4 เรื่องต้องรู้บอลอังกฤษ : ไม้ตายก้นหีบของคอนเต้, วิธีดับซ่าซิตี้ และป็อกบาร่างใกล้สมบูณ์

Willian scores against Hull

ธอร์ เฮาก์สตัด นักข่าวของ FourFourTwo ผู้นักวิเคราะห์สถิติอย่างละเอียดสำหรับเกมพรีเมียร์ลีกในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเปิดเผยเรื่องน่าสนใจและไฮไลต์สำคัญในเกมวีกที่ 7 ที่ผ่านมา

และนี่คือ 4 ไฮไลต์หลักในสุดสัปดาห์นี้ … ระบบใหม่ของ เชลซี ในเกมที่บุกชนะ ฮัลล์ 2-0 , สเปอร์ส จอมขยันผู้โค่นยอดฝีมืออย่าง เป็ป กวาร์ดิโอล่า , ความยอดเยี่ยมบนความผิดหวังของ ปอล ป็อกบา และปิดท้ายด้วยเกมรับระดับมหาอุดของ เบิร์นลี่ย์ ในเกมที่ เทิร์ฟมัวร์

1. หลังสามของ คอนเต้ กลับมาเเล้ว

ในฐานะอดีตกุนซือของ ยูเวนตุส ที่ขึ้นชื่อเรื่องของเกมรับด้วยสถิติเสียประตูเพียง 0.59 ประตู/เกม เท่านั้น ทว่าผลงานครั้งใหม่ของเขาในอังกฤษกับเชลซีที่เพิ่งพ่ายต่อ ลิเวอร์พูล 1-2 และ อาร์เซน่อล 0-3 ทำให้เขาต้องปรับมาใช้แท็คติกสร้างชื่ออย่าง 3-5-2 อีกครั้งด้วยระบบมีเพลย์เมคเกอร์ 2 คนอยู่หลังกองหน้าตัวเป้า

นั่นหมายถึงการเล่นระบบ 3-4-2-1 ตอนเล่นเกมรุกและสามารถยืดหยุ่นเป็นระบบ 4-5-1 ตอนที่ทีมไม่มีบอล มาร์กอส อลอนโซ่ และ วิคเตอร์ โมเซส คอยเล่นอยู่ด้านกว้างทั้งสองฝั่งและอัดเซ็นเตอร์ฮาล์ฟถึง 3 คนนำโดย ดาวิด ลุยซ์ และ แกรี่ เคฮิลล์ โดยมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อยที่ใช้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ลงแทน บาติสลาฟ อิวาโนวิช ขณะที่ เนมันย่า มาติช และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จะเน้นไปที่การเล่นเกมรับมากขึ้นกว่าเดิม และทั้งคู่ก็ทำได้ดีในการแย่งบอลจังหวะ 2 มาครองได้ถึง 13 ครั้งในเกมนี้ ทำให้ ฮัลล์ เจ้าบ้านต้องหวังจากการยิงไกลจากระยะ 20 หลาและลูกตั้งเตะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่หากพลิกมามองเกมรุกเเล้วในครึ่งแรก เชลซี ไม่มีโอกาสยิงเข้าเป้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว โอกาสที่ดีที่สุดของพวกเขาเกิดจาก เจค ลิเวอร์มอร์ ที่ยืนตำแหน่งพลาด อย่างไรก็ตามเกมรับของพวกเขาคือพระเอกในเกมนี้อย่างแท้จริง ... "เราสามารถเล่นกองหลัง 3 หรือ 4 คนได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเกม และผมคิดว่านี่เป็นวิธีการที่ดี" คอนเต้ ให้สัมภาษณ์หลังเกมต่อว่า "วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขมากเราสามารถจบเกมด้วยการรักษาคลีนชีทได้เพราะ 2 เกมก่อนหน้านี้เราเสียประตูไปมากมายเลยทีเดียว 

2. เพรสซิ่งของสเปอร์สคือสุดยอดกลยุทธ์การจมเรือใบ

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ คือแสลงสำหรับ เป็ป กวาร์ดิโอล่า มาตั้งแต่สมัยที่เขาคุม เอสปันญ่อล ในสเปนก่อนหน้านี้ และกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ไม่เปลี่ยนแนวทางการเล่นในเกมที่พบกับ แมนฯ ซิตี้ นายใหญ่ของสเปอร์สสั่งให้นักเตะมิดฟิลด์ของเขาวิ่งไล่บอลอย่างบ้าคลั่งไม่ว่าจะเป็น เอริค ลาเมล่า , คริสเตียน เอริคเซ่น , เดเล่ อัลลี่ และ วิคเตอร์ วานยาม่า

กวาร์ดิโอล่า สร้างเซอร์ไพรส์เล็กน้อยด้วยการส่ง เฟนันโด เรเกส ลงเล่นมิดฟิลด์ร่วมกับ เเฟร์นันดินโญ่ และ ดาบิด ซิลบา การไม่มี เควิน เดอ บรอยน์ อยู่ในสนามทำให้พวกเขาดูจะอึดอัดมากๆสำหรับการโดนไล่เพรสซิ่ง สเปอร์ส ตัด เซร์คิโอ้ อเกวโร่ ออกจากเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเกมก็เริ่มเปิดขึ้นจากจังหวะที่ วานยาม่า แย่งบอลมาจาก แฟร์นันดินโญ่ ก่อนที่บอลไปอยู่ที่ริมเส้นฝั่งซ้ายและเป็น โรส ที่เปิดเข้ากลางซึ่งสุดท้ายก็เป็น อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ  ที่สกัดเข้าประตูตัวเอง

แม้การเล่นอันดุเดือดของ สเปอร์ส จะทำให้พวกเขาเสียฟาวล์ไปถึง 20 ครั้ง นั่นมากกว่าฝั่ง ซิตี้ ถึงสองเท่าเลยทีเดียว ทว่าท้ายที่สุดเเล้วเกมก็ถูกปิดกล่องโดยการยิงของ อัลลี่ ยิงออกนำห่างไป 2-0 ซึ่งกว่า ซิตี้ จะหาจังหวะเกมและตั้งหลักได้ก็ปาเข้าไปช่วงนาที 20 นาทีสุดท้าย ซึ่งนั่นก็สายเกินไปกว่าจะแก้ไขอะไรได้

3. ป็อกบา กำลังนับวันรอกลบเสียงวิจารณ์

มีคำกล่าวที่ว่าหากคุณเป็นกองหน้าและมีมิดฟิลด์ที่คอยป้อนบอลให้คุณยิงประตูอย่างต่อเนื่องมันก็ไม่มีอะไรให้คุณต้องกังวลอีกต่อไป อย่างไรก็ตามมันคงใช้ไม่ได้าหรับทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำได้แค่เสมอกับ สโต๊ค 1-1 แต่อย่างน้อย ปอล ป็อกบา ก็เเสดงให้เห็นถึงความกระหายอยากทำประตูของเขาไม่ต่างจากตอนที่อยู่กับ ยูเวนตุส เลย

ไม่ว่าการเติมเกมของเขาจะเป็นสัญชาติญาณหรือรูปแบบการเล่นที่ มูรินโญ่ วางหมากมาก็ตาม ป็อกบา ดูเหมือนว่าจะแสดงให้เห็นความอันตรายของเขามาขึ้นในแต่ละเกมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มี อันเดร์ เอร์เรร่า และ ฆวน มาต้า ร่วมผสานงานในเเดนกลางนั่นทำให้มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสมีโอกาสจ่ายบอลอันตรายๆและเข้าไปหาจังหวะยิงประตูในเขตโทษอยู่หลายครั้ง ท่ามกลางโอกาสมากมายในเกมดังกล่าว ป็อกบา คือหนึ่งในความผิดพลาดนั้น เขาวิ่งมายิงบอลเหน่งๆที่ เจสซี่ ลินการ์ด ปาดเข้ากลางมาให้ออกไปแบบสุดช็อค รวมถึงการโหม่งชนคานในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

การจ่ายบอลเข้าเขตโทษของ ป็อกบา ทั้งหมด 4 จาก 5 ครั้งสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้ทีมมีโอกาสลุ้นทำประตูได้ โดยเฉพาะอย่างยิงการหลุดเดียวของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในช่วงต้นเกมที่ควรจะใส่สกอร์เลยด้วยซ้ำ แม้เกมจะจบลงด้วยการเสมอ 1-1 แต่ถ้าหากเปิดดูที่สถิติส่วนตัวของเขาก็ไม่เลวนักเขามีโอกาสยิงเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5 ครั้ง/เกม และมีการจ่ายบอลสู่พื้นที่อันตราสำเร็จ 1.8 ครั้ง/เกม ... มันอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้างแต่เชื่อเถอะว่าเขากำลังจะดับเสียงวิจาณณ์ที่รบกวนเขาได้สำเร็จในเร็วๆนี้

4. สุดยอดยุทธวิธีตามสภาพทีมของ ฌอน ไดซ์

สำหรับใครก็ตามๆที่ยังไม่เคยเห็นฟอร์มการเล่นของ เบิร์นลี่ย์ ในฤดูกาลนี้คงสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถเอาชนะลิเวอร์พูลได้ถึง 2-0 ด้วยอัตราการครองบอลแค่ 20% เท่านั้น อาร์เซน่อล คือทีมล่าสุดที่ต้องเจอการจัดเกมรับเต็มรูปแบบของ ฌอน ไดช์ ที่มาในระบบการเล่น 4-5-1 ที่มีผู้เล่นทั้งหมด 9 คนยืนขวางอยู่บริเวณกรอบเขตโทษเเละทิ้งกองหน้าอย่าง แซม โว๊ค ไว้บริเวรณครึ่งสนามเพียงคนเดียวเท่านั้น

แม้ว่า อาร์เซน่อล จะเป็นฝ่ายบุกอย่างเต็มที่ตั้งแต่ครึ่งแรกแต่การจอดรถบัสแบบมหาอุดของ เบิร์ยลี่ย์ ก็ปัดป้องไว้ได้ทั้งหมด คุณอาจสงสัยว่า ไดซ์ ให้ลูกทีมศึกษาการเล่นของ แอตเลติโก มาดริด ในยามที่ทีม ตราหมี ล้มทีมยักษ์ใหญ่มานักต่อนัก อาร์เซน่อล มีโอกาสยิงเข้ากรอบเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น และเบิร์นลี่ย์เองก็เสียฟาวล์ในระยะอันตรายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

พวกเขาตอบโต้กลับบางครั้งจากอันตรายของลูกกลางอากาศจาก โว๊ค และ ไมเคิล คีน แต่กลับกลายเป็นการทำแฮนด์บอลของ โลรองต์ กอสเซียลนี่ ที่ส่งให้ลูกทีมของ อาร์เเซน เวนเกอร์ มอบของขวัญให้กับบิ๊กบอสในวาระคุมทีมครบรอบ 20 ปีได้สำเร็จ ... "พวกเขาเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android

New features every day on FourFourTwo.com • More analysis