๆของตัวเองได้อย่างไรโดยที่เขาทำเพื่อคนอื่นอยู่ด้วย สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้กับแมนฯ ยูก็ถือความสำเร็จและถ้วยรางวัล, สไตล์การเล่นของทีมที่อยู่จนถึงทุกวันนี้, เป็นขาประจำลุ้นแชมป์ลีก, คว้าถ้วยใหญ่สุดของยุโรป และพยายามเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก แม้ว่าช่วงเวลาของเขาในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดจะมีตำหนิเล็กน้อย แต่นั่นก็คือสิ่งที่คุ้มค่าที่จะแลกกับช่วงเวลา 25 ปีอันสุดยอดที่คงไม่มีแฟนบอลคนไหนที่ไม่มีความสุข”

Sir Alex Lifts Trophy, Manchester United 2 - 1 Swansea - 2013

เฟอร์กูสันชูถ้วยพรีเมียร์ลีกสมัยที่ 13 อันเป็นสมัยสุดท้ายของเขา

ใช่" - โคลิน เฮนดรี้ รองประธานกลุ่มแฟนบอลอิสระของแมนฯ ยูกล่าว

“เรื่องราวกับแม็คเนียร์และแม็คมานัสคงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เฟอร์กูสันมีความสุขที่ได้รับการสนับสนุนจากแฟนๆ อย่างชัดเจน เพราะในตอนนั้นทุกๆ คนอยู่ฝ่ายเฟอร์กูสัน มีคนทำเสื้อที่มีข้อความว่า “ออกไปแม็คเนียร์” รวมถึงแฟนบอลก็เอาแต่ตะโกนชื่อของเขาเพื่อเป็นการสนับสนุนเฟอร์กูสัน เรียกได้ว่าคงไม่มีใครสงสัยว่าการต่อสู้ของเฟอร์กูสันครั้งนี้ได้พลังสนับสนุนมาจากไหน”

“ในขณะเดียวกันก็มีแฟนบอลรวมตัวกันประท้วงที่สนามแข่งม้าเฮเรฟอร์ดซึ่งเป็นที่ๆ จอห์น แม็คเนียร์ ส่งม้าของเขาลงแข่งด้วย และมีการนัดประท้วงอีกครั้งที่งานแข่งม้า วันเชลเทนแฮม โกลด์ คัพ เรื่องนี้ทำให้แม็คเนียร์กังวลอย่างมากเพราะการประท้วงแบบนี้ส่งผลต่อธุรกิจของเขาโดยตรง แฟนบอลรวมตัวกันประท้วงอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเฟอร์กูสันเป็นคนบอกให้แฟนบอลเลิกประท้วงเนื่องจากงานแข่งม้านี้มันยิ่งใหญ่พอๆกับนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพเลยทีเดียว หลังจากนั้นเขาก็ตกลงกับแม็คเนียร์ได้โดยเเม็คเนียร์ต้องจ่ายเงินให้กับเฟอร์กูสันจำนวน 2.5 ล้านปอนด์ และทุกอย่างก็จบลง ในความคิดของผม ผมคิดว่ามันเหมือนเฟอร์กูสันหลอกใช้พวกเราเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง เขาต้องการม้าตัวนั้นและใช้กระแสจากพวกเรากดดันสังคม ทำให้นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้รับพลังสนับสนุนจากพวกเราโดยที่ไม่ถูกตั้งคำถามเลย”

“ผลสุดท้ายคือเฟอร์กูสันได้รับสัญญาคุมทีมแบบไม่มีวันหมดอายุ แปลว่าหากเขาตัดสินใจลาออก แมนฯ ยูก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนโตให้กับเขา อีกทั้งยังมีข่าวลือหนาหูออกมาว่า บทบาทของเขาในการซื้อขายนักเตะถูกลดลงมาเหลือเพียงแค่ว่า “เขาต้องการใคร” เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริง มันคงน่าเศร้าสำหรับเฟอร์กูสันพอสมควรที่ครั้งหนึ่งเขาสามารถตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตัวเองทั้งหมด”

“ผมรู้สึกผิดหวังหรือไม่นะเหรอ แน่นอนว่าผมรู้สึกเพราะเฟอร์กูสันเคยขอให้เราช่วยสนับสนุนเขาในการต่อสู้กับเกลเซอร์ที่จะเทคโอเวอร์สโมสร แต่สำหรับในตอนนี้ เท่าที่ผมรู้ ดูเหมือนเขาเลือกที่จะสนับสนุนคนพวกนั้นซะอย่างงั้น”

“ทั้งหมดทั้งมวลของเรื่องนี้ ผมคิดว่าทั้งการเข้ามาของเกลเซอร์ และวิธีที่เฟอร์กูสันจัดการกับปัญหาเหล่านี้ มันทำให้ชื่อเสียงของเขาในถิ่นโอลด์แทร็ฟฟอร์ดมีรอยด่างพร้อยอย่างแน่นอน”

การเข้ามาเทคโอเวอร์ : ผู้เล่นในทีมว่ายังไงกันบ้าง

“ผมไม่ได้อยากจะไปป่าวประกาศให้ใครๆ ฟัง ผมมองไปรอบๆ สนามในนัดชิงชนะเลิศลีกคัพ ปี 2010 ที่สนามเวมบลีย์ ผมเห็นแฟนๆ ราว 30,000-40,000 คนในสนาม มันเต็มไปโดยผ้าพันคอสีเขียวและทองที่แสดงถึงการต่อต้านเกลเซอร์ ทำให้ในวันนั้นมันเป็นเหมือนเกมระหว่างแอสตัน วิลล่ากับนอริชเลย โดยในตอนแรกที่เกลเซอร์เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร ผมคิดกับตัวเองว่าท่าทางแฟนบอลของเราคงจะไม่ถูกใจเท่าไหร่นัก พวกผู้เล่นเองก็พูดๆ กันอย่างลับๆ ไม่มีใครที่ออกจากพูดต่อหน้าสาธารณะชนหรอก เพราะหากทำเช่นนั้น คงไม่มีใครยอมรับได้อย่างแน่นอน” อดีตผู้เล่นคนหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามกล่าวถึงเกลเซอร์

“ผ้าพันคอสีเขียวและทองเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2010 แล้ว ผมเห็นมันครั้งแรกตอนที่กำลังแจกลายเซ็นอยู่ ผมคิดกับตัวเองอีกว่า ‘ทำไมแฟนบอลนอริชถึงมาขอลายเซ็นของผมที่นี่’ ผมรู้ว่าแฟนบอลใช้สีนี้ตอนอยู่ในสนาม แต่ในตอนแรกมันยังไม่ได้เด่นขนาดนี้ หลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน จำนวนของมันก็มากขึ้นเรื่อยๆ เดวิด เบ็คแฮม เองก็ถ่ายรูปคู่กับผ้าพันคอแบบนี้ในเกมที่เขาพบกับมิลาน ซึ่งส่งผลให้แฟนบอลบางคนมองว่าเขาเองก็ต่อต้านเกลเซอร์เช่นกันแต่สำหรับผมเอง ผมคิดว่าแค่มีใครสักคนโยนผ้าผืนนั้นลงไปให้เขา เขาก็เลยนำมาคล้องเขาเท่านั้นเอง ยิ่งในตอนนั้นเขาเป็นนักเตะของมิลานแล้ว ทำให้เขาอาจจะไม่รู้ว่าเลยว่าแมนฯ ยูกำลังจะมีการต่อต้านเกลเซอร์กันอยู่

“ผมเคารพสิทธิ์ในการประท้วงของพวกเขานะ มันเป็นเรื่องยากที่ผู้เล่นเองจะออกมาพูดในช่วงที่ถูกเทคโอเวอร์ พวกเราไม่ได้ถูกส่งเสริมให้ทำแบบนั้น บางคนแทบไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ หรือบางคนก็ไม่รู้เรื่องใดๆ เลย”

“พวกเราได้รับการยืนยันว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เรารู้ว่ามีแฟนบอลจำนวนมากต่อต้านเรื่องนี้ แต่แน่นอนว่าคงไม่มีอยากจะออกมาตำหนิหัวหน้าของตัวเอง พวกเราต่างมีสมาธิอยู่กับเกมในสนาม ไม่ใช่เรื่องเงิน บางคนก็มาจากประเทศที่ฟุตบอลไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่นี่ พวกเขาคิดว่าแมนฯ ยูคือสโมสรที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยเล่นให้ ซึ่งความจริงแล้วมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ”

“ผู้จัดการทีมบอกเราว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยซึ่งเพียงแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับพวกเราแล้ว เขาบอกกับผมว่า เขา และ เดวิด กิลล์ จะยังอยู่กับสโมสรต่อไปและจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้น พวกเราให้ความเชื่อใจและความเคารพกับชาย 2 คนนี้มาก เนื่องจากกิลล์เป็นคนที่มีความแข็งแกร่ง ผมคิดว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวที่กล้ายืนอยู่ต่อหน้าเฟอร์กูสันแล้วบอกว่านายเป็นคนผิดซึ่งไม่แน่ว่าเฟอร์กูสันอาจจะชอบแบบนั้นก็ได้”

“เราอาจจะเห็นผู้จัดการทีมโดนตำหนิบ้างในช่วงที่ถูกเทคโอเวอร์ โดยเฉพาะจากสื่อต่างๆ และแฟนบอลของเราเอง เช่นเดียวกับ เดวิด กิลล์ ที่โดนคนเหล่านี้บุกไปหาเขาถึงบ้านเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ไม่ตอบโต้อะไรเพราะต้องการให้สโมสรดำเนินไปตามปกติ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จากในมุมองของผมที่เป็นนักเตะ ผมคิดว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผมคิดว่าเฟอร์กูสันยอมทำเรื่องแบบนั้นเพราะต้องการที่จะปกป้องพวกเรา รวมถึงสตาฟฟ์โค้ชของเราด้วย”

“สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับพวกเราก็คือ เราเริ่มมีงานโฆษณามากขึ้นหลังจากการฝึกซ้อม มันเริ่มต้นจากผู้เล่น 2-3 คนต้องทำอะไรบางอย่างอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง จนตอนนี้เราแทบจะต้องทำมันทุกวันเลย”

“มีหนังสือเกี่ยวกับฟุตบอลมาให้พวกเราเซ็นจำนวนมาก พวกเขามักยืนรอเราอยู่เป็นแถวที่ทางเดิน แต่สำหรับการเซ็นบนลูกบอลที่ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังมูลนิธิต่างๆ มันดูเป็นงานที่ค่อนข้างน่าเบื่อจริงๆ ใช่มั้ยละ?”

“ผมไม่คิดว่านักฟุตบอลจะชอบงานอะไรแบบนี้ แต่พวกเขาจะทำอะไรได้? พวกเขาถูกจ้างด้วยจำนวนเงินจำนวนมาก และการทำแบบนี้ยังทำเงินให้กับพวกเขาอีกทางหากโฆษณาประสบความสำเร็จ ส่งผลให้เกลเซอร์ยิ่งผลักดันการทำแบบนี้มากขึ้นไปอีก”

บทความชิ้นนี้เคยถูกตีพิมพ์อยู่นิตยสารในโฟร์โฟร์ทูฉบับเดือนพฤษภาคม 2015