4 แชมป์ครั้งที่สอง : บุรีรัมย์กับเส้นทางสร้างประวัติศาสตร์คว้า 5 โทรฟี่ทีมแรกเอเชีย

“ปราสาทสายฟ้า” เพิ่งจะคว้าแชมป์แม่โขงคัพหลังเฉือนเอาชนะ เบิงเกต อังกอร์ ตัวแทนจากกัมพูชา 1-0 เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งถ้วยดังกล่าวนับว่าเป็นโทรฟี่ใบที่สี่ของทีมในปีนี้เมื่อนับรวมถ้วยพระราชทาน ก. ช่วงต้นปี , แชมป์ลีกคัพ และแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตามหากพวกเขายังคงเดินอยู่บนเส้นทางนี้ต่อไปแบบไม่มีแผ่ว ...บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็มีโอกาสสูงที่จะสร้างประวัติศาสตร์สำคัญเป็นสโมสรแรกจากเอเชียและเป็นทีมที่ 5 ของโลกที่คว้า 5 ได้ใน 1 ฤดูกาล!

2015 ปีแห่งประวัติศาสตร์ “ปราสาทสายฟ้า”

ย้อนกลับไปช่วงเดือนมกราคมตอนต้นปีที่ผ่านมา “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2014 มีคิวฟาดแข้งที่สนามศุภชลาศัยกับ “กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เอฟซี ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ และฮีโร่ในวันนั้นก็คือ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ดาวยิงแซมบ้าเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีกในปัจจุบันที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาเป็นหนึ่งใน “นักรบเซาะกราว” ได้ไม่นาน ซึ่งนับเป็นโทรฟี่ใบแรกประจำปีของทีมและถ้วยที่ 12 (แบบไม่นับรวม โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ และ แชมป์ไทยลีก 2008 ซึ่งตอนนั้นเป็นสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ทำได้) นับตั้งแต่ก่อเกิดตำนานยอดทีมอีสาน...

และเมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน บุรีรัมย์ ลงเล่นที่สนามเดิมในรายการชิงชนะเลิศถ้วย ลีกคัพ พบกับ ศรีสะเกษ เอฟซี ในแมตช์อีสานดาร์บี้ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าคอบอลไทยลีกกันอย่างถ้วนหน้าก่อนที่ “ปราสาทสายฟ้า” จะเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปตามคาดเมื่อได้ โก ซุล-กิ ห้องเครื่องพลังโสมผู้ครองสถิติคว้าแชมป์บอลถ้วยในทุกประเทศที่ค้าแข้งซัดประตูโทนให้ทีมตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกก่อนจบด้วยผลชนะ 1-0 เหนือ “กูปรีอันตราย” ...หยิบแชมป์ลีกคัพสมัยที่ 4 กลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จกับถ้วยใบนี้มากที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งเมื่อปี 1987

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพิ่งจะสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นทีมแรกในไทยที่คว้าลีกคัพ 4 สมัย

ขณะที่ผลงานในลีก “ปราสาทสายฟ้า” ดูจะห่างชั้นกับทีมอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเพิ่งจะคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 5 และกลายเป็นทีมแรกของวงการลูกหนังสยามที่ซิวแชมป์ลีกสูงสุดได้ 3 ปีติดต่อกัน... นอกจากนี้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เองก็เพิ่งคว้าถ้วย แม่โขงคลับ แชมเปี้ยนชิพ หลังได้ อันเดรส ตูเญซ กองหลังทีมชาติเวเนซูเอลา ซัดลูกโทษเป็นประตูโทนให้พวกเขาเฉือนเอาชนะ เบิงเกต อังกอร์ ตัวแทนจากกัมพูชา เป็นการคว้า 4 แชมป์ในปีเดียวเป็นครั้งที่ 2 และจารึกสถิติระดับโลกกลายเป็น 1 ใน 5 สโมสรที่ก้าวถึงความสำเร็จอันพิเศษนี้ ตามรอย ซานโตส ยอดทีมจากบราซิลยุค เปเล่ (1962 / 1963), เซาธ์ ไชนา ยักษ์ใหญ่ตลอดกาลฮ่องกง (1987-88 / 1990-91), เอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังแดนฝอยทอง (1987-88 / 2010-11) และ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากบุนเดสลีกา (2012-13 / 2013-14)

"ปราสาทสายฟ้า" เพิ่งเฉือนเอาชนะ เบิงเกิต อังกอร์ 1-0 เป็นการคว้าโทรฟี่ใบ 4 ในฤดูกาลนี้

โดย ซานโตส ยุคนั้นถือว่าเป็น “เต้ย” แห่งวงการฟุตบอลบราซิลและของโลกเลยก็ว่าได้ แกนหลักของพวกเขาคือหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดเท่าที่วงการฟุตบอลเคยมีมาอย่าง เปเล่ เจ้าของฉายา “ราชาฟุตบอล” หรือ "ไข่มุกดำ" และเหล่านักเตะทีมชาติบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1962 อย่าง กิลมาร์, ซิโต้, คูตินโญ และอีกมายมาย โดยยอดทีมจากบราซิลกวาด 4 แชมป์ ได้แก่ บราซิเลยโร เซเรีย อา, คัมเปโอนาโต เปาลิสต้า, โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส และ อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ (ชิงแชมป์สโมสรโลกในปัจจุบัน) ซึ่งความสำเร็จครั้งนั้นทำให้ ซานโตส เป็นสโมสรแรกของโลกที่คว้า 4 แชมป์ได้ในปีเดียว

“ราชาฟุตบอล” หรือ “ไข่มุกดำ” ตำนานลูกหนังโลกคือหนึ่งในขุนพล ซานโตส ชุดคว้า 4 แชมป์เป็นทีมแรกของโลก

ขณะที่ เอฟซี ปอร์โต้ ชุดคว้า 4 แชมป์ครั้งแรกเมื่อปี 1987-88 เองก็ถือว่าเป็นขุนพลที่เปี่ยมคุณภาพไม่แพ้กัน มีทั้ง ลิมา เปเรย์รา, รุย บาร์รอส, เฟอร์นานโด โกเมส, อันโตนิโอ อันเดร และตำนานทีมชาติแอลจิเรียอย่าง ราบา มาห์ดเจอร์ โดยพวกเขาคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน ซุเปอร์คัพ, อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ, โปรตุกีส ลีก และ โปรตุกีส คัพ จนได้รับการขนามนามว่าเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสโมสรจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้

ส่วนทีมล่าสุดที่คว้า 4 แชมป์ได้ 2 ครั้งก็คือ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค โดยพวกเขาทำได้ครั้งแรกในปี 2012-13 ภายใต้การคุมทีมของ จุปป์ ไฮย์เกส อดีตตำนานกองหน้าของสโมสรเมื่อเหมาหมดทุกถ้วยในประเทศและปิดท้ายด้วยการซิว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 5 มาครองได้สำเร็จ ก่อนที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา อดีตกุนซือที่สร้างชื่อกับ บาร์เซโลนา จะเข้ามาสานงานต่อในปีถัดมาและประสบความสำเร็จคว้า 4 แชมป์เช่นกัน ได้แก่ ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิล์ด คัพ, เดเอฟเบ โพคาล และ บุนเดสลีกา

...สถิติบ่งชี้ชัดเจนว่าทีมเหล่านี้ประสบความสำเร็จระดับดังกล่าวได้เพราะทุกทีมต่างเป็น “ที่สุด” ของฟุตบอลในประเทศ ไม่ต่างกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่แม้จะยังไม่สามารถจารึกชื่อในฟุตบอลระดับทวีปหรือระดับโลก แต่ถ้าพูดถึงแดนสยามคงไม่มีกล้าเถียงว่าพวกเขาไม่ใช่สโมสรที่ดีที่ ณ เวลานี้

โดยย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ “เซาะกราว” ของ เนวิน ชิดชอบ เคยประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในเวทีลูกหนังเมืองไทยมาแล้วหลังเป็นทีมแรกและทีมเดียวจนถึงปัจจุบันนี้ที่คว้า 4 แชมป์ครบทุกรายการในประเทศภายในปีเดียวทั้งถ้วยพระราชทานประเภท ก. , ไทยพรีเมียร์ลีก , เอฟเอคัพ และ ลีกคัพ ทำลายสถิติความสำเร็จสูงสุดของสโมสรในปี 2011 ที่คว้าเทรเบิลแชมป์เป็นทีมแรกในไทยลงไปทันที

ที่สำคัญพวกเขายังคงเหลือโทรฟี่ในประเทศอีกหนึ่งใบให้ลุ้นคว้าแชมป์ 5 ถ้วยในปีเดียว โดยมีคิวฟาดแข้งกับ “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาลในนัดชิงดำ เอฟเอ คัพ ในวันที่ 26 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งหาก “ปราสาทสายฟ้า” ทำสำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นสโมสรแรกจากเอเชียที่คว้าโทรฟี่ 5 ใบได้ในฤดูกาลเดียว และเป็นสโมสรที่ 6 จากทั่วโลกที่ก้าวถึงหมุดไมล์ประวัติศาสตร์นี้ ตามหลัง เซลติก ยักษ์ใหญ่สกอตแลนด์ (1966-67), วัลเลตต้า ทมจากมอลต้า (1996-97), ฟูแล่ม เลดี้ส์ สโมสรฟุตบอลหญิงจากแดนผู้ดี (2002-03), อัล อาห์ลี แชมเปี้ยนจากอียิปต์ (2006-07) และทีมล่าสุดคือ ออร์แลนโด้ ไพเรตส์ สโมสรจากแอฟริกาใต้ที่ทำได้ในปี 2011 

“กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด อาจเป็นด่านสำคัญที่ขวางกั้นไม่ให้ขุนพลเซาะกราวคว้าเอฟเอ คัพในปีนี้

...นับตั้งแต่ อดีตนักการเมืองผู้ได้รับการขนามนามว่าเป็น “ตัวแปร” ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยตัดสินใจถอดสูทคลายเนคไทเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “คนกีฬา” ในชุดวอร์มและขาสั้นอันเป็นเอกลักษณ์ให้กำเนิด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปลายปี 2009 สโมสรแห่งนี้ก็พัฒนาตัวเองมาเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดเท่าที่ฟุตบอลไทยเคยมีมา

ว่าแต่ที่มาที่ไปที่ทำให้ “ปราสาทสายฟ้า” ครองความยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้เป็นอย่างไรกันแน่...