3 ช่วงชีวิตของอาร์เเซน : เวนเกอร์ เปลี่ยนไปแค่ไหนในการซื้อขายแต่ละปี?

หลายๆครั้งที่การทำงานของอาร์เซน่อลในตลาดซื้อขายนักเตะทุกๆซัมเมอร์มักสร้างความหงุดหงิดปะปนกับความงุนงงให้กับแฟนบอลของพวกเขาอยู่เสมอ และในวันนี้ในฐานะแฟนบอลของอาร์เซน่อลที่เติบโตมากับการเห็นทีมรักของเขาลงทุนซื้อนักเตะเเบบจำกัดจำเขี่ยมาตลอดในระยะหลัง "แชส นิวกีย์ เบอร์เดน"  นักเขียนของเราเจาะลึกถึงทัศนคติในการใช้เงินแต่ละครั้งของขงเบ้งเลือดน้ำหอมเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนจากครั้งอดีต ? 

มันเป็นฉากที่ช็อคไม่น้อยสำหรับแฟนบอลของไอ้ปืนใหญ่ เมื่อครั้งหนึ่ง อาร์แซน เวนเกอร์ ยืนหราบนหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภูมิใจนำเสนอสำหรับนักเตะใหม่ทั้ง 8 คนที่เขาซื้อมาร่วมทีม

ใช่ คุณอ่านไม่ผิดหรอก เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อแทบทุกตำแหน่งในสนามถูกเพิ่มเติมคุณภาพด้วยนักเตะใหม่ทั้งหมด 8 คน ซึ่ง 2 จาก 8 คือ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส ปีกจรวดที่เจิดจรัสแบบสุดๆและ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ มิดฟิลด์ที่กลายเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกในปีหลังจากนั้น

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อ 19 ปีที่เเล้ว ...มันช่างเป็นความรู้สึกที่แสนยาวนานเหลือเกินสำหรับเดอะ กูนเนอร์ส ทั้งหลาย เมื่อตอนนี้ เวนเกอร์ ได้เปลี่ยนไปอย่างมากสำหรับการขยับตัวเเต่ละครั้งในตลาดซื้อขายจนเราแทบลืมไปเเล้วว่าครั้งหนึ่งเขาคือจอมช็อปปิ้งที่ยิ่งกว่าแม่บ้านเจอป้ายเซล 50% เสียอีก!

Arsene Wenger

เวนเกอร์ถ่ายภาพกับแข้งใหม่ 7 รายเมื่อปี 1997

“เปิดตำนานนักช็อปมือเติบ” (1996-2006)

เม็ดเงินปอนด์จากนอร์ธ ลอนดอนยังคงเดินสะพัดต่อไปอีกในซัมเมอร์ต่อมาด้วยการซื้อตั้วดาวเตะอย่าง เธียร์รี่ อองรี นักเตะระดับปรากฎการณ์ของสโมสร และ ดาวอร์ ซูเคอร์ เจ้าของดีกรีดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1998

เวนเกอร์เป็นกุนซือมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับตลาดซื้อขายในยุคดังกล่าว หลังจาก 8 ผู้เล่นหน้าใหม่ช่วยให้เขาเถลิงแชมป์ในประเทศถึงสองรายการตั้งแต่สองปีแรกที่เขาคุมทีม อดีตนายใหญ่โมนาโกก็สาดเม็ดเงินอีกครั้งในฤดูกาลถัดมา … เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก และ เอ็นวานโก คานู ถูกเพิ่มเข้ามาในทีมชุดดับเบิ้ลแชมป์ และยังไม่พอแค่นี้! ว่ากันว่าเวลานั้นเวนเกอร์ได้พยายามเป็นอย่างมากในการตามล่าลายเซ็นของกองหน้ามากพรสวรรค์อย่าง แพทริก ไคลท์เวิร์ต อีกด้วย

เม็ดเงินปอนด์จากนอร์ธ ลอนดอนยังคงเดินสะพัดต่อไปอีกในซัมเมอร์ต่อมาด้วยการซื้อตั้วดาวเตะอย่าง เธียร์รี่ อองรี นักเตะระดับปรากฎการณ์ของสโมสร และ ดาวอร์ ซูเคอร์ เจ้าของดีกรีดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1998 รวมถึง ซิลวินโญ่ แบ็คซ้ายชาวบราซิลเลี่ยน ในปี 1999 เดี๋ยวจะหาว่าไม่เอาจริง! เพราะในอีก 12 เดือนต่อมาอาร์เซน่อลก็รวบนักเตะที่เดียวถึง 6 รายและนั่นรวมถึงนักเตะอย่าง เอดู , โรแบร์ ปิแรส และ ซิลแว็ง วิลตอร์

โซล แคมป์เบลล์ , จิโอวานนี่ ฟาน บรองค์ฮอร์สต์ และ ริชาร์ด ไรท์ ก็ตามมาติดๆในปี 2001 เช่นเดียวกับ จิลแบร์โต้ ซิลวา , เยนส์ เลห์มันน์ , โฆเซ่ เรเยส และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในปีต่อๆมาก

ยุคสมัยแห่งความจำกัดจำเขี่ยกำลังจะเริ่มขึ้นในฤดูกาล 2005/06 เมื่อสโมสรมีโปรเจ็คท์จะสร้างสนามใหม่เปลี่ยนจาก ไฮบิวรี่ เป็น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แต่ทว่าในปีนั้น เวนเกอร์ ก็ทิ้งท้ายด้วยการได้นักเตะอย่าง อเล็กซานเดอร์ เคล็บ , ธีโอ วัลค็อตต์และ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ มาร่วมทีมและหลังจากนั้นบัญชีค่าใช้จ่ายของสโมสรก็เริ่มติดลบตัวแดงมากขึ้นเรื่อยๆ

Theo Walcott - Through the ages

วัลคอตต์ชูเสื้อกับอาร์เซนอลเมื่อปี 2006

“ปีแห่งการลงทุน” 2006-2013

รอยยิ้มของกูนเนอร์สดูเหมือนจะถูกเจือจางลงเรื่อยๆเมื่อเห็นนักเตะใหม่ที่เข้ามาในทีมอย่าง เดนิลสัน , นิคลาส เบนท์เนอร์ และ มิคาเอล ซิลแวสตร์ และพวกเขายังต้องใช้บริการกูเกิ้ลเพื่อเสิร์ชหาข้อมูลนักเตะอย่าง มารูอาน ชามัคห์ และ อเมารี บิสช็อป

เวนเกอร์ ต้องเริ่มปรับสมดุลในบัญชีเเบบเต็มตัวเมื่อพวกเขาได้สนามใหม่ นั่นทำให้งบประมาณในกองคลังสำหรับการซื้อนักเตะก็ร่อยหรอลงไปดั่งเงาตามตัว

รอยยิ้มของกูนเนอร์สดูเหมือนจะถูกเจือจางลงเรื่อยๆเมื่อเห็นนักเตะใหม่ที่เข้ามาในทีมอย่าง เดนิลสัน , นิคลาส เบนท์เนอร์ และ มิคาเอล ซิลแวสตร์ และพวกเขายังต้องใช้บริการกูเกิ้ลเพื่อเสิร์ชหาข้อมูลนักเตะอย่าง มารูอาน ชามัคห์ และ อเมารี บิสช็อป

อย่างไรก็ตามในแง่ของคุณภาพนักเตะกล่าวมาก่อนหน้านี้ทำให้ไอ้ปืนใหญ่จ่ายเงินเกือบ 40 ล้านปอนด์สำหรับ อังเดร อาชาวิน และ ซามีร์ นาสรี่ นอกจากนี้ยังมีโธมัส แฟร์มาเล่นอีกหนึ่งคนที่ราคาก็ไม่ได้ถูกๆเลยทีเดียว แต่นักเตะคนสุดท้ายที่ซื้อมาคือ เซบาสเตียน สกิลลาชี่ เขาคือใคร? และมีเหตุผลอะไรต้องซื้อเขาด้วย ?

ด้วยต้นทุนในการสร้างสนามใหม่ที่เป็นเหตุผลหลักในการจำกัดงบของ เวนเกอร์ แต่อีกปัจจัยที่มีผลไม่น้อยก็คือกลุ่มทุนใหม่ที่ไล่เดวิด ดีนชายที่คอยบริหารเรื่องการเงินของทีมมาโดยตลอดออกจากตำแหน่ง

David Dein, Arsene Wenger

ทักษะการเจรจาซื้อขายที่สุดยอดของดีนหายไปทันทีหลังจากออกจากแคมป์ปืนใหญ่

ดีนนั้นร่วมงานกับเวนเกอร์เป็นอย่างดีในทุกๆครั้งของการซื้อขายนักเตะ เขาคือรองประธานสโมสรที่มีวาทะศิลป์เด็ดขาดดั่งมีสาลิกาลิ้นทองอยู่กับตัว เขามักจะเจรจากับเอเย่นต์ระดับท็อปได้อย่างลุล่วงทุกครั้งไป ซึ่งครั้งหนึ่งเวนเกอร์เคยกล่าวชมคู่หูรายนี้ว่า "ดีนเปรียบดั่งมือปืนที่คอยทำงานสกปรกให้กับผม" เลยทีเดียว

การขาดดีนไปเสมือนเป็นการย้ำเตือนบอร์ดบริหารของทีมสำหรับความสำคัญในการลงทุนแต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังทำให้ เวนเกอร์ กลายเป็นคนที่ระมัดระวังให้มากขึ้นยามจะจับจ่ายใช้สอยว่ากันตรงๆก็คือการขาดดีนไปยังทำให้อาร์เซน่อลสะเทือนมาจนถึงทุกวันนี้

“ยิ่งใกล้เหมือนยิ่งไกล” 2013-ปัจจุบัน

วนเกอร์ จะถลำลึกลงไปในการซื้อตัวนักเตะอีก เมื่อเขากระชากดาวเตะระดับเกรด A อย่าง เมซุต โอซิล , อเล็กซิส ซานเชส และ ปีเตอร์ เช็คในปี 2013 , 2014 , 2015 ตามลำดับ

คำใบ้แรกสำหรับอาร์เซน่อลโฉมใหม่ถูกเปิดขึ้นเมื่อในซัมเมอร์ปี 2012 เวนเกอร์ ซื้อตัว ลูคัส โพดอลสกี้ , โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ ซานติ กาซอร์ล่า 3 นักเตะที่มีคุณภาพแต่งต่างจากนักเตะที่พวกเขาเคยซื้อมาร่วมทีมในช่วงก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด

จากนั้นดูเหมือนว่า เวนเกอร์ จะถลำลึกลงไปในการซื้อตัวนักเตะอีก เมื่อเขากระชากดาวเตะระดับเกรด A อย่าง เมซุต โอซิล , อเล็กซิส ซานเชส และ ปีเตอร์ เช็คในปี 2013 , 2014 , 2015 ตามลำดับ แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความพึงพอใจอย่างถาวรให้แก่แฟนบอลได้เพราะการทุ่มซื้อระดับบิ๊กดีลเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นในซัมเมอร์นี้เลย เวนเกอร์ ไม่ได้พยายามมองหากองหน้าตัวเป้าระดับพรีเมี่ยม และ มิดฟิลด์ที่เล่นเกมรับโดยธรรมชาติ ขณะที่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟคนใหม่ก็ยังไม่ได้เสียที....หรือว่าการเสริมทัพได้เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยเเล้วกันแน่ ?

มาว่ากันที่สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาล 2016/17 ดีกว่า เราคงได้เห็นทางออกที่ชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า ไม่ว่าการซื้อตัว กรานิท ชาก้า จะเป็นแค่ดีลแรกหรืออาจจะเป็นดีลสุดท้ายสำหรับซัมเมอร์นี้ ...สำคัญที่สุดคือสิ่งนี้จะสามารถบอกเราได้ว่าเวนเกอร์ และ อิวาน กาซิดิส ซีอีโอของทีมพร้อมจะขยับความคาดหวังในการจัดการมากขึ้นหรือไม่?

Per Mertesacker, Mikel Arteta

"เราทำได้แล้ว มิเกล! ขอบคุณที่เราแพ้ 8-2 ในตอนนั้น"

เดอะ กันเนอร์ส จะเริ่มฤดูกาลใหม่ด้วยโปรเเกรมที่หนักหน่วงทั้งการเจอ ลิเวอร์พูล และ เลสเตอร์ ซึ่งเราอาจจะได้เห็นเดจาวูของเหตุการณ์ "ซัมเมอรที่บ้าคลั่ง" เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2011 ก็เป็นได้ ... ในปีนั้นหลังจากที่พ่ายเละเทะต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-8 ทำให้ เวนเกอร์ ถึงกับกระสับกระส่ายอยู่ไม่ได้ในช่วงเวลาซื้อขายที่เหลือเลยทีเดียว เขาตื่นตระหนกและโปรยเม็ดเงินอย่างเมามันไปกับ เเพร์ เเมร์เตซัคเกอร์ , มิเกล อาร์เตต้า , อังเดร ซานโตส , ภายในช่วงเวลาแค่พริบตาเดียวเท่านั้น

อาร์เซน่อลไม่ต้องการกลับไปสร้างซัมเมอร์ที่บ้าคลั่งอีกเเล้ว ? หรือว่าพวกเขาจะใช้เงิน 100 ล้านปอนด์ที่เคยกล่าวไว้ให้เวนเกอร์เปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับหัวแถวที่พร้อมท้าทุกการชิงชัยและวิ่งเข้าชนความสำเร็จในฤดูกาลนี้ ? นี่คือคำถาม ?

“ได้เวลาสวมวิญญาณเจ้าบุญทุ่มหรือยัง?”

ในลีกที่อุดมไปด้วยกุนซือมือฉกาจอย่าง เป็ป กวาร์ดิโอล่า , โจเซ่ มูรินโญ่ , อันโตนิโอ คอนเต้ , เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้ไม่ใช่เรื่องถึงขั้นคอขาดบาดตายนักหากอาร์เซน่อลจะพลาดแชมป์ลีกในปีนี้ แต่พวกเขาต้องทำให้ตัวเองเป็นหนึ่งในทีมมีโอกาสจะคว้ามันให้ได้ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นมันต้องเริ่มต้นด้วยการมีทีมชุดที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนเป็นอันดับแรก

มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้สำหรับความกลัวและตื่นตระหนกของแฟนบอลอาร์เซน่อล หากเวนเกอร์ไม่มีการขยับอัพเกรดกองหน้าหรือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวใหม่มันจะต้องจบไม่สวยแน่ ... คุณภาพมีอยู่เสมอแต่ผู้จัดการทีมนั่นแหละมีหน้าที่กำหนดว่ากล้าหาญพอที่จะได้รับมันหรือไม่ ?

สำหรับเวนเกอร์ในตอนนี้ นาฬิกาแห่งตลาดซื้อขายกำลังเดินไปเรื่อยๆ และการบาดเจ็บของ กาเบรียล เปาลิสต้า ก็ทำให้เขาต้องรีบตัดสินใจ .... หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีนี้เราจะได้เห็นกุนซือวัย 66 ปีจะทำให้ตลาดซื้อ-ขายได้ตื่นตะลึงยิ่งกว่าทีมเขาเคยทำมันไว้ในซัมเมอร์ปี 1997