Analysis

13 ที่สุดแห่งกองหน้ายอดเยี่ยมของโลก

นี่ คือ 13 กองหน้าที่ดีที่สุดของโลก... พวกเขาเหมาะสมหรือไม่? ติดตามได้ที่นี่ 

We are part of The Trust Project What is it?

13. เอเด็น อาซาร์

แน่นอนว่าเขาน่าจะอยู่ในอันดับที่ดีกว่านี้เยอะหากทีมของเขาไม่ออกสตาร์ทฤดูกาล 2015/16 แบบสุดบู่เสียก่อน ซึ่งถือว่าต่างกันอย่างลิบลับกับเมื่อ 6 เดือนก่อนที่อาซาร์แทบจะพา “สิงโตน้ำเงินคราม” เป็นแชมป์ด้วยตัวคนเดียวจากการเป็นคนทำประตูชัยในเกมที่ชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และคริสตัล พาเลซ ทำให้เจ้าตัวยิงได้ทั้งสิ้น 14 ประตูในลีก และไม่มีนักเตะคนไหนใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่เลี้ยงบอลมากกว่าเขา (179) ในซีซั่น 2014/15 อีกทั้งยังสร้างสรรค์โอกาสจากการเล่นโอเพ่นเพลย์มากสุดด้วย (99) ทำให้หลายๆคนซึ่งรวมถึงทีมงานโฟร์โฟร์ทูด้วยสงสัยว่าดาวเตะวัย 24 ปีจะสามารถยกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นไปเทียบชั้นกับ ลิโอเนล เมสซี และ คริสเตียโน โรนัลโด้ ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามตอนนี้แม้แต่เจ้าตัวก็ยอมรับว่าพลังของตัวเองได้ถดถอยลงไปแล้ว “เมื่อคุณเล่นดีใครๆก็แตะต้องคุณไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ในฤดูกาลนี้”

12. เควิน เดอ บรอยน์

โชเซ มูรินโญ อาจจะมานึกเสียใจที่พูดคุยกับเดอ บรอยน์ แค่ 2 หนระหว่างที่แข้งทีมชาติเบลเยียมยังอยู่กับเชลซี แต่สำหรับตัวเดอ บรอยน์ ซึ่งเป็นแข้งหน้าใหม่อันดับสูงสุดในโผ 100 ยอดนักเตะประจำปีของโฟร์โฟร์ทูนั้นอาจจะรู้สึกขอบคุณกุนซือโปรตุกีสที่เมินเฉยตน โดยนับตั้งแต่เขาอำลาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปอยู่กับโวล์ฟสบวร์กท่ามกลางบรรยากาศเมฆครึ้มของเดือนมกราคม ปี 2014 แต่ละสิ่งดูจะดีขึ้นสำหรับแข้งวัย 24 ปี ผู้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่บุนเดสลีกาฤดูกาลที่แล้ว และยังฉายแสงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ย้ายมาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร 55 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา (มากกว่าตอนที่เชลซีปล่อยตัวเขาไปถึง 37 ล้านปอนด์) และเดอ บรอยน์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงจากการเล่นทุกตำแหน่งของแนวรุกตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา ส่งให้โวล์ฟสบวร์กเป็นรองแชมป์ลีกเยอรมันเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยผลงาน 10 ประตู กับอีก 20 แอสซิสต์ และต่อมาเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมแบบเดียวกันที่อังกฤษในฐานะตัวรุกที่ความสามารถหลากหลายที่สุดของซิตี้

11. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

นี่เป็นปีทองของดาวยิงชาวสวีดิชเลยก็ว่าได้ เขาทำสถิติเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลคนใหม่ของเปแอสเช หลังเหมายิง 2 ประตู ในเกมดวลทีมคู่ปรับอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ในฤดูกาลนี้ อิบรากลับมาทำผลงานได้อย่างท็อปฟอร์มอีกครั้งทั้งที่อายุปาเข้าไป 34 ปีแล้ว จากผลงาน 21 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ในเกมลีกเอิงและศึกแชมเปียนส์ลีกในปี 2015
 
อิบราฮิโมวิชผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสวีเดนเป็นสมัยที่ 10 พร้อมนำบ้านเกิดตีตั๋วทะลุสู่รอบสุดท้ายของศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสในปีหน้า โดยเขาเหมายิง 3 ประตู ในเกมรอบเพลย์ออฟจนทีมผ่านด่านเดนมาร์กได้สำเร็จ 

10. อเล็กซิส ซานเชซ

ปีกชาวชิลีกลับมาเล่นฟุตบอลอย่างมีความสุขอีกครั้ง หลังตัดสินใจหนีม้านั่งสำรองของบาร์เซโลนาย้ายมาค้าแข้งกับอาร์เซนอลในฤดูกาลก่อน เขาทำผลงานได้อย่างสุดยอดทันทีในปีแรกกับสโมสร ความสามารถเฉพาะตัว, พละกำลัง และ ความมุ่งมั่นเกินร้อย สิ่งเหล่าทำให้เขาเอาตัวรอดในลีกสุดหินอย่างพรีเมียร์ลีกแบบไม่ยากเย็น
 
แนวรุกวัย 26 กะรัต ทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เขานำไอ้ปืนใหญ่ป้องกันแชมป์เอฟเอคัพได้สำเร็จ และยังพาบ้านเกิดสร้างประวัติศาสตร์ซิวแชมป์โคปา อเมริกา สมัยแรกอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาอีกด้วย แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้ของ อาร์แซน เวนเกอร์ คือ เขาควรพักอเล็กซิสที่กรำศึกหนักมาอย่างต่อเนื่องบ้าง เพื่อช่วยให้หนึ่งในแข้งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลกกลับมาวาดลวดลายพร้อมความสดอีกครั้ง

9. อาร์เยน ร็อบเบน

เมื่อดูจากหลายๆแง่แล้ว สตาร์บาเยิร์น มิวนิค รายนี้แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่ทะลุขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของโกรนิงเก้นในช่วงเริ่มสหัสวรรษใหม่ แต่ด้วยเครื่องหมายการค้าของร็อบเบนที่มีส่วนผสมระหว่างสปีด, การสัมผัสบอลอันยอดเยี่ยม และการเลี้ยงบอลอันทรงพลังนี้เองที่ทำให้เขาเป็นยังเป็นตัวอันตรายและเป็นหนึ่งในปีกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกแม้ใกล้จะอายุ 32 ปีแล้วก็ตาม

8. เซร์คิโอ อเกวโร

หัวหอกระดับท็อปที่ถูกถกเถียงว่าคือศูนย์หน้าที่คมที่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อมีโอกาส เขาจะไม่ปล่อยให้มันเสียเปล่าอยู่เสมอ ยอดแข้งชาวอาร์เจนไตน์ยิงประตูที่ 26 ของตัวเองในพรีเมียร์ลีกซีซั่นที่แล้วพร้อมกับคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดเหนือนักเตะอย่าง ดีเอโก้ คอสต้า, แฮร์รี เคน และ อเล็กซิส ซานเชซ โดยผลงาน 9 ประตูจาก 7 นัดสุดท้ายในลีก ปัจจุบันกดไปแล้ว 7 ประตู จาก 11 นัดในซีซั่นนี้

7. แกเร็ธ เบล

ปี 2015 แกเร็ธ เบล อาจทำผลงานให้กับเรอัล มาดริดได้ไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับที่ทำไว้ในปี 2014 เมื่อเขาทำประตูที่ 2 ของ “ราชันชุดขาว” ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 10 ไปครอง อย่างไรก็ตามสำหรับทีมชาติเวลส์แล้วเขาคือพระเจ้าชนิดที่ขาดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

6. โธมัส มุลเลอร์ 

ชื่อของ โธมัส มุลเลอร์ อาจจะไม่ได้เป็นที่เตะตาแฟนบอลหลายคนเท่าไรนัก ทั้งๆที่จริงแล้ว กองหน้าทีมชาติเยอรมันคนนี้ถือเป็นตัวจบสกอร์ที่สุดยอดที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังด้วยซ้ำ ครั้งหนึ่ง มุลเลอร์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า “Ich bin ein Raumdeuter” (ผมขอเป็นแค่คนสร้างพื้นที่ให้คนอื่นเล่น) โดยคำศัพท์ Raumdeuter ถึงขนาดถูกเกมยอดฮิตอย่าง Football Manager เอาไปใช้เป็นหนึ่งในแท็คติคของเกมทีเดียว

5. หลุยส์ ซัวเรซ

ศูนย์หน้าทีมชาติอุรุกวัยตอบแทนความไว้ใจของอาซูลกรานาด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม หลังยิงประตูเป็นกอบเป็นกำจนช่วยทีมคว้าเทรเบิลแชมป์ทันทีในปีแรก ก่อนต่อยอดฟอร์มการเล่นขึ้นมาอีกระดับในฤดูกาลนี้ เขากับเนย์มาร์ช่วยกันอุดช่องโหว่ในระหว่างที่เมสซีได้รับบาดเจ็บ 2 เดือนแบบไร้ที่ติ พร้อมช่วยทีมผงาดนำเป็นจ่าฝูงของศึกลาลีก้า เป็นอีกหนึ่งปีที่หัวหอกรายนี้พัฒนาฝีเท้าตัวเองสูงขึ้นอีกจนแทบจะไม่มีใครตามทัน หนึ่งในแนวรุกสามประสานที่อันตรายที่สุดของโลก เป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่น่าจดจำสำหรับ หลุยส์ ซัวเรซ

4. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

เลวานดี้ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงในฤดูกาลนี้ โดยมีช่วงหนึ่งเขาเหมายิงถึง 15 ประตู ในเวลาห่างกันเพียง 20 วัน โดยเฉพาะในเกมกับโวล์ฟส์บวร์กนั้นหอกโปลิชเหมาซัดคนเดียวถึง 5 ประตู ในเวลาเพียง 9 นาที หลังได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง พร้อมเป็นเจ้าของสถิติโลกของกินเนสส์บุ้คถึง 4 รายการจากผลงานในแมทช์ดังกล่าว(ทำแฮททริคเร็วที่สุด, ยิง 4 ประตูเร็วที่สุด, ยิง 5 ประตูเร็วที่สุด และ เป็นตัวสำรองที่ยิงประตูมากที่สุด)

3. เนย์มาร์

กัปตันทีมชาติบราซิลทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในปี 2015 เขาคว้าเทรเบิลแชมป์กับบาร์เซโลนาและยิงประตูในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมเปียนส์ลีก ว่ากันว่าเขานี่แหละคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สถิติของเนย์มาร์เหลือเชื่อมาก เขายิง 13 ประตู จาก 13 เกมสุดท้ายของฤดูกาลก่อน รวมถึงเกมชิงดำบอลยุโรปและถ้วยโกปา เดล เรย์ ขณะเดียวกันไม่มีผู้เล่นคนไหนในทวีปยุโรปอีกแล้วที่มีส่วนกับประตูมากกว่าหอกแซมบ้าในซีซั่นนี้ หลังนักเตะทำ 15 ประตู กับ 9 แอสซิสต์ เมื่อถึงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานยืนยันชั้นดีว่านับตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน ศูนย์หน้าบราซิลเลียนคือนักเตะที่ดีที่สุดในโลก

2. คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อถกเถียงที่ใหญ่ที่สุดในวงการลูกหนัง คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “ใครคือที่สุดของโลก ระหว่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ” โดยในเว็บไซต์ยอดฮิตอย่าง วิกิพิเดีย ถึงขนาดมีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยังมีความยาวเป็นอันดับ 6 ของสถิติบทความทั้งหมดเลยทีเดียว ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ คือ ทั้งสองคนล้วนเป็นยอดมนุษย์ และควรได้รับการยกย่องในระดับเดียวกันทั้งคู่ แม้ว่าในช่วงนี้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสจะฟอร์มตกลงไปก็ตาม..

1. ลิโอเนล เมสซี

ดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ยังคงรักษามาตรฐานอันสูงส่งของตัวเองอย่างดีเยี่ยมในปีที่ผ่านมา หลังยิงประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำจนช่วยบาร์เซโลนาคว้าเทรเบิลแชมป์สมัยที่สองเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ หอกวัย 28 กะรัต ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ แต่กลับโชคร้ายได้รับบาดเจ็บหัวเข่าจนต้องพักเกือบ 2 เดือน อย่างไรก็ดี เขาเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ทันทีที่คืนสนาม หลังซัดไป 3 ประตู จาก 3 เกมหลังสุด ด้วยฟอร์มอันสุดยอดเช่นนี้จึงทำให้เมสซีมีโอกาสคว้ารางวัลบัลลงดอร์สมัยที่ 5 ในปีนี้สูง หลังมีชื่อเป็นแคนดิเดต 3 คนสุดท้ายร่วมกับ คริสเตียโน โรนัลโด้ และ เนย์มาร์ ขณะเดียวกัน เขายังมีชื่อเข้าชิงรางวัล "ปุสกัส อวอร์ด" หรือ ประตูแห่งปี จากลูกโซโล่เดี่ยวฝ่าดงแข้งบิลเบาเข้าไปยิงในเกมชิงดำบอลถ้วยสเปนอีก 1 รางวัลด้วย