2 นัดผ่าน : เจาะแทคติกทีมชาติไทยยุค ‘ราเยวัช’...อะไร คือ สิ่งที่เปลี่ยนไป?

สิ้นเสียงนกหวีดยาวในค่ำคืนที่มีแฟนบอลเพียงประมาณครึ่งเดียวในอ่างศิลายักษ์ นามว่า ราชมังคลากีฬาสถาน.. ทีมชาติไทยเก็บอีกหนึ่งแต้มที่เกือบเป็นชัยชนะประวัติศาสตร์จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากทั่วทุกสารทิศ

2 นัด ที่ผ่านไปภายใต้การคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช ช้างศึกเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด เราเดินมาถูกทางแล้วหรือยัง มันจะเป็นยุคทองในวันคืนข้างหน้าได้หรือไม่ FFT TH มีคำตอบให้คุณที่นี่…

เริ่มต้นที่แทคติกเดิม

4-2-3-1 น่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่มิโลวาน ราเยวัช ใช้กับทีมชาติไทยอย่างยาวๆ เพราะเขาเลือกระบบนี้ทั้งสองเกมแรกที่คุมทีมชาติไทย มันเป็นระบบการเล่นที่รัดกุม สมดุล และคุ้นชินกับนักเตะไทยเป็นอย่างดี

5 นักเตะจากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถูกเติมเต็มเข้ามาแทนที่เจ้าของพื้นที่เดิมจากเกมบุกพ่ายอุซเบกิสถาน 0-2 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และการนำ พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา กับ อดิศร พรหมรักษ์ ลงเล่นแบ๊คซ้ายและขวา แทนที่ เควิน ดีรมรัมย์ กับ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม รวมถึงการใช้งาน มงคล ทศไกร แทนพื้นที่ของ นูรูล ศรียานเก็ม ในตำแหน่งปีกขวา แสดงให้เห็นว่า ทีมชาติไทย ในยุคของ ราเยวัช สนใจเรื่องเกมรับมากกว่าเกมรุกอย่างชัดเจน

การคุมโซนที่ยอดเยี่ยม

นับเป็นการตั้งรับรูปแบบสากลที่นำมาปรับใช้กับทีมชาติไทย ได้สมบูรณ์แบบจริงๆ สำหรับการคุมโซนของแนวรับทีมชาติไทย และเป็นอีกครึ่งเวลาที่ทีมชาติไทย ได้ผลเสมอ 0-0 จากทีมชาติที่มีแรงกิ้งที่เหนือกว่าอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เกมเมื่อวาน เมื่อบอลอยู่กับเท้าของนักเตะยูเออี ขุนพลทีมชาติไทยจะไม่ไล่เพรสซิ่งให้สูญเสียพลังงาน พวกเขาจะยืนตั้งรับกันเป็นโซน อย่างอดทน เพื่อคอยคุมพื้นที่ และมาร์คตัวผู้เล่นเอาไว้ ไม่ให้มีช่องว่างสำหรับการจู่โจมอันชาญฉลาดของ อุมัร อับดุลเราะห์มาน และนั่นก็ทำให้เทพเจ้าผมฟูรายนี้ สร้างสรรค์โอกาสได้น้อยลง และเล่นยากขึ้น

ราเยวัช คงเห็นอะไรบางอย่างมาจากเกมต่างๆ ที่อุมัร มักจะเล่นงานทีมที่ไล่เพรสซิ่งเขา จนเกิดช่องว่าง ระหว่างกองกลางกับกองหลัง ซึ่งจุดนี้ถือว่ายอดเยี่ยมเป็นที่สุด

จอมทัพหัวฟูแผลงฤทธิ์ได้น้อยกว่าการเจอกันครั้งก่อน

คู่กองหลังเพชรเม็ดงาม สอบผ่านฉลุย

สองนัดกับทีมยักษ์เอเชียอย่างอุซเบฯ และ ยูเออี น่าจะเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า พรรษา เหมวิบูลย์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว มีดีพอจริงๆ ที่จะสวมชุดช้างศึกยืนคุมแนวรับในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟให้กับทีมชาติไทย

ทีมชาติไทย ตามหาคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ใช่มายาวนาน และมันก็ยังไม่เจอสักที จนต้องถอย ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางตัวรับธรรมชาติไปเล่นอยู่นาน กระทั่งการเข้ามาของ ราเยวัช ทำให้ได้เห็น การจับคู่กันที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนอย่าง เฉลิมพงษ์ และ พรรษา

เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว นับว่าเกิดใหม่ในวัยย่าง 31 ปี เขานิ่ง เด็ดขาด ไม่โฉ่งฉ่าง อ่านเกมดี และทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างยอดเยี่ยม

ส่วน พรรษา เหมวิบูลย์ ผลงานในเกมกับยูเออี นับเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่สุด ความสูงกว่า 190 เซนติเมตร ทำให้เขาสามารถสกัดลูกกลางอากาศ รวมถึงแย่งโหม่งลูกครอสกับแข้งบิ๊กเบิ้มจากตะวันออกกลางได้ดี นอกจากนี้ ยังมีความเด็ดขาดในเกมรับ ไม่มีเล่นสุ่มเสี่ยงหน้าปาก

ประตูของตนเอง แถมยังกลายเป็นอีกหนึ่งทีเด็ดเวลาได้ลูกตั้งเตะอีกด้วย และเกือบพังประตูได้จากลูกโหม่งในช่วงครึ่งแรก

ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

นักเตะที่เล่นดีที่สุดของทีมชาติไทยในเกมกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เขาคือมิดฟิลด์ที่หนักหน่วง ดุดัน ทุ่มเท โดดเด่นทั้งรับ และรุก มีพลังงานเหลือเฟือ วางบอลได้ดี ตัดเกมได้ แย่งบอลได้ เล่นเซตพีชได้ และที่สำคัญ เขาคือคนที่ทำให้ อุมัร อับดุลเราะห์มาน พ่อมดลูกหนังยูเออี ต้องเจอกับวันที่เล่นยาก ถึงยากมาก

กองกลางจากเชียงรายฯทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมนี้

ฐิติพันธ์ กลับมาทีมชาติไทยครั้งนี้ ดูดีเหลือเกินในตำแหน่งกองกลางตัวเชื่อมเกม เขาทำหน้าที่สอดประสานในเกมรับได้ดีมากกับ ธนบูรณ์ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเขาอยู่แล้วที่เชียงราย ยูไนเต็ด และพร้อมบุกตะลุยไปข้างหน้าเมื่อยามต้องเล่นเกมรุก

“เจ้านิว” คืออนาคตของกองกลางทีมชาติไทยอย่างแท้จริง

เกิดใหม่ในร่างเดิมของจ่าเย็น

ความกดดันหลังจากโดนวิจารณ์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาของ “จ่าเย็น” มงคล ทศไกร ปีกขวาจากเมืองทอง กลายเป็นแรงผลักดันให้เขามีวันที่ดีอีกครั้งในชีวิต

เขามักจะอยู่ถูกที่ถูกเวลา ในวันที่ทีมชาติไทยต้องการตัวเข้าฮอร์สหน้าปากประตู และเมื่อวานก็เป็นอีกครั้งว่า ทำไมเขาจึงถูก มิโลวาน ราเยวัช เรียกใช้งานก่อนปีกขวาตัวจี๊ดรายอื่นๆ

นอกจากหนึ่งประตูที่ทำได้แล้ว เกมรับกลายเป็นอีกสิ่งที่ “จ่าเย็น” ทำได้ดี.. ผู้คนมากมายอาจพูดถึงเขาในแง่ของทักษะฟุตบอล ความปราดเปรียว ความแพรวพราว หรือความรวดเร็ว แต่ มงคล ทศไกร ถือเป็นปีกขวาผึ้งงานที่เล่นเกมรับได้ดี และทำตามแทคติกอย่างแข็งขันที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

เสียประตูท้ายเกมอีกครั้ง และอีกครั้ง

ยังคงต้องแก้ไขอยู่สำหรับสมาธิในช่วงท้ายเกมของนักเตะไทย เพราะเป็นเกมที่สองติดต่อกันแล้วของ มิโลวาน ราเยวัช ที่ทีมชาติไทยต้องเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนหมดเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที

รายละเอียดของเกม และการใส่ใจในทุกวินาทีที่ยังไม่หมดเวลาการแข่งขัน เป็นจุดที่ ราเยวัช ต้องพูดคุยกับลูกทีม เพราะการเสียประตูในเกมนี้ มันมีค่าในแง่ของประวัติศาสตร์ และคะแนนฟีฟ่าแรงกิ้ง มากกว่าลูกที่สองในเกมพ่าย อุซเบกิสถาน มากมายนัก

หากเราได้สามแต้ม ไม่เพียงแค่จะได้ฟีฟ่าแรงกิ้งมากขึ้น และคว้าชัยชนะครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้าย เท่านั้น เรายังจะได้ศรัทธาจากแฟนบอลกลับมาอีกเป็นกอง พร้อมกับการถูกจับตามองจากนานาประเทศในเอเชียอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ในเกมฟุตบอล ทุกเสี้ยวเวลา ทุกจังหวะ ต้องมีสมาธิ และให้ความสำคัญ

เปลี่ยนตัวสำรองช้า? หรือจะไม่เปลี่ยนเลย?

การเปลี่ยนตัวสำรองในโลกของฟุตบอล มันคือการใช้ประสบการณ์ แทคติก บวกความน่าจะเป็นเข้าไป เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดผลลัพท์ที่ดีหรือไม่ดีมากมายแค่ไหน หลังจากตัดสินใจเปลี่ยนตัวสำรอง

เกมระหว่าง ทีมชาติไทย ที่เสมอ ยูเออี 1-1 เป็นอีกนัดที่การเปลี่ยนตัวสำรอง ถูกหยิบยกมาพูดถึง เพราะ ราเยวัช ตัดสินใจเปลี่ยนรายแรกตามแทคติก เมื่อถึงช่วงทดเจ็บ ในขณะที่ลูกทีมออกนำ 1-0 แต่สุดท้าย การเปลี่ยนตัวสำรองที่ช้าไป ทำให้ทีมชาติไทย สูญเสียสมดุลเพียงชั่ววินาทีเดียว จนต้องเสียประตูที่ไม่น่าเสียช่วงท้ายเกม ซึ่งเขาเองก็ยอมรับ และพร้อมจะแก้ไขเช่นเดียวกัน
 

"เรื่องที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้เล่นช้านั้น แผนการณ์ในตอนแรก ผมคิดว่า เรายังไม่จำเป็นที่ต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่น เพราะเกมยังไหลลื่นและนักเตะทำได้ดี ส่วนการเปลี่ยนตัวช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของแท็คติกที่จะถ่วงเวลา แต่น่าเสียดายที่มาเสียสมาธิในนาทีสุดท้าย บางทีถ้าไม่เปลี่ยนอาจจะดีกว่า เราเสียประตูในช่วงท้ายเกมเป็นนัดที่ 2 ติดต่อกัน (รวมนัดอุซเบ) คงต้องกลับไปพัฒนาปรับปรุงตรงจุดนี้”

อนาคตที่ดีกำลังรอเราอยู่

สองเกมแรกในยุคราเยวัช ทีมชาติไทยรัดกุมขึ้น เล่นเกมรับได้ดีขึ้น มีสมดุลภายในเกมสูง มีแทคติกที่เป็นสากล ซึ่งทำให้แฟนบอลต่างก็ชื่นชม แม้จะยังปรากฏข้อผิดพลาดให้ต้องไปแก้ไข ทั้งเรื่องของเกมรุก และสมาธิท้ายเกม แต่นั่นก็มองให้เห็นถึงอนาคตที่ดีที่กำลังรอคอยอยู่

สามแต้มประวัติศาสตร์ อาจยังไม่มาในแมตช์นี้ แต่หากแต่ละฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเองให้ดี
อีกสองนัดที่เหลือ เราอาจจะได้ไชโยกันแบบดังๆ สักที….