3 เดือนผ่านไป : ชีวิตเหงาๆ ที่คาโงชิม่าของ…สิทธิโชค ภาโส

“ถ้าแกจะกลับบ้าน (กลับเมืองไทย) มันก็แค่ 6 ชั่วโมง...แต่ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ”

คำพูดของ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ที่ช่วยเปลี่ยนความคิดของ ย้า - สิทธิโชค ภาโส กองหน้าดาวรุ่งชาวไทยวัย 19 ปีของ คาโงชิม่า ยูไนเต็ด ทีมศึกเจลีก 3 ของญี่ปุ่นให้ลุยต่อ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ลูกหนังในแดนซามูไร หลังเจอความเหงาถาโถมเข้าใส่ตั้งแต่เริ่มแรกของการใช้ชีวิตอันโดดเดี่ยว… เขาฮึดสู้ ก่อนได้รับรางวัลด้วยการออกสตาร์เป็นตัวจริงในเกมลีกครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา และนี่เรื่องราวของเขาตลอดกว่า 3 เดือนท่ามกลางชีวิตอันเดียวดายเพียงลำพังที่ญี่ปุ่น

“ผมเคยพูดว่าผมอยากลองดู… อยากลองไปเล่นที่ญี่ปุ่น แต่พอได้มาจริงๆ มันไม่ง่าย และไม่เหมือนที่คิดเลย”

23 มกราคม พ.ศ. 2560 สิทธิโชค ภาโส นักเตะทีมชลบุรีที่ได้ไปค้าแข้งในญี่ปุ่นด้วยสัญญายืมตัว มุ่งหน้าจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สู่ท่าอากาศยานคาโงชิม่า นั่น คือ จุดเริ่มต้นของการผจญภัย ด้วยตัวคนเดียวของเขา

“ผมเคยพูดว่าผมอยากลองดู… อยากลองไปเล่นที่ญี่ปุ่น โค้ชเฮง (วิทยา เลหากุล) ก็เคยพูดกับผมว่า แกคิดดีแล้วใช่มั๊ย?” สิทธิโชค เท้าความถึงสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ และมันก็เป็นจริง “แต่พอได้มาจริงๆ มันไม่ง่าย และไม่เหมือนที่คิดเลย”

“ตอนผมมาตอนแรก เราขึ้นไปเก็บตัวกันที่แคมป์ ซึ่งอยู่บนเขา ด้านหนึ่งมองเห็นทะเล มันก็สวยแหละ แต่มันก็เงียบๆ…ช่วงแรกโค้ชเฮงมาอยู่ด้วย 7 วัน และหลังจากนั้นเขาต้องไปทำธุระต่อที่โอซาก้า หลังจากนั้นผมต้องอยู่คนเดียว บอกตามตรงผมคิดและเริ่มกลัวไปหมดขณะนั้นว่าจะอยู่ยังไง ผมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย และก็ไม่รู้จักสนิทกับใคร”  

ย้า-สิทธิโชค เด็กน้อยวัย 19 ปีพักอยู่ตัวคนเดียวในคอนโดฯ ใกล้กับสนามซ้อมห่างกันประมาณ 15 นาที แต่ชีวิตเหงาๆ ของเขาเริ่มในวันที่ วิทยา เลาหกุล ต้องกลับเมืองไทย วันแล้ว...วันเล่า เขาเริ่มรู้สึกเปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยวไม่มีใคร ได้เพียงแต่นั่งๆ นอนๆ และก็ซ้อมฟุตบอลเท่านั้น

“ที่เมืองคาโงชิม่า มันค่อนข้างต่างจากที่เมืองไทย มันเหมือนเมืองเหงาๆ”

“ผู้คนที่นี้ต่างคนต่างอยู่ เราจะไม่เห็นเพื่อนบ้านออกมานั่งคุยกันหน้าบ้านเหมือนที่บ้านเรา เขาทำงานกลับมาแล้วก็เข้าบ้าน เป็นแบบนั้น”

“ผมอยู่ไปสักพักนึง ผมเริ่มรู้สึกไม่ไหว ภาษาก็พูดไม่ได้ สื่อสารกับใครไม่รู้เรื่อง เอาจริงๆ ผมเริ่มรู้สึกว่ามันยากตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงแล้วแหละ ผมโทรคุยกับโค้ชเฮง บอกว่า อาจารย์ผมจะกลับไทย… แต่เขาตอบว่า จะกลับก็กลับได้ง่ายๆเลย ถ้าแกจะกลับบ้าน (กลับเมืองไทย) มันก็แค่ 6 ชั่วโมง...แต่ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ”

ผมโทรคุยกับโค้ชเฮง บอกว่า อาจารย์ผมจะกลับไทย… แต่เขาตอบว่า จะกลับก็กลับได้ง่ายๆเลย ถ้าแกจะกลับบ้าน (กลับเมืองไทย) มันก็แค่ 6 ชั่วโมง...แต่ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ”

เสียงจากปลายสายโทรศัพท์ของ วิทยา เลาหกุล ทำให้ สิทธิโชค ลุกขึ้นฮึดสู้อีกสักตั้ง แม้จะทำใจได้ยากลำบาก เพราะต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีเพื่อนให้พูดคุยได้ เหมือนสมัยอยู่เมืองไทย แต่ฟุตบอลที่นั่นก็ทำให้เขามีความสุข

“รูปแบบการซ้อม ผมไม่มีปัญหา เพราะการซ้อมกับชลบุรี โค้ชเฮง ก็ออกแบบการซ้อมให้เราคล้ายๆกับที่ญี่ปุ่น แต่ที่ผมเห็น คือ ความจริงจังมากกว่า คือ ไม่ได้หมายถึงจริงจังจนห้ามยิ้มไม่ได้ระหว่างซ้อมนะ แต่พวกเขาซ้อมกันแบบไม่มีอู้ ไม่มีฟอร์มเจ็บ”

“โค้ชที่นี่ (ยาสึโตชิ มิอุระ หัวหน้าผู้ ฝึกสอนคาโงชิมา ยูไนเต็ด) ส่วนใหญ่จะให้ผมลงเล่นอุ่นเครื่อง จริงๆ เวลาอุ่นเครื่องมันช่วยให้ผมได้พัฒนามากกว่าลงเกมจริงซะอีก เพราะผมเพิ่งลงเล่นเกมลีกไป 3 เกม 2 เกมเป็นตัวสำรอง และเพิ่งได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ซึ่งฟุตบอลที่นี่มันต่างจากที่เมืองไทยอย่างเห็นได้ชัดเลย พวกเขาเล่นบอลเพรสซิ่งกันทุกทีม… เท่าที่ผมลองสัมผัสเกมจริง ผมรู้สึกว่ามาตรฐานทีมคู่แข่งเจลีก 3 ไม่ต่างจากเวลาที่ผมลงไปเล่น เกมไทยลีกให้กับชลบุรีเลย”   

“เกมก่อนหน้านี้ผมสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรก จริงๆแล้วผมก็กลัวๆเหมือนกัน กลัวว่าเราจะทำเสีย กลัวว่าเขา (หมายถึงโค้ชและเพื่อนร่วมทีม) จะไม่มั่นใจในตัวเรา แต่วันนั้นพอจับบอลแรก และไม่เสีย สร้างจังหวะให้เพื่อนได้ ผมก็มั่นใจขึ้น… มีอยู่จังหวะหนึ่งผมทำบอลเสียแล้วโดนโต้กลับไปถึงกรอบ 18 หลา ผมคิดว่าคงจะโดนด่าแต่โค้ช (ยาสึโตชิ มิอุระ) ตะโกนมาเป็นภาษาไทยว่า ‘ไม่เป็นไร’ ผมก็ยกมือไหว้ และขอโทษ มันก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่า ผมอาจจะคิดกลัวไปเอง”

ชีวิตนอกสนาม ณ เมืองคาโงชิม่าของ สิทธิโชค หลังผ่านไป 3 เดือน อาจไม่ได้มีสุขนัก แต่เขาก็เริ่มชิน และอยู่รับมือกับความโดดเดี่ยวลำพังได้มากขึ้น

“ผมไม่กล้าออกไปไหน…” ย้า - สิทธิโชค เริ่มเล่าเกี่ยวกับชีวิตนอกสนามขณะนี้

“ผมไม่กล้าเสี่ยงน่ะ ผมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก พูดไม่ได้ ผมเลยกลัว หากต้องเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนใหญ่ผมก็นอนฟังเพลง ดูหนังอยู่ที่ห้อง ปกติเราซ้อม 5 วัน แข่ง 1 วัน และพัก 1 วัน ถ้าจะมีได้เข้าเมืองบ้างก็ คือ เวลาที่ทีมเราต้องไปซ้อมที่สนามที่อยู่ไกลจากที่พักของผมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะระหว่างทางเราต้องผ่านตัวเมืองอยู่แล้ว แต่ให้ผมไปเองผมไม่กล้า”  

“ผมโชคดีที่เพื่อนข้างห้องผม เทราดะ (มาซาฟูมิ) เขาคอยช่วยเหลือผม แฟนของเขามาเรียนหนังสือที่เมืองไทยด้วย เขาคอยไปรับไปส่งผมเวลาเราต้องไปสนามซ้อม ผมก็จะติดรถเขาไป เขาเคยมานั่งกินข้าวที่ห้องผมด้วย ผมทำอาหารไทยให้กิน และเขาก็บอกว่า ‘ใช้ได้’ แต่มันก็ไม่ได้ยากหรอก เพราะผมมีเครื่องปรุงสำเร็จรูปอยู่แล้ว (หัวเราะเขินๆเบาๆ)”  

“ตอนนี้ผมเริ่มชินมากขึ้น ถามว่าอยากกลับเมืองไทยไหม? ก็อยากกลับ แต่ผมก็ผ่านมาครึ่งทางแล้ว สิ้นปีนี้ก็ได้กลับ ผมก็ตั้งเป้าว่าจะทำให้ดีที่สุดล่ะ”

“ผมไม่รู้ว่าเมื่อหมดสัญญา แล้วเขาให้ผมอยู่ต่อผมจะตัดสินใจยังไง แต่ตอนนี้ผมก็อยากสู้ และทำให้รู้ว่าผมทำได้ ผมสู้ได้ และผมได้เรียนรู้ เอาประสบการณ์ไปใช้ที่เมืองไทย” สิทธิโชค กล่าวทิ้งท้าย