14 ปีที่รอคอย...ย้อนรอยครั้งล่าสุด “ช้างศึก” เข้ารอบสุดท้ายคัดบอลโลก

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กำลังจะนำลูกทีมของเขาลงสนามพบกับ ไต้หวัน ช่วงกลางเดือนนี้ เดิมพันครั้งนี้สำคัญเพราะเกมดังกล่าวอาจเป็นตัวตัดสินว่า “ช้างศึก” จะได้เข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายรายการฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ได้หรือไม่... 

ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยทำได้มาแล้วในตอนที่ยังเป็นนักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม และก่อนที่จะถึงศึกชี้ชะตาที่คอลูกหนังทั่วประเทศต่างรอคอย FFT TH ขออาสาพาผู้อ่านทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาครั้งล่าสุดที่ “ช้างศึก” ทะลุเข้าสู่รอบคัดเลือกรอบสุดท้ายคือเมื่อไหร่และผลงานเป็นอย่างไร!

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 ทีมชาติไทยยุคนั้นมี ปีเตอร์ วิธ อดีตศูนย์หน้า “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลลา เป็นเฮดโค้ชโดยก่อนจะเข้าสู่ทัวร์นามเนต์ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ทีมชาติไทยเรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อคว้ารางวัลต่างๆ มากมายและสร้างความภาคภูมิใจให้กับแฟนบอลจนขนามนามนักเตะชุดนั้นเป็นหนึ่งในขุนพลที่ดีที่สุดตลอดกาลนับแต่ “ช้างศึก” เคยมีมา นำโดย “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลทีมชาติไทย, ตะวัน ศรีปาน สุดยอดกองกลางคาสสิคแห่งยุค, “อีซ้ายเอเชีย” ดุสิต เฉลิมแสน และอีกมามาย

ความสำเร็จในยุค ปีเตอร์ วิธ ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล เริ่มต้นด้วยการเฉือนเอาชนะ เกาหลีใต้ 2-1 เมื่อปี 1998 ทะลุเข้าสู่งรอบ 4 ทีมสุดท้าย เอเชียน เกมส์ เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย, ป้องกันเหรียญทองซีเกมส์ 1999 ด้วยการอัด เวียดนาม ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0, และปิดท้ายด้วยการคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ แชเปี้ยนชิพ (เอเอฟเอฟ ซูซุก คัพ ในปัจจุบัน) 2 สมัยซ้อนในปี 2000 และ 2002

ประตูชี้ขาดสู่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย

ขณะที่ในรายการฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก พวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของฟุตบอลไทย ...โดยในรอบคัดเลือก รอบแรกซึ่งแข่งขันกันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2001 ทีมชาติไทย อยู่ในกลุ่มเดียวกับ ศรีลังกา, ปากีสถาน และ เลบานอน เจ้าภาพรอบคัดเลือก

นักเตะชุดนั้นนำมาโดย “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, สุรชัย จิระศิริโชติ, เสกสรรค์ ปิตุรัตน์, ตะวัน ศรีปาน, นิเวศน์ ศิริวงศ์ ฯลฯ ซึ่งสำหรับรอบคัดเลือก รอบแรกเป็นการแข่งขันแบบพบกันทั้งหมด และทีมชาติไทยที่ตอนนั้นมีอันดับฟีฟ่าแรงกิ้งสูงที่สุดในบรรดาทีมอื่นๆ ในกลุ่มที่อันดับ 61 ก็ถือว่าเป็นตัวเต็งที่จะผ่านเข้าไปเล่นรอบคัดเลือก รอบสุดท้าย

โดยนัดที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุดและจนถึงทุกวันนี้ก็เชื่อว่น่าจะยังอยู่ในความทรงจำของคอบอลไทยไม่น้อย เมื่อทีมชาติไทยลงสนามในนัดสุดท้ายของรอบคัดเลือก รอบแรก พบกับ เลบานอน โดยก่อนเกมทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากันที่ 13 คะแนน โดยเดิมพันในครั้งนั้นก็คือหากทีมชาติไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ตั๋วลุยรอบคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายก็จะตกเป็นของ เลบานอน ทันทีด้วยผลต่างประตูได้-เสียที่ดีกว่า

โดยเกมนั้นแข่งขันกันที่สนามศุภชลาศัยท่ามกลางแฟนบอลที่มาเข้าชมหนาแน่นถึง 30,000 คนโดยประมาณ อย่างไรก็ตามกลับเป็น เลบานอน ที่มาได้ประตูขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 35 จาก วารตาน กาซาเรียน พร้อมกับกุมความได้เปรียบในครึ่งแรกไปก่อน 1-0

...ทีมชาติไทยไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะแรงศรัทธาของแฟนบอลที่เข้ามาในสนาม และมาได้ เสกสรรค์ ปิตุรัตน์ ซัดประตูตีเสมอในาทีที่ 73 ก่อนที่อีกแค่ 4 นาทีต่อมาสถานการณ์จะเปลี่ยนมาเข้าข้างทีมเจ้าถิ่นบ้างเมื่อ “สุภาพบุรุษลูกหนัง” ตะวัน ศรีปาน สวมบทฮีโร่ซัดประตูขึ้นนำจนได้

เสกสรรค์ ปิตุรัตน์ และ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง คือสองศูนย์หน้าที่มีส่วนสำคัญพาทีมทะลุท็อปเทนเอเชีย

และแม้ว่า เลบานอน จะมาได้ประตูตีเสมอช่วงท้ายเกมจาก มูสซา ฮูเญอิจญ์ ในนาทีที่ 87 แต่ทีมชาติไทยก็ยันเสมอไว้ได้จนจบเกมและคว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ 10 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังแดนสยามได้สำเร็จ

ธชตวัน ศรีปาน หรือที่สมัยนั้นยังใช้ชื่อว่า ตะวัน กล่าวว่า “ด้วยชื่อชั้น เลบานอน ยังข่มๆ ไทยอยู่เล็กน้อย… นัดแรก เราโชคที่บุกไปชนะพวกเขาถึงบ้าน แต่ในความเป็นจริง พวกเขามีสไตล์การเล่นและรูปร่างที่คล้ายๆกับ ยุโรป...เกมนั้นมันเหมือนเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ที่เรียกศรัทธาแฟนบอลไทย คนเข้ามาเต็มความจุ ซึ่งผลสกอร์ 2 ต่อ 2 มันก็เพียงพอที่จะทำให้ไทยผ่านเข้ารอบ และทำให้ทุกๆคนมีความสุขในวันนั้น” โค้ชแบน กล่าวทิ้งท้าย

ครั้งแรกกับท็อปเทนเอเชีย!

ถัดจากนั้นอีก 2 เดือน...ทีมชาติไทยที่มี ปีเตอร์ วิธ เป็นหัวเรือใหญ่พร้อมกับเหล่าดาวเตะชุดดรีมทีมที่กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดของการค้าแข้งอย่าง “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน, ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล, เสกสรรค์ ปิตุรัตน์, อนุรักษ์ ศรีเกิด ฯ ต้องเจอกับศึกหนักเมื่อจับติ้วได้อยู่กลุ่มเดียวกับบรรดาทีมแข็งจากตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดิอาระเบีย และ อิหร่าน

อย่างไรก็ตามหากนับจากอันดับฟีฟ่า แรงกิ้ง ก็ต้องถือว่า ทีมชาติไทย เหนือกว่าบรรดาทีมอื่นในกลุ่มบ้าง เมื่อพวกเขารั้งอันดับที่ 61 สูงสุดเป็นอันดับสาม ต่ำกว่าเพียง อิหร่าน (29) และ ซาอุดิอาระเบีย (31) นอกนั้นสูงกว่าทั้ง อิรัก (72) และ บาห์เรน (110) ...ซึ่งในรอบ 10 ทีมสุดท้ายนี้จะเอาอันดับ 1 และ 2 ของสองกลุ่มมาไขว้เจอกันในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะเอาสองทีมที่เข้าชิงทะลุไปเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ ขณะที่ทีมอันดับ 3 จะได้สิทธิ์ไปเพลย์ออฟกับทีมอันดับ 3 จากโซนอื่นๆ

ทั้งนี้คอลูกหนังเมืองสยามน่าจะคุ้นเคยกันดีว่ารอบ 10 ทีมสุดท้ายครั้งนั้นเป็นก้าวที่ใกล้เคียงที่สุดที่ทีมชาติไทยเคยมีในการทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก สาเหตุก็คือสองทีมยักษ์ใหญ่ประจำทวีปเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ได้สิทธิไปเล่นในรอบสุดท้ายในฐานะเจ้าภาพโดนอัตโนมัติ ทำให้ด่านหินสุดท้ายของไทยในการคว้าตั๋วลุยฟุตบอลโลกมีเพียงบรรดาทีมจากตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่

…เมื่อประกอบกับคุณภาพของทีมที่กำลังอยู่ในช่วงสุกงอก ทำให้คนทั้งประเทศต่างก็วาดหวังถึงเป้าหมายเดียวคือการเข้าไปร่วมสังคายนาแข้งในรายการฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยและอาเซียน แต่แล้วเมื่อถึงการแข่งขันจริง รสชาติที่แฟนบอลชาวไทยได้พบกลับตรงกันข้ามกับที่จินตนการไว้

“จริงๆ แล้วหลายๆ นัดเราก็สู้ได้สูสีเลยนะ บางนัดเราน่าจะเป็นฝ่ายชนะด้วยซ้ำ” จิรัฏฐ์ จันทะเสน กรรมการบริหารสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทยที่ติดตามการถ่ายทอดสดทุกนัดของทีมชาติไทยในรายการดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับ FFT “นักเตะชุดดรีมทีมสมัยนั้นกำลังกำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดในการเป็นนักฟุตบอล ทั้ง ซิโก้, ตะวัน, ดุสิต ถือว่ามีทั้งความสดบวกประสบการณ์”

“ช่วงนั้นกระแสฟุตบอลทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลกกำลังมาแรงมาก สื่อหลายๆ สำนักรวมทั้งแฟนบอลเองก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วที่เราจะไปฟุตบอลโลก เราไม่ต้องเจอกับ เกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น และประกอบกับที่ทีมใหญ่ๆ จากตะวันออกกลางอย่าง ซาอุ, อิรัก, อิหร่าน ก็อยู่ในช่วงขาลง ทั้งประเทศเลยมีความหวังที่จะเห็นฝันกลายเป็นความจริง”

“แต่สุดท้ายดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเราเท่าไหร่ จบไม่ลงบ้าง ชนเสาชนคานบ้าง แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับด้วยว่าเรายังไม่มีความเป็นมืออาขีพในแง่การจัดการ การเก็บตัวนักกีฬา, การจัดเกมอุ่นเครื่อง เราสู้ทีมเหล่านั้นไม่ได้ และมันก็น่าจะมีส่วนกับความผิดหวังของเราเหมือนกัน”

…สุดท้ายทีมชาติไทยเก็บชัยชนะในรายการนั้นไม่ได้เลย และลงแข่งทั้งหมด 8 นัด ทำได้แค่เสมอ 4 นัดและแพ้ 4 นัด อย่างไรก็ตาม 3 จาก 4 นัดที่เสมอก็เป็นการเล่นในบ้านที่จบด้วยผลประตูสูสีคู่คี่ 0-0, 1-1  และ 1-1

อย่างไรก็ตามนัดที่อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลทั่วประเทศไทยในรายการนี้ก็คือเกมที่ทีมชาติไทยเปิดรังเหย้าราชมังคลากีฬาสถาน ต้อนรับการมาเยือนของ อิหร่าน ทีมเต็งหนึ่งของกลุ่ม ท่ามกลางบรรยากาศการเชียร์ของแฟนๆ กว่า 30,000 คน

…ทีมชาติไทยที่มี สุรชัย จิระศิริโชติ, ดุสิต เฉลิมแสน, ตะวัน ศรีปาน, อนุรักษ์ ศรีเกิด, “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, เสกสรรค์ ปิตุรัตน์ เปิดเกมบุกเข้าใส่ ทีมชาติอิหร่าน ที่มี อาลี ดาอี อดีตกองหน้า “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค กองหน้าชุดรองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ 1998-99 เป็นตัวหลัก อย่างไม่เกรงกลัว และมีโอกาสจบสกอร์หลายครั้งด้วยกันทว่ากลับไม่สามารถปิดเกมได้ ทำให้สุดท้ายเสมอกันไปอย่างน่าเสียดาย 0-0 ซึ่งนับเป็นเกมเดียวที่ทีมชาติไทยไม่เสียประตูในการลงเล่นทั้งหมด 8 นัด

หลังจากนั้นก็ตามสถิติในตาราง ทีมชาติไทยเก็บชัยชนะไม่ได้เลยและต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านในฐานะบ๊วยของกลุ่มพร้อมกับแบกความผิดหวังจากการเข้าร่วมศึกคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบ 10 ทีมสุดท้ายกลับแผ่นดินสยาม และรายการดังกล่าวเมื่อ 14 ปีก่อนก็คือครั้งสุดท้ายที่ “ช้างศึก” มีโอกาสเข้าใกล้ความฝันในการไปฟุตบอลโลกมากที่สุดเท่าที่ลูกหนังสยามเคยมีมา

…อย่างไรก็ตามปัจจุบันทีมชาติไทยที่มี “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ผู้เปลี่ยนบทบาทจากเป็นคนกุมบังเหียนกำลังเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กับประวัติศาสตร์รอยเดิมที่เขาเคยทำได้สมัยยังเป้นนักเตะ และด่านสุดท้ายของเขาอาจเป็นการเปิดบ้านรับมือ ทีมชาติไต้หวัน ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้

ติดตามการเปรียบเทียบทีมชุดคัดบอลโลก 2002 กับ ทีมแห่งความหวังใหม่ในหน้าถัดไป