5 เหตุผลที่ราฟาล้มเหลวกับเรอัล มาดริด

อดีตบิ๊กบอสของลิเวอร์พูลต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อโดนปลดตอนคืนวันจันทร์ที่ผ่าน แล้วทำไม “ราชันชุดขาว” ในยุคของเขาถึงได้เละเทะนัก? ลี โรเด้น แห่งโฟร์โฟร์ทูจะมาให้คำตอบ...

หลังจากกุมบังเหียนเรอัล มาดริด ได้เพียงแค่ครึ่งฤดูกาล ราฟา เบนิเตซ ก็มีอันต้องถูกขับออกจากตำแหน่งแบบไปไม่ลามาไม่ไหว้ พร้อมกับยุติความฝันในการเป็นนายใหญ่ของทีม “โลส บลังโกส” ที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เมื่อครั้งยังคุมทีมอคาเดมี่ของสโมสรลง แล้วอะไรที่ทำให้ราฟาพบกับความล้มเหลวที่เบร์นาเบวล่ะ?

1. ไม่สามารถดึงฟอร์มของโรนัลโด้ออกมาได้

ด้วยผลงาน 25 ประตูจาก 24 เกมภายใต้การคุมทีมของเบนิเตซ ทำให้โรนัลโด้รั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของเรอัล มาริด โดยทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง คาริม เบนเซมา อยู่ 9 ลูกด้วยกัน ดังนั้นมันอาจฟังดูไม่สมเหตุสมผลว่าฟอร์มของเขาคือปัจจัยที่ทำให้ผู้จัดการทีมถูกขับออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตามเมื่อมองไปที่รายละเอียดแล้ว ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญเลยทีเดียว

โดย 11 ประตูของโรนัลโด้ในฤดูกาล 2015/16 มาจากการเจอกับชัคเตอร์ โดเน็ทส์ค และมัลโม 2 ทีมแจกแต้มในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีก ขณะที่ 5 ประตูมาจากนัดที่ชนะเอสปันญอลซึ่งตอนนั้นเพิ่งปลดผู้จัดการทีมไปหมาดๆ ส่วนอีก 9 ลูกที่เหลือไม่มีลูกไหนที่ทำได้ในเกมใหญ่ๆเลย ไม่ว่าจะเป็นแมตช์ที่พบกับบาเลนเซีย, บียาร์เรอัล,​ บาร์เซโลนา,​ เซบีญา รวมถึงแอตเลติโก มาดริด

ซึ่งถ้าเป็นช่วงนี้เมื่อปีก่อน “ซีอาร์เซเว่น” สามารถทำประตูได้ในเกมสำคัญดังกล่าว แต่ภายใต้การกุมบังเหียนของเบนิเตซเขากลับยิงได้เฉพาะเกมตบเด็ก โดยความพยายามที่จะใช้เขาเป็นศูนย์หน้าที่ต้องเล่นในจังหวะที่หันหลังให้ประตูหรือต้องชนกับกองหลังตัวสุดท้ายทำให้ประสิทธิภาพลดลงไปอย่างน่าใจหาย

ถือเป็นเรื่องตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับบทบาทที่มีอิสระมากกว่าที่ คาร์โล อันเชลอตติ วางไว้ให้เขาในช่วงครึ่งแรกของซีซั่นก่อน ซึ่งไม่เพียงแค่ทำประตูได้ในเกมสำคัญเท่านั้น หากแต่ยังสร้างอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการสร้างสรรค์เกมด้วย โดยอันเชลอตติทำให้แน่ใจว่าตัวพลิกเกมของพวกเขาจะได้บอลทุกครั้งที่ต้องการเพื่อบันดาลชัยชนะมาให้ทีม แต่เบนิเตซกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามค่อนข้างบ่อยครั้ง และนั่นก็เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นปัญหา

2. ไม่รู้วิธีการบริหารทีม

ห้องแต่งตัวในเบร์นาเบวเปรียบเสมือนกับเขตทุ่นระเบิดที่ต้องอาศัยทักษะในการเอาตัวรอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเลือกทีมซึ่งต้องทำให้นักเตะแฮปปี้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสิ่งนี้คนที่มาก่อนเบนิเตซอย่างอันเชลอตติทำได้อย่างยอดเยี่ยม เขาไม่เพียงแค่ได้รับความเคารพตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นที่ชื่นชอบของนักเตะในทีมที่มีแต่สตาร์ดังอีกด้วย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทุกเกมก็ตาม

ซึ่งดูเหมือนว่าเบนิเตซจะตรงกันข้าม โดยบรรดาแฟนบอลสโมสรเก่าของเขารู้ดีว่าเจ้าตัวไม่ค่อยมีเซ้นส์นักในการเลือกทีม ซึ่ง ฆาเมส โรดริเกซ คือหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มแจ่มที่สุดของมาดริดเมื่อซีซั่นก่อน แต่ราฟากลับแปรเปลี่ยนสมบัติล้ำค่าให้กลายเป็นปัญหาเมื่อชอบเปลี่ยนตัวจอมทัพชาวโคลอมเบียออกระหว่างเกมอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งความขัดแย้งกับกองกลางค่าตัวแพงและสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลอยู่เป็นนิจ และการดองอิสโก้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งขวัญใจแฟนบอลและนักเตะพรสวรรค์สูงอีกคนอย่างไร้ความปราณีก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เทรนเนอร์ชาวสแปนิชแพ้ภัยตัวเองเช่นกัน

James Rodriguez

ฆาเมสออกอาการเซ็งอยู่บ่อยครั้งในฤดูกาลนี้

เบนิเตซอาจมีเหตุผลด้านแทคติกที่ตัดสินใจทำอย่างนั้นแต่สิ่งสำคัญในการคุมทีมระดับสูงก็คือความฉลาดในการอยู่เป็น ซึ่งเจ้าตัวไม่มีตรงนี้

3. มีลูกพลิกแพลงไม่พอที่จะหาสูตรลงตัว

มาดริดในยุคของราฟาทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง พวกเขายังขาดความคิดสร้างสรรค์ในเกมรุกเมื่อเทียบกับขุมกำลังที่เต็มไปด้วยสุดยอดตัวปั้นเกมระดับโลกอยู่เต็มไปหมด แถมยังเล่นเกมรับได้ไม่ดีเมื่อถึงเวลาจริงๆอีกด้วย เห็นได้ชัดจากตอนที่เสียประตู 2 นัดติดในเกมใหญ่กับบาร์เซโลนาและเซบีญาซึ่งโดนทะลวงตาข่ายรวมกันถึง 7 ลูก

หากต้องการประสบความสำเร็จกับมาดริด เบนิเตซต้องมีการจัดระเบียบเกมรับให้สมดุลกับเกมรุกอันแข็งแกร่งของทีมที่มีนักเตะระดับเพลย์เมคเกอร์ไม่ต่ำกว่า 5 ราย มันดูเหมือนว่าเป็นงานใหญ่ทีเดียวแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเขาหัดคิดนอกกรอบเสียหน่อย

อย่างอันเชลอตติที่หุบ อังเคล ดิ มาเรีย จากปีกมาเล่นมิดฟิลด์ตัวในซึ่งทำให้มาดริดคว้าแชมป์ยุโรปสมัย 10 โดยตัวรุกชาวอาร์เจนไตน์ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเกมในบทบาทกองกลางตัวรุกเพื่อแบ่งเบาภาระของ ชาบี อลอนโซ ในการเปลี่ยนเกมจากรับเป็นรุก และกุนซือชาวอิตาเลียนก็ทำอย่างนี้กับอิสโก้เช่นเดียวกัน โดยปรับให้จอมทัพชาวอันดาลูเซียนมีวินัยในเกมรับมากขึ้นเพื่อถอยเจ้าตัวไปเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางในช่วงปี 2014

ซึ่งการแก้ปัญหานั้นมันไม่ได้มีสูตรตายตัวเสมอไป บางครั้งต้องอาศัยปฏิภาณในการหาวิธี ซึ่งเบนิเตซไม่มีสิ่งนั้น และมันทำให้เขาล้มเหลว

4. เขาหมกมุ่นในการทำสงครามกับสื่อมากไป

ที่จริงราฟาก็มีปัญหากับงานของตัวเองมากพออยู่แล้วโดยที่ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกับนักข่าวเลย ทั้งที่เคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้วกับสื่อฟุตบอลแดนกระทิง เขาก็ยังอุตส่าห์หลวมตัวไปมีเรื่องอีกจนได้

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม กุนซือชาวสแปนิชได้กล่าวว่า “นักข่าวไม่ต้องการเห็นเรอัล มาดริด ได้ดี” และเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเจ้าตัวก็เริ่มจิตป่วงมากขึ้น โดยก่อนเกมลีกกับเรอัล โซเซียดัด เขาบอกว่า “มีการสมคบคิดกันเพื่อต่อต้าน ฟลอเรนติโน เปเรซ, ต่อต้านเรอัล มาดริด และต่อต้านผม” อีกทั้งยังเสริมว่าในอังกฤษ “สื่อไม่ได้มีการเล่นข่าวให้เกินความจริงเหมือนอย่างที่สเปน” ซึ่งหากใครไม่ได้ติดตามราฟามาตั้งแต่ต้นก็คงคิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับนักข่าวตอนอยู่ในสหราชอาณาจักรดีกว่านี้ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย

Rafael Benitez, media

เบนิเตซโบ้ยว่าสื่อชอบเล่นไม่ซื่อ

โดย เจมี คาร์ราเกอร์ อดีตแข้ง “หงส์แดง” เคยเขียนไว้เมื่อช่วงต้นซีซั่นว่าเบนิเตซ “ตอบสนองกับเรื่องราวของตัวเองสิ่งที่ปรากฏบนสื่อได้แย่” และเมื่อดูจากการกระทำของกุนซือชาวสแปนิชที่มาดริดแล้ว คงเป็นเรื่องยากที่จะไม่เห็นด้วย ขณะที่โค้ชบางคนใช้ช่องทางสื่อในการเช็คฟีดแบ็คนักเตะได้อย่างชาญฉลาด แต่เบนิเตซกลับทำให้มันเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้ทีมมากขึ้น และเขาก็ยังไม่เรียนรู้เสียที

5. มีเจ้านายที่ชื่อ ฟลอเรนติโน เปเรซ

ที่จริงราฟาน่าจะได้ทำอะไรมากกว่านี้เพื่อกอบกู้สถานการณ์ของตัวเองในเบร์นาเบว แต่เป็นเพราะว่ามีปัจจัยหนึ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้จนทำให้เขาล้มเหลวที่มาดริด และปัจจัยที่ว่านั้นโค้ชหลายรายก็เคยเจอมาก่อนหน้านี้แล้วนั่นก็คือเปเรซ ตราบใดที่เขายังนั่งเก้าอี้ประธานสโมสร “ราชันชุดขาว” ผู้จัดการทีมก็จะเจอกับงานยากระดับเข็นครกขึ้นภูเขาอยู่ตลอด

โดย 2 ยุคที่เปเรซเข้ามากุมอำนาจ “โลส บลังโกส” นั้น ทีมสามารถคว้าแชมป์ได้เพียง 7 จาก 37 รายการใหญ่ที่มาดริดเข้าแข่งขัน และมีโค้ชถึง 11 คนที่ถูกว่าจ้างเข้ามาคุมทีม ซึ่งการขาดแผนงานที่ชัดเจนจากระดับบนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางอยู่ตลอดจนกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของมาดริดในยุคของเขาไปแล้ว ซึ่งนั่นทำให้ขาดความคงเส้นคงวาในการประสบความสำเร็จ

Florentino Perez

ความน่ากลัวของเปเรซทำให้ราฟาคือเหยือรายล่าสุด

จากเกมรุกอันดุดันของ มานูเอล เปเยกรินี สู่เกมรัดกุมของ โชเซ มูรินโญ​ ก่อนจะมาเล่นเกมเปิดอีกครั้งในยุคของ คาร์โล อันเชลอตติ แล้วก็กลับไปหาสไตล์การเล่นที่เน้นเกมรับมากขึ้นจากเบนิเตซ ซึ่งทีมก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองแทคติกแต่อย่างใด หากแต่เป็นการสนองความต้องการของท่านประธานจอมแทรกแซงล้วนๆ ทำให้โค้ชต้องเจอกับงานยากตั้งแต่วันแรก

และราฟาก็คือกุนซือรายล่าสุดที่เจอกับสิ่งนี้ โดยมี ซีเนดีน ซีดาน เป็นเหยื่อรายต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้