4-4-2 Never Die : เมื่อแผนสุดคลาสสิคกลับมาเวิร์คในพรีเมียร์ลีก

การกลับชาติมาเกิดของระบบยอดฮิตอย่าง 4-4-2 ทำให้พรีเมียร์ลีกปีนี้เต็มไปด้วยสีสันและความสนุก ทั้งหมดเป็นเพราะอะไร อเล็กซ์ เคเบิ้ล คอลัมนิสต์ของเราจะมาให้คำตอบ..

ถึงตรงนี้ พรีเมียร์ลีกผ่านครึ่งทางของการแข่งขันมาแล้ว โดยถือว่าซีซั่นนี้เป็นปีที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ เมื่อทีมท้ายตารางสามารถตบทีมในกลุ่มนำได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับช่องว่างของแต่ละอันดับที่สามารถพลิกผลันได้ทุกสัปดาห์ ส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดอาจเป็นเพราะ แผนที่ชื่อว่า 4-4-2…

สาเหตุอะไรที่ทำให้ชื่อเว็บไซต์ของเราทำให้ลีกนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่? โปรดติดตาม

Jamie Vardy, Chelsea

วาร์ดี้คือหมากเด็ดในแผน 4-4-2 ของเลสเตอร์

หมดเวลาติกิ-ตาก้า

หลายปีที่แล้ว ติกิ-ตาก้า พาสเปนและบาร์เซโลน่า ครองโลก โดยมีหลักการง่ายๆคือ แค่คุณครองบอลเอาไว้ให้ได้ ทีมของคุณก็จะไม่พ่ายแพ้ ซึ่งระบบนี้สามารถเล่นได้กับแผน 4-2-3-1 หรือจะเป็นแบบ ฟอลส์ ไนน์ ที่เล่นด้วยแผน 4-6-0 ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ สเปนชุดแชมป์โลก 2010 ภายใต้ขุมกบาลของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ที่พาทีมชนะ 1-0 ทุกนัดนับตั้งแต่รอบ 16 ทีมเป็นต้นมา และนับเป็นแชมป์โลก ที่ยิงประตูได้น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์นั่นเอง

ซึ่งทั้งหมดทำให้ ในช่วงสิบปีหลังมานี้ เรามักจะไม่มีดาวยิงประเภทเบอร์ 9 ในอุดมคติมากนัก และนั่นทำให้ 4-4-2 ถูกลดความนิยมลงเรื่อยๆ ..

ทว่า การที่ เยอรมัน คว้าแชมป์โลกได้เมื่อสองปีที่แล้ว พร้อมกับการสิ้นท่าตกรอบแรกของทัพ “กระทิงดุ” ทำให้แท็คติคแนวใหม่เกิดขึ้นมาอีกครั้ง โดย “อินทรีเหล็ก” พัฒนาจาก ติกิ-ตาก้า ธรรมดาสู่ ติกิ-ตาก้าที่ผสมผสานกับการเล่นเกมเร็ว โต้กลับ และบีบกดดันสูงทั่วสนาม

และนั่นทำให้ ติกิ-ตาก้าแบบดั้งเดิมค่อยๆหายไป และถูกแทนที่เข้ามาด้วยการโจมตีแบบรวดเร็วแทน

เร็ว แรง ทะลุปรอท

หากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก จะเห็นได้ชัดว่า เลสเตอร์, วัตฟอร์ด, สเปอร์ส, เวสต์แฮม, ลิเวอร์พูล และ เซาแธมป์ตัน เป็นทีมที่นิยมใช้แผนการเล่นแบบโจมตีอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทีมอย่าง แอสตัน วิลล่า, เอฟเวอร์ตัน, สวอนซี และ ที่ขาดไม่ได้อย่าง แมนฯยูไนเต็ด ยังคงเน้นครองบอลเป็นหลัก ซึ่งผลงานของแต่ละทีมในปีนี้ ก็บอกได้หลายๆอย่างว่า เทรนด์แบบไหนกำลังมาแรง

ก็ในเมื่อคุณไม่ใช่ บาร์เซโลน่า หรือ บาเยิร์น มิวนิค ที่รายล้อมไปด้วยนักเตะระดับโลกแล้ว แผนโต้กลับเร็วก็ไม่ใช่ทางเลือกที่เลวร้ายนักหรอก อีกทั้งขนาดสองยอดทีมของโลกยังต้องปรับสไตล์การเล่นให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แล้วทีมอื่นๆเป็นใคร ถึงจะไม่ทำตาม

View post on imgur.com

ตัวอย่างที่ดี คือ “จิ้งจอกสยาม” ที่ยอมปรับสไตล์การเล่นแบบหน้าเป้าในปีที่แล้ว มาสู่หน้าคู่ในซีซั่นนี้ เพื่อให้เกมรุกของทีมเล่นได้เร็วขึ้น ซึ่งผลงานของพวกเขาก็ตอบทุกอย่างได้อย่างดี

หรือจะเป็น เวสต์แฮม ที่ปราบทีมใหญ่ได้เกือบทั้งหมดในปีนี้ อย่างเกมล่าสุดกับ “หงส์แดง” พลพรรค “ขุนค้อน” บีบสูงและไล่กดดันผู้เล่นลิเวอร์พูลตั้งแต่แนวรับ จนทำให้ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่สามารถตั้งเกมได้เลย

ซึ่งสถิติหลังเกมบอกเราได้อย่างดี โดย มาร์ค โนเบิ้ล และ ชีคคู คูยาเต้ ตัดบอลรวมกันได้ถึง 19 ครั้ง และรีบส่งบอลให้แนวรุกเข้าทำอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตอนนี้  เวสต์แฮม บินสูงถึงอันดับ 6 ของตาราง

ผลงานและการยืนตำแหน่งของ “ขุนค้อน” ในเกมกับ “หงส์แดง”

ไม่มีหมูให้เคี้ยว

ฟอร์มของ วัตฟอร์ด ในปีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่บอกว่า ทำไมพรีเมียร์ลีกถึงสนุกที่สุดในโลก

แผนของ กีเก้ ฟลอเรส ไม่มีอะไรมาก แค่ให้ลูกทีมแย่งบอลจากคู่แข่งและเปิดบอลยาวให้คู่หูอย่าง ทรอย ดีนี่ย์ และ โอดิออน อิกฮาโล เข้าไปทำประตู(ยิงและแอสซิสต์รวมกัน  22 จาก 25 ลูกที่ทีมทำได้)

ผลงานในเกมกับ “หงส์แดง” เมื่อเดือนที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่พาตัวเองจากอันดับ “บ๊วย” ในวันเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว สู่ “จ่าฝูง”(ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้) ซึ่งแท็คติคของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน มากไปกว่าการบีบเพรซซิ่งเร็ว รีบแย่งบอลคืนมา แล้วโยนเข้าไปในกรอบเขตโทษ หรือไม่ก็ให้ เจมี่ วาร์ดี้ และ ริชาร์ด มาห์เรซ จัดการเล่นงานแนวรับคู่แข่ง

ซึ่งการเล่นแบบนี้ ทำให้หลายคนนึกถึงช่วงเวลาที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมคว้าแชมป์ยุโรปได้เป็นสมัยแรกเลย..

การจ่ายบอลของเลสเตอร์ในเกมกับ ลิเวอร์พูล(ซ้าย) และ ผลงานของ วาร์ดี้ ในเกมเจอ “ปีศาจแดง”(ขวา)

ไขแท็คติคยักษ์เล็ก

ทว่า ไม่ใช่ทุกทีมที่จะเล่นแบบ เลสเตอร์, วัตฟอร์ด หรือ เวสต์แฮม ได้

เพราะสิ่งสำคัญก็คือ ทีมของคุณต้องมีตัวผึ้งงานอย่าง เอ็นโกโล่ คานเต้, เอเตียน กาปู หรือ ชีคคู คูยาเต้ ในการช่วยจัดการกับคู่ต่อสู้

กาปู(ซ้าย) ขณะที่ คานเต้(ขวา) โดยทั้งสองเป็นคนที่จ่ายบอลมากที่สุด แย่งบอลมากที่สุด และ ตัดบอลมากที่สุดของทีม

อย่างที่สอง คุณจำเป็นต้องมีความฟิตในระดับสูงสุด เพื่อที่จะสามารถบีบคู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม ทั้งยังต้องใช้ประโยชน์จากศูนย์หน้าที่มีความฟิตมากๆ เพื่อให้ถอยลงมาเล่นเป็นมิดฟิลด์อีกตัวในบางเวลา หรือจะเป็นตัวไล่ในแดนหน้าในหลายครั้ง

ลองมองดูนักเตะของสามทีมข้างต้น พวกเขามีกองหน้าจอมขยันอย่าง ชินจิ โอกาซากิ, ทรอย ดีนี่ย์ และ เอ็นเนอร์ วาเลนเซีย เป็นตัวอย่างที่ดีของการเล่นอย่างที่ว่า

ภาพซ้ายเป็นการจ่ายของ โอกาซากิ ในเกมกับ บอร์นมัธ ส่วนภาพขวาคือ การจ่ายของ ดีนีย์ ในเกมกับ แมนฯซิตี้

ชิชาริโต้ : เกิดมาเพื่อ 4-4-2

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผู้สันทัดกรณีหลายฝ่ายออกมาแสดงความกัลวงว่า กองหน้าขนานแท้ จะค่อยๆหายไปจากโลก จะไม่มีแล้วประเภท ยืนรอหน้าประตู หรือ รอบอลจากแดนกลาง อย่างเดียว

ทว่า การกลับมาของ 4-4-2 ทำให้กองหน้าประเภทนั้นกลับมาด้วย ตัวอย่างๆ คือ ฟอร์มอันสุดร้อนแรงของ ชิชาริโต้ อดีตขวัญใจ “เร้ด เดวิลล์” นั่นเอง

แมนฯยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด รู้ดีถึงพิษสงของ ดาวยิงเลือดเม็คซิกัน(มีค่าเฉลี่ย ยิงทุก 128 นาทีตลอดชีวิตค้าแข้ง) แต่ทั้งสองทีมมองว่า ชิชาริโต้ ไม่เข้ากับแท็คติคของทีม (ปรัชญาผ่านบอล บ้าบอของหลุยส์ ฟาน กัล ไงละครับ – ผู้แปล)

แต่กับ เลเวอร์คูเซ่น ที่ โรเจอร์ ชมิดท์ ใช้แผนหน้าคู่แล้ว ทำให้ ชิชาริโต้ กลับมาเกิดใหม่ได้อีกครั้ง

ชิชาริโต้ จ่ายบอลดีรวมกันแค่ 25 ครั้งในสองเกม ทว่าเขาซัดรวมกันถึง 5 ประตู

ภาพข้างบนคือเหตุผลว่าทำไม ฟาน กัล ถึงไม่เก็บเขาไว้ในทีม เพราะ ชิชาริโต้ ไม่ใช่คนที่จ่ายบอลได้ดีเลย แต่เพราะ ฟุตบอลไม่ได้วัดที่จำนวนการผ่านบอลหรือการครองบอล แต่วัดที่จำนวนประตู  ดังนั้นคนที่หัวเราะดังกว่า คือ หัวหอกตาหวาน

และหากคิดไรไม่ออก ฟาน กัล อาจควรหันมาใช้ 4-4-2 ตามแบบดั้งเดิมของ “ยูไนเต็ด” มากกว่าที่จะดันทุรังใช้แผนผ่านบอลไปมาและคืนหลังอยู่เท่านี้ เพราะหากไม่ทำ ตำแหน่งของเขาก็อาจจะสั่นคลอนอีกครั้ง

เพราะผมยืนยันได้เลยว่า FourFourTwo(4-4-2) คือ สิ่งที่ดีที่สุดในโลก(ฮา)