5 เหตุผลที่เลสเตอร์(อาจ)จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

ถึงตรงนี้ บอกได้เต็มปากว่า เลสเตอร์ กำลังลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว และ Mike Holden คอลัมนิสต์ FFT เชื่อว่า “จิ้งจอกสยาม” อาจจะสร้างประวัติศาสตร์ได้จริงๆ... 

1. แรงบันดาลใจจากโฮล์มส์

เคลลี่ โฮล์มส์ นักวิ่งชื่อดังเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้

ลองย้อนกลับไปเมื่อ ศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติอย่าง โอลิมปิค ในปี 2004 ไม่มีใครคาดคิดว่า โฮล์มส์ ในวัย 34 ปี จะกลายเป็นนักวิ่งของสหราชอาณาจักรคนแรกในรอบกว่า 84 ปีที่คว้า 2 เหรียญทองในคราวเดียว โดยก่อนหน้านั้น สำนักพนันถึงขนาดออกอัตราการทำผลงานขนาดนี้ไว้ที่ 100/1 ทีเดียว

ทว่า ตอนนั้น โฮล์มส์ อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในชีวิต ปราศจากอาการบาดเจ็บเป็นครั้งแรกในชีวิตนักกีฬา และประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น..

หลักการง่ายๆที่ทำให้ นักวิ่งหญิงชื่อดัง คว้าเหรียญทองในระยะ 800 เมตร และ 1500 เมตร ได้ก็คือ จงอย่าสนใจคู่แข่ง ทำทุกรอบให้เหมือนเดิม และ วิ่งในความเร็วที่สม่ำเสมอ

อย่างตอนที่ โฮล์มส์ วิ่งเข้าเส้นชัยในตอนแข่ง 800 เมตร เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เธอได้เหรียญทอง เช่นเดียวกับ ตอนแข่ง 1500 เมตร ที่ โฮล์มส์ อยู่ในลำดับ 8 จากนักวิ่ง 12 คนในการแข่ง 400 เมตรสุดท้าย ทว่า ตำนานนักวิ่งผู้ดี ก็แซงชนะทุกคนได้ในที่สุด

ขณะที่ฝั่ง เลสเตอร์ นั้นมี 19 คะแนน หลังผ่านไป 10 เกม ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 39 แต้ม หลังครึ่งฤดูกาล และถึงตรงนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ตั้งเป้าที่จะพาทีมเก็บให้ได้ถึง 79 คะแนน เพราะฉะนั้น ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน “จิ้งจอกสยาม” ต้องมี 59 แต้ม หลังผ่านเกมกับ วัตฟอร์ด ในวันที่ 5 มีนาคมก่อน และถึงตรงนั้น ทุกอย่างก็เป็นไปได้หมด..

2. สถิติทำให้กล้าฝัน

นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกก้าวขึ้นสู่ยุคมิลเลเนียม แต้มเฉลี่ยของทีมแชมป์จะอยู่ที่ราวๆ 87.5 แต้ม ทว่าด้วยความที่ปีนี้ เป็นปีที่สูสีที่สุดในรอบหลายปี ทำให้แชมป์จะมีคะแนนน้อยกว่านั้นแน่นอน

ถ้าคิดจะค่าเฉลี่ยจากครึ่งแรกของฤดูกาล จะพบว่า สุดท้ายแล้ว อาร์เซนอล และ แมนฯซิตี้ จะจบด้วย 73 คะแนนเท่านั้น ซึ่งมีเพียงสองครั้งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ทีมแชมป์มีแต้มเฉลี่ยต่อเกมน้อยกว่านี้(มีบางปีแข่ง 42 นัด)

โดยปกติแล้ว ค่าเฉลี่ยที่ทีมแชมป์เก็บได้จะอยู่ที่ประมาณ 2.3 แต้มต่อเกมซึ่งหาก “ปืนใหญ่” และ “เรือใบสีฟ้า” สามารถเก็บคะแนนได้ในระดับนั้นในอีก 15 เกมที่เหลือ พวกเขาก็จะมี 79 แต้ม ซึ่งเท่ากับที่ รานิเอรี่ หวังไว้

และหากทุกอย่างเป็นไปตามที่ กุนซือชาวอิตาเลียน ฝัน การนับลูกได้เสียก็อาจจะถูกนำมาตัดสินทีมแชมป์อีกครั้ง

3. “เดอะ ลัคกี้” รานิเอรี่

ถือเป็นโชคดีมากๆของ รานิเอรี่ และ ลูกทีม ที่กุนซือทีมคู่แข่งอย่าง อย่าง อาร์แซน เวงเกอร์ และ มานูเอล เปเยเรกินี่ ไม่ใช่ประเภทจอมจิตวิทยาหรือชอบไซโคคู่แข่งเฉกเช่น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งหากยอดกุนซือทั้งสองคนยังอยู่ ไม่แน่ว่า ทีมดังแห่งมิดแลนด์ อาจจะเป๋ไปนานแล้วก็ได้

อาร์แซน เวงเกอร์ และ มานูเอล เปเยเรกินี่ ไม่ใช่ประเภทจอมจิตวิทยาหรือชอบไซโคคู่แข่งเฉกเช่น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ โชเซ่ มูรินโญ่

นอกจากนี้ เวงเกอร์ และ เปเยเรกินี่ ยังเป็นประเภทใส่ใจกับรูปแบบการเล่นมากกว่าผลแพ้ชนะอีกด้วย ซึ่งเราจะไม่มีทางเห็นภาพที่แผน “รถบัส” ถูกงัดออกมาใช้โดยทั้งสองคน ทำให้คู่แข่งต่างสามารถมีลุ้นโต้กลับและเก็บแต้มจากพวกเขาได้เช่นกัน

4. คนที่ใช่ของจิ้งจอกสยาม

หากเทียบกับการวัดบุคลิกภาพแบบ Myers-Briggs Type Indicator(ตอนเรียนจิตวิทยา ตั้งใจกันหรือเปล่าครับ ฮา – ผู้แปล) รานิเอรี่ คงจัดอยู่ในประเภท ESFP ซึ่งก็คือ ประมาณว่า ชอบเข้าสังคม เข้ากับคนง่าย มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สนุกสนานได้กับทุกสิ่ง สามารถทำให้ผู้อื่นสนุกสนาน  ซึ่งทั้งหมดเห็นได้จากบรรยากาศในถิ่น คิงพาวเวอร์ สเตเดี้ยม เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ประสบการณ์การคุมทีมกว่า 30 ปีของ อดีตกุนซือเชลซี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหมด ทั้งยังผ่านช่วงเวลาผิดหวังและประสบความสำเร็จมาหมดแล้ว ทำให้เขารู้จักคุมสถานการณ์และเข้าใจโลกลูกหนังอย่างดี

“ถ้าคุณไม่สามารถดูแลฉันได้ในวันที่แย่ที่สุด คุณก็ไม่สมควรได้อะไรในวันที่ดีที่สุด” มาริลิน มอนโร อดีตดาราชื่อดัง ผู้มีอุปนิสัยแบบ ESFP เคยกล่าวเมื่อนานมาแล้ว และหากเปรียบเทียบกัน แน่นอนว่า เมื่อปีที่แล้ว รานิเอรี่ เพิ่งตกต่ำแบบสุดๆ หลังพากรีซแพ้ให้กับทีมเกรดต่ำอย่าง หมู่เกาะแฟโร คาบ้านตัวเอง จนถูกด่าว่าเป็น โค้ชตกยุค

ทว่า กลุ่มทุนจากไทยก็ให้โอกาสเขา และ อดีตกุนซือยูเวนตุส ก็ตอบแทนทุกอย่างแบบสุดคุ้ม

เพราะอย่างน้อย ตอนนี้ รานิเอรี่ กำลังอยู่กับทีมที่ดีที่สุด(และเหมาะที่สุด)ในชีวิตเรียบร้อยแล้ว..

Leicester boss Claudio Ranieri jokes about ‘killing’ Watford coach Quique Flores

5. ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง

จาการคำนวนของนักสถิติพบว่า โอกาสที่ “จิ้งจอกสยาม” จะคว้าแชมป์ลีกได้อยู่ที่ราวๆ 9-13% แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นเพียงเรื่องของตัวเลขก็ตาม แต่สิ่งที่ทีมดังแห่งมิดแลนด์ได้เปรียบทุกทีมก็คือ การไม่คาดหวังของแฟนบอล

ถ้าเป็นไปได้ สร้างประวัติศาสตร์ให้โลกจารึกด้วยนะ เลสเตอร์

เรื่องแชมป์ยังไม่แน่ แต่ที่ค่อนข้างแน่คือ พวกเขามีโอกาสสูงมากๆที่จะได้ลุยถ้วยใหญ่ของยุโรปในปีหน้า ซึ่งหากไม่หลุดฟอร์มแบบน่าเกลียด ปีหน้าแชมเปี้ยนลีกจะได้ต้อนรับน้องใหม่นามว่า เลสเตอร์ ซิตี้ แน่นอน

ทว่า ทุกอย่างไม่เคยแน่นอน

เพราะฉะนั้น ถึงตรงนี้ “จิ้งจอกสยาม” คงต้องมองไปที่นัดต่อนัด พร้อมกับทำทุกเกมให้ดีที่สุด และ เลสเตอร์ ไม่ต้องสนใจใคร เพราะชะตาอยู่ในมือพวกเขาทั้งหมด(นำรองจ่าฝูงอยู่ 3 คะแนน แข่งเท่ากัน)

แต่ไม่ว่าสุดท้าย จะเป็นอย่างไร แต่ผลงานจากอันดับสุดท้ายในวันคริสต์มาสเมื่อปี 2014 สู่ตำแหน่งจ่าฝูงในวันเดียวกันในอีกปีถัดมา แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว…

และถ้าเป็นไปได้ สร้างประวัติศาสตร์ให้โลกจารึกด้วยนะ เลสเตอร์!

บทความแนะนำ