Interviews

5 เดือนแห่งความเหงาที่แดนซากุระ : เชาววัฒน์ วีระชาติ

“ผมเห็นนักเตะไทยด้วยกันได้ลงเล่นบ่อยๆ บางทีมันก็ทำให้รู้สึกท้อ...”

We are part of The Trust Project What is it?

ประโยคหนึ่งจากปาก “อินซ์” เชาว์วัฒน์ วีระชาติ เอ่ยด้วยความผิดหวังเล็กน้อยเมื่อได้รับโอกาสลงเล่นเพียง 3 นัด นับตั้งแต่ ถูก เซเรโซ โอซาก้า ยืมตัวไปร่วมทีมเพื่อลุยศึกเจลีก 3 ในฤดูกาล 2018 และเป็นเวลากว่า 5 เดือนมาแล้ว ที่ดาวรุ่งชาวไทยรายนี้ต้องผจญภัยใช้ชีวิตอันโดดเดี่ยวเพื่อล่าฝันบนถนนลูกหนังในแดนซามูไร

สัมภาษณ์ - เขียนโดย

กิตติธัช ศรีสุข

เชาว์วัฒน์ คือหนึ่งในนักเตะไทยที่ได้ย้ายไปเล่นในลีกอันดับต้นๆของเอเชียอย่างเจลีก ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาลกับ เซเรโซ โอซาก้า ทีมพันธมิตรของ บางกอกกล๊าส เอฟซี พร้อมร่วมแถลงข่าวในงานเปิดตัวสโมสร โดย เซเรโซ มอบเสื้อเบอร์ 39 ให้กับเขา… เชาว์วัฒน์ คือแข้งไทยเพียงคนเดียวในทีม ชีวิตบนแผ่นดินญี่ปุ่นของเขาได้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความโดดเดี่ยวในเมืองที่ไร้คนรู้จัก และพูดกันคนละภาษา

“ผมเคยให้สัมภาษณ์ในวันก่อนจะมาที่นี่ว่า ผมไม่ได้ดีไม่ได้เก่งอะไร แต่อยากมาเรียนรู้มาพัฒนาอยากสัมผัสว่าระดับฟุตบอลของที่นี่เขาเป็นยังไงเพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้ตัวเอง” เชาว์วัฒน์ เท้าความถึงวันที่ได้รับโอกาสสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ย้ายมาค้าแข้งกับ เซเรโซ โอซาก้า

ผมไม่ได้ดีไม่ได้เก่งอะไร แต่อยากมาเรียนรู้มาพัฒนาอยากสัมผัสว่าระดับฟุตบอลของที่นี่เขาเป็นยังไงเพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้ตัวเอง

“แน่นอนว่าที่นี่เป็นที่ๆหลายคนอยากจะมาเล่นฟุตบอล แต่พอมาถึงผมรู้สึกว่าใช้ชีวิตยากมาก เพราะมาอยู่คนเดียวไม่มีล่าม ส่วนใหญ่เขาจะใช้ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผมไม่รู้ภาษาเขาเลย จริงๆมีล่ามที่พูดอังกฤษ แต่เขาเป็นทีมสตาฟฟ์ชุดใหญ่เลยไม่ได้คอยมาดูแลตลอด เพราะผมซ้อมชุดเล็ก”

“คืออาจจะสื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจ แต่ทุกคนให้การต้อนรับดีมากๆ ผมจำได้ว่าวันแรกที่มาถึงเขาพาไปที่สนามเพื่อแนะนำตัวกับเพื่อนร่วมทีมหลังจากนั้นพาไปดูสนามแนะนำว่าอะไรอยู่ตรงไหนทุกอย่างมันดูเป็นมืออาชีพมากๆที่มีอุปกรณ์พร้อม แต่บอกตามตรงว่าก็มีเกร็งๆบ้างเพราะนอกจากต้องมาอยู่คนเดียว ผมยังไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นเลย”

ดาวรุ่งชาวไทยวัยเพียง 21 ปี ใช้ชีวิตตัวคนเดียวอยู่ในแคมป์ของสโมสร  ซึ่งเป็นห้องพักเดี่ยว และอยู่ห่างไกลจากสนามซ้อมหลายกิโลเมตร แต่เขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี โดยสโมสรเช่ารถยนต์ให้เพื่อใช้ขับไปซ้อม ทุกๆวันเขาใช้เวลาในการขับรถไปสนามซ้อมร่วม 30 นาที การเดินทางอาจไร้ปัญหา ทว่าการซ้อมในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา…

“วันแรกที่ไปถึงสนามผมเกร็งมาก เพราะเราพูดภาษาเขาไม่ได้เลย แต่ก็มีเพื่อนบางคนพยายามพูดภาษาอังกฤษกับเรานะ เขาอาจพูดได้ไม่เยอะ แต่ทุกคนให้การต้อนรับดีมากบรรยากาศดูอบอุ่น จริงๆในการซ้อมถึงไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น แต่ก็พอเข้าใจเวลาเขาให้ทำอะไร การซ้อมที่นี่ค่อนข้างละเอียดบางเรื่องเราเลยไม่เข้าใจ ผู้ช่วยโค้ชที่เขาพูดอังกฤษได้ก็มีช่วยบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะว่าเราต้องทำอะไรบางทีการสื่อสารมันเลยไม่ได้เข้าใจทั้งหมดเวลาลงไปเล่นหรือซ้อมผมก็พยายามถามเพื่อนคนอื่นว่าเขาให้ทำอะไร”

“รูปแบบการซ้อมผมว่าชุดเล็กซ้อมหนักกว่าชุดใหญ่อีกนะ เพราะชุดใหญ่เขามีเกมเล่นถี่ที่บางทีมีเกมกลางสัปดาห์ ชุดเล็กเวลาซ้อมเขาเลยจะใส่เต็มที่บางทีหนักหน่อยก็ซ้อมทั้งเช้าทั้งบ่าย สไตล์การเล่นที่นี่โค้ชเขาเน้นบอลเพรซซิ่ง เด็กที่นี่เวลาซ้อมเขามีความมุ่งมั่น และจริงจังมาก ทุกคนพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อโอกาสที่จะก้าวไปทีมชุดใหญ่ การซ้อมแต่ละครั้งเลยเข้มข้นมากๆ ทั้งในสนามรวมถึงการดูแลเรื่องการกินที่เขาจะมีตารางอาหารมาเลยว่าในแต่ละวันต้องกินอะไรบ้าง แต่เราก็ค่อยๆเรียนรู้ฟุตบอลของเขาไป อีกอย่างผมมองว่าคนอื่นในทีมส่วนใหญ่อายุไม่ห่างกันมาก มันเลยทำให้เราปรับตัวได้ง่าย”

“ที่สัมผัสมาผมมองว่าเจ 3 ไม่ต่างจากไทยลีกบ้านเราเท่าไหร่นะ คือมันมีทั้งข้อดี และไม่ดีอย่างไทยลีกมีนักเตะมีประสบการณ์เยอะบางคนผ่านการเล่นลีกใหญ่มากแล้ว แต่เจ 3 บางทีไม่ได้มีนักเตะแบบนั้น แต่เขามีระบบการเล่นที่มีวินัยจะต่างกันตรงวิธีการเล่นคือที่นี่เขามีวินัยมากทั้งเกมรับ และรุก จะเปลี่ยนจากเกมรับเป็นรุกได้ไวกว่านี่คือสิ่งที่เขาต่างจากเรา”

การซ้อมในแต่ละวันผ่านไปด้วยความยากลำบาก แม้เพื่อนร่วมทีมจะมีส่วนสำคัญช่วยให้การปรับตัว แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายกับการเล่นฟุตบอลที่ญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ชีวิตลำพังอยู่ในเมืองใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งอย่าง โอซาก้า ทำให้ความโดดเดี่ยวยิ่งถาโถมเข้ามามากขึ้น

ถ้าไม่ใช่วันหยุดก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมันก็มีคิดถึงบ้านบ้างเป็นธรรมดา

โอซาก้า เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ในวันที่ไม่มีซ้อม เชาว์วัฒน์ มักใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งรถไฟฟ้าเข้าเมืองเดินเที่ยวตามแหล่งช็อปปิ้งต่างๆเพื่อผ่อนคลายจากเรื่องฟุตบอล ที่สำคัญมันช่วยให้เขาคลายเหงาได้บ้างในยามคิดถึงบ้าน

“ปกติวันไหนมีซ้อมเช้า-บ่าย ก็จะพักผ่อนที่สนามซ้อมพอบ่ายก็ซ้อมต่อ แต่ถ้าซ้อมเช้าอย่างเดียวไม่มีอะไรทำก็เล่นคอมบ้างเล่นเกมบ้างถ้าไม่ใช่วันหยุดก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมันก็มีคิดถึงบ้านบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าวันหยุดผมก็ออกไปเดินย่านที่เขาช็อปปิ้งกัน ไม่ได้เอารถไปหรอก เพราะที่นั่นค่าจอดรถแพงมากผมจะนั่งรถไฟไป แรกๆก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรอยู่ตรงไหนไม่มีใครเคยพาไป แต่ผมอาศัยเปิดกูเกิลคอยไปตามแผนที่ว่าอะไรอยู่ตรงไหน คืออยากจะลองดูก็เลยได้เดินทั่วเลย ส่วนใหญ่ไปคนเดียว แต่กับเพื่อนบางทีผมก็ชวนเขาไปกินอาหารไทยด้วยกัน”

ชีวิตนอกสนามที่ต้องทนกับความเหงา และโดดเดี่ยวอาจคลายไปได้ด้วยกิจกรรมอื่นๆ แต่ชีวิตในสนามเขามีช่วงเวลาที่ยากลำบาก และแตกต่างจากนักเตะไทยรายอื่นๆที่ย้ายไปค้าแข้งในญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 เมษายน ในเกมที่ เซเรโซ โอซาก้าU23 เปิดบ้านรับการมาเยือนของ ฟุกุชิมา ยูไนเต็ด คือเกมแรกอย่างเป็นทางการของ เชาว์วัฒน์ ในการเล่นที่ญี่ปุ่น โดยเขาได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็น 11 คนแรก และได้อยู่ในสนามเป็นเวลา 64 นาที ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวช่วงครึ่งหลัง ซึ่งเกมในวันนั้นจบลงด้วยผลเสมอ 1-1

อย่างไรก็ตามนั่นคือเกมแรก และเกมเดียวที่ เชาว์วัฒน์ ได้ลงเล่นในฐานะ 11 คนแรก เพราะหลังจากนั้นเขาถูกส่งลงเป็นตัวสำรองในนัดที่ทีมชนะ นางาโน ปาเซอิโร 2-1 ก่อนที่เกมล่าสุดกับ จะถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน ฮินาตะ กิดะ ช่วงท้ายเกมกับ ไกนาเร ต็อตโตริ ที่เซเรโซ เอาชนะไป 4-1

ในขณะที่แข้งไทยรายอื่นต่างประสบความสำเร็จในการทำผลงานให้ต้นสังกัดไม่ว่าจะเป็น จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ (เอฟซี โตเกียว U23) ชนาธิป สรงกระสินธ์ (คอนซาโดเล ซัปโปโร), ธีรศิลป์ แดงดา (ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา) และ ธีราทร บุญมาทัน (วิสเซิล โกเบ) แต่เวลาส่วนใหญ่ของ เชาว์วัฒน์ กลับต้องอยู่บนซุ้มม้านั่งสำรอง เพราะหลังการประเดิมตัวจริงเกมแรก ต่อมาเขากลับได้ลงเล่นเป็นเพียงตัวสำรองผลงานลงสนามตัวจริง 1 สำรอง 2 จาก 3 เกมในเวลา 5 เดือน คือช่วงเวลาอันเจ็บปวดสำหรับเขา

“ผมเห็นนักเตะไทยคนอื่นได้ลงบ่อยบางทีมันก็รู้สึกท้อตัวเราได้โอกาสน้อยแบบนี้มันก็รู้สึกแย่ จริงๆผมอยากจะลงเล่นให้มากที่สุดเพื่อพัฒนาตัวเอง แต่ผมก็เข้าใจว่าเราอาจยังไม่ดีพอหรือยังไม่เข้าแทคติกในทีมเขาเท่าไหร่ก็ต้องปรับตัวมากขึ้น ผมคิดถึงบ้านนะบางทีที่เราไม่ค่อยได้เล่น แต่ก็ต้องพยายามหาแรงจูงใจที่จะยังอยากสู้ต่อ แต่ตอนนี้ผมก็มีอาการเจ็บอยู่จากการซ้อม ซึ่งอาจต้องพักสองเดือน จริงๆเจ็บตั้งแต่กุมภาพันธ์แล้วหายไม่ขาดสักทีอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่สามารถทำออกมาได้เต็มที่”

“แต่ตอนนี้ถามว่าท้อไหม แน่นอนว่ามีบ้างกับการที่ไม่ได้เล่น อย่างที่บอกผมไม่ได้ดีหรือเก่ง แต่อยากจะมาเรียนรู้ และพัฒนาก็ต้องปรับตัวทุกอย่างอีกเยอะ สัญญาของผมยังเหลือเวลาอยู่อีกเยอะ”

“ผมยังอยากที่จะสู้ต่อ และเรียนรู้กับฟุตบอลของที่นี่ให้ได้มากที่สุด และผมยังหวังที่จะกลับมาลงสนามให้ต่อเนื่องเพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป” เชาว์วัฒน์ ทิ้งท้าย