125 ปีแห่งประวัติศาสตร์! ย้อนรอย 7 จุดโทษเปลี่ยนเกมลูกหนังตลอดกาล

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันเกิดปีที่ 125 ของการกำเนิดลูกจุดโทษ FFT จึงจัด 7 จุดโทษที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ลูกหนัง มาให้แฟนๆชาวไทยได้รู้จักกันมากขึ้น… 

วันที่ 2 กรกฎาคม 1891 คือ วันที่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

โดยวันนั้นคือวันที่ 4 สมาคมฟุตบอลทั่วเกาะราชอาณาจักรจัดประชุมขึ้นที่ กลาสโกว์ พร้อมกับคิดกฎการยิงจุดโทษขึ้นมา

“ถ้าผู้เล่นตั้งใจที่จะหยุดผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม หรือแสดงเจตนาใช้มือเล่นฟุตบอลในกรอบ 12 หลาหน้าปากประตูตัวเอง ผู้ตัดสินสามารถเป่านกหวีดและให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์เตะลูกโทษได้” ข้อความคร่าวๆในการแถลงการณ์เป็นเขียนไว้ประมาณนี้

และนั่นคือ การก่อกำเนิดของลูกจุดโทษที่เราเห็นมาเป็นประจำเป็นเวลาเกือบ 125 ปีแล้ว…

ไม่ว่าจะในระหว่าง 90 นาที หรือ หลังจบ 120 นาทีไปแล้ว มีลูกโทษมากมายที่ส่งผลให้พงศาวดารลูกหนังเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล(โดยเฉพาะกับทีมชาติอังกฤษ ฮา) แชมป์โลกหลายทีมคว้าแชมป์จากการดวลเป้า แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกได้มากจากการตัดสินจากการยิงจุดโทษ

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันเกิดปีที่ 125 ของพวกเขา FFT จึงจัด 7 จุดโทษที่สร้างประวัติศาสตร์ มาให้แฟนๆชาวไทยได้รู้จักกันมากขึ้น…

1. เจมส์ แมคลัคเกจ, รอยัล อัลเบิร์ต เอฟซี (vs แอร์ดริออนเนี่ยน เอฟซี); 6 กรกฎาคม 1891

นี่คือจุดโทษลูกแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับ เจมส์ แมคลัคเกจ ที่ได้จารึกชื่อว่า ยิงลูกจุดโทษเข้าประตูคนแรกในพงศาวดารฟุตบอล โดยเขาใช้เวลาเพียง 4 วัน หลังจากกฎถูกประกาศออกไป

โดยเกมดังกล่าวเป็นเกม แอร์ดริ แชริตี้ คัพ ระหว่าง แอร์ดริออนเนี่ยน เอฟซี กับ รอยัล อัลเบิร์ต เอฟซี ซึ่งเมื่อมีการฟาล์วเกิดขึ้น และผู้ตัดสินเป่านกหวีดให้จุดโทษ ผู้เล่นทั้ง 22 คนในสนามยังงงด้วยซ้ำว่า “พระเจ้าจอร์จ เจ้าสิ่งนี้ มันคืออะไรกันเนี่ย” (ฮา)

2. โธมัส โรว์แลนด์สัน, โครินเธียน เอฟซี (vs ไม่สามาระบุได้); 1907

อย่าสับสันกับ โครินเธียนส์ ทีมดังในบราซิล เพราะนี่คือ โครินเธียน เอฟซี คือ ทีมที่ปัจจุบันที่อยู่ในลีกอันดับ 8 ถัดจากพรีเมียร์ลีก และเปลี่ยนชื่อมาเป็น “โครินเธียน-แคชวลส์ เอฟซี” แล้ว

และที่ต้องบอกก็คือชื่อของพวกเขา เป็นแรงบันดาลใจให้ โครินเธียนส์ ในการใช้ชื่อสโมสรว่า “โครินเธียนส์ เปาลิสต้า” ในเวลาต่อมา ทั้งยังทำให้ เรอัล มาดริด (ทีมที่เรารู้จักกันดีเนี่ยแหละ) ใช้เสื้อสีขาวเป็นสีประจำสโมสร ดั่งเช่นพวกเขา

ส่วนเรื่องตำนานจุดโทษนั้น  เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่ โครินเธียน เอฟซี ไปทัวร์แอฟริกาใต้ในปี 1907 และผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษแก่พวกเขา อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นโครินเธียน บอกว่า นั่นไม่ใช่การฟาล์ว และพร้อมจะยอมยิงจุดโทษออกข้างหรือแตะคืนๆเบาให้นายทวารคู่แข่ง

ทว่า ที่น่าเหลือเชื่อคือผู้รักษาประตูนาม โธมัส โรว์แลนด์สัน เดินออกไปข้างกรอบเขตโทษ พร้อมกับรอให้ผู้เล่น โครินเธียน ยิงประตูง่ายๆ

แฟร์เพลย์ มีอยู่จริงครับ…

3. อันโตนิน ปาเนนก้า, เชคโกสโลวาเกีย (vs เยอรมันตะวันตก); 20 มิถุนายน 1976

Penalty Panenka EK 1976 Πανένκα โดย axristone

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 1976 โดยตอนนั้น เชคโกสโลวาเกีย ยังเสมอกับ “แชมป์เก่า” เยอรมันตะวันตก หลังจบ 120 นาที ทำให้ต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ

4 คนแรกของ เช็ก(ในเวลาต่อมา) ยิงเข้าทั้งหมด ขณะที่คนที่ 4 ของ “อินทรีเหล็ก” ซัดพลาด ทำให้หาก อันโตนิน ปาเนนก้า ซึ่งเป็นคนสุดท้ายของ เช็ก ยิงผ่านมือ เซปป์ ไมเออร์ ได้ พวกเขาก็จะเป็นแชมป์ทันที

ถึงตรงนี้ คุ้นๆกันไหมครับกับคำว่า “จุดโทษแบบปาเนนก้า” ?

ใช่ครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการยิงลูกโทษฉบับ ปาเนนก้า เมื่อ ตำนานชาวเช็ค ชิพบอลอย่างเยือกเย็นเข้ากลางประตู ทั้งๆที่เป็นช่วงบีบหัวใจคนทั้งโลก พร้อมกับช่วยให้ทีมพิชิต “แชมป์เก่า” ได้ ซึ่งนั่นคือครั้งแรกที่โลกได้รู้จักการยิงจุดโทษในลักษณะนี้

และตลอด 40 ปีนับจากวันนั้น มี ดาวเตะชื่อดังจำนวนมากที่เลียนแบบการยิงจุดโทษแบบนี้ ทั้ง ซีเนอดีน ซีดาน ที่ยิงจุดโทษชิพๆ แบบเหนือชั้นในฟุตบอลโลกปี 2006 รอบชิงชนะเลิศ, ฟรานเชสโก ต็อตติ ที่ซัดผ่านเอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ หรือ อันเดรีย ปิร์โล ที่ชิพผ่าน โจ ฮาร์ท จนช่วยให้ อิตาลี ผ่าน อังกฤษ ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลยูโร ครั้งที่แล้ว

และแน่นอนว่า มันจะเป็นนี้ต่อไปเรื่อยๆ…

4. บรูซ กร็อบเบลาร์, ลิเวอร์พูล (vs โรม่า); 30 พฤษภาคม 1984

หลายคนยังจำเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง เอซี มิลาน กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2005 ได้ดี โดยเฉพาะในช่วงดวลจุดโทษชี้ขาดที่ เจอร์ซี่ ดูเด็ค ใช้ท่า “สปาร์เก็ตตี้ เลคส์” อันลือลั่น

ทว่า อดีตนายทวาร “หงส์แดง” ไม่ใช่คนแรกที่ใช้วิธีการทำท่าสั่นขาเหมือนสปาเก็ตตี้ เพราะรุ่นพี่ของเขาอย่าง บรูซ กร็อบเบลาร์ เคยทำเช่นนั้นมาก่อน

เรื่องเกิดขึ้นในปี 1984 ในฟุตบอลรายการ ยูโรเปี้ยน คัพ ระหว่าง ลิเวอร์พูล และ โรม่า โดยหลังจบ 120 นาที ทั้งสองเสมอกัน 1-1 จนทำให้ต้องตัดสินที่การวัดใจในระยะ 12 หลาสุดท้าย

โดยตอนนั้น ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ ขึ้นนำอยู่ และหากคนสุดท้ายของ โรม่า อย่าง ฟรานเชสโก้ การ์ซิอานี่ ยิงพลาด ลิเวอร์พูล จะเป็นแชมป์ทันที ซึ่งทันทีที่ การ์ซิอานี่ เดินเข้ามา กร็อบเบลาร์ ก็ทำท่าทางทางแข้งขาหมดแรงและเคลื่อนไหวดั่งเส้นสปาเก็ตตี้ จนทำให้ อดีตกองหน้า “หมาป่าแห่งกรุงโรม” ยิงข้ามคานออกไป พร้อมกับทำให้ “หงส์แดง” ได้แชมป์ยุโรปเป็นครั้งที่ 4

5. คริส วอดเดิ้ล, อังกฤษ (vs เยอรมัน); 4 มิถุนายน 1990

ลูกจุดโทษในความทรงจำของคนอังกฤษมีอยู่เพียงไม่กี่ลูก ไม่ว่าจะเป็น สจ๊วต เพียร์ซ ใน ยูโร 1996 หรือการล้างแค้นของ เดวิด เบ็คแฮม กับ อาร์เจนติน่า ในปี 2002 แต่หากพูดถึง ความผิดหวังแล้วละก็ “สิงโตคำราม” มีเพียบ

และมันเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่เราจะเลือกต้องเลือกจุดโทษที่นักเตะทีมชาติอังกฤษพลาดไป(หลายคน เยอะไปหมด แทบทุกทัวร์นาเมนต์ ฮา) ว่า ลูกไหนแย่ที่สุดในพงศาวดารเมืองผู้ดี

แต่เราต้องตัดสินใจ และ คริส วอดเดิ้ล คือคนนั้น

เหตุผลส่วนใหญ่ก็เนื่องด้วยความสำคัญของการแข่งขัน เพราะหากสุดท้าย อังกฤษ ชนะ พวกเขาจะได้เข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปีทีเดียว และหากวันนั้น วอดเดิ้ล ไม่พลาด ไม่แน่เหมือนกันว่า ประวัติศาสตร์ลูกหนังดินแดนต้นกำเนิดฟุตบอล อาจจะสวยงามกว่านี้ก็เป็นได้

6. ริค คอปเปนส์ และ อันเดร พิเตอร์ส, เบลเยี่ยม (vs ไอซ์แลนด์); 5 มิถุนายน 1957

นี่คือการดวลจุดโทษ 2 จังหวะที่ทำให้โลกฮือฮาได้เป็นครั้งแรก โดย ริค คอปเปนส์ และ อันเดร พิเตอร์ส เป็นคู่แรกที่ใช้ทริคนี้ ก่อนที่อีก 24 ปีต่อมา โยฮัน ครัฟฟ์ และ เจสเปอร์ โอลเซ่น จะใช้เทคนิคเดียวกันในเกมที่ อาแจ็กซ์ฯ พบกับ เฮลมอนด์ สปอร์ต ในปี 1982

แต่ว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่การยิงเช่นนี้จะประสบความสำเร็จ เพราะจากคลิปวิดีโอด้านบน จะเห็นว่าขนาดยอดนักเตะอย่าง โรแบร์ ปิแรส และ เธียร์รี อองรี ยังเคยทำพลาดเช่นนั้นมาแล้ว(ฮา)

7. โรแบร์โต้ บาจโจ้, อิตาลี (vs บราซิล); 17 กรกฎาคม 1994

“เทพบุตรเปียทองคำ” พลาดจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1994 จนทำให้ อิตาลี พลาดแชมป์โลก ซึ่งภาพยืนคอตกของ บาจโจ้ ถือเป็นช็อตคลาสสิคตลอดกาลอีกหนึ่งฉากของโลกลูกหนัง

และที่เจ็บปวด คือ อดีตหมายเลข 10 ตลอดกาล ยังพลาดรางวัลส่วนตัวทั้งหมดในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็น นักเตะยอดเยี่ยมประจำฟุตบอลโลก(ได้เพียงอันดับ 2), รองเท้าทองคำ(ได้เพียงรองดาวซัลโว), บัลลังดอร์(ได้ที่ 2 เท่านั้น) และ นักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่า(อันดับ 3)

เรียกได้ว่า จังหวะเดียวในชีวิตที่เปลี่ยนชีวิตของตำนานนักฟุตบอลคนหนึ่งไปตลอดกาลจริงๆ