5 หนทางพา “ราชันชุดขาว” กลับบัลลังก์

Lee Roden คอลัมนิสต์ของเราแนะนำวิธีที่จะทำให้ เรอัล มาดริด ทวงความยิ่งใหญ่กลับมาได้อีกครั้ง...

1. เคลียร์เรื่องภายในให้ได้

สิ่งที่ตลกที่สุดในวงการลูกหนังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน ปีที่แล้ว เมื่อสองสโมสรที่ร่ำรวยและมีมูลค่าที่สุดในโลกอย่าง เรอัล มาดริด และ แมนฯยูไนเต็ด ไม่สามารถจัดการเอกสารการย้ายทีมของ ดาบิด เด เคอา ได้ทันเส้นตายการซื้อขาย(ในข้อแม้ที่ไม่ทราบว่า ฝ่ายใดกันแน่ที่ไม่ต้องการให้การย้ายทีมเกิดขึ้น)

และอีกกรณีที่สร้างความสะใจให้แฟนๆบาร์ซ่าเป็นอย่างมาก คือ การที่ “ราชันชุดขาว” ส่ง เดนิส เชอรีเชฟ ลงเล่นในศึกโกป้า เดล เรย์ ทั้งๆที่เจ้าตัวติดโทษแบนต่อเนื่องจากปีที่แล้ว จนทำให้ถูกปรับตกรอบ หรือจะเป็นเคสที่ ฮาเมส โรดริเกซ ขับรถเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนด จนถูกตำรวจตามมาถึงสโมสรก็ตาม

ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ของบุคลากรในหลายภาคส่วนของสโมสร

ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพของบุคลากรในหลายภาคส่วนของสโมสร ซึ่งในอนาคตต่อไป หากทีมดังแห่งเมืองหลวงต้องการจะมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง พวกเขาจำเป็นต้องปรับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

2. ทีมต้องใหญ่ขึ้น

ไมน่าเชื่อว่า ทีมระดับท็อปของยุโรปอย่าง มาดริด จะมีปัญหาเรื่องขุมกำลังตัวจริงและตัวสำรองที่ฝีเท้าค่อนข้างต่างกันพอสมควร ทั้งยังไม่มีตัวแทนที่เหมาะสมในทุกตำแหน่ง

อย่างในตำแหน่งแบ็คซ้ายนั้น กลายเป็นว่าทั้งทีมมี มาร์เซโล่ คนเดียวที่เล่นตำแหน่งนั้นเป็นอาชีพ ซึ่งพอ ดาวเตะทีมชาติบราซิลเจ็บไป ทำให้พวกเขาต้องจับเอาพวกแบ็คขวาอาชีพอย่าง ดานิโล่ หรือ ดาเนียล การ์บาคัล มาเล่นแทน

ขณะที่เมื่อ คาริม เบนเซม่า เจ็บออดๆแอดๆตลอดปี ทำให้ ราฟา เบนิเตซ หรือ ซีเนอดีน ซีดาน ต้องจับเอา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มายืนเป็นหน้าเป้า ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่ถนัด จนทำให้นัดล่าสุดกับ แอตฯมาดริด ซีดานต้องไปจับเอาหัวหอกในทีมสำรองอย่าง บอร์ฆา มายอรัล มาเปิดซิงครั้งแรก

เช่นเดียวกับ มิดฟิลด์ตัวตัดเกมขนานแท้ ที่ไม่มีใครเลยนอกจาก คาเซมิโร่ ทว่าที่น่าตกใจคือ แม้ กองกลางแซมบ้า จะฟิตสมบูรณ์ แต่เขากลับไม่ได้รับโอกาสลงสนามตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งๆที่ทีมขาดตัวตัดเกมอยู่

ทั้งสามตำแหน่งแสดงให้เห็นว่า ทรัพยากรที่ “ราชันชุดขาว” มีอยู่ยังไม่เพียงพอ เพราะถึงพวกเขาจะมี 11 ตัวจริงที่สุดยอดเพียงใด แต่เวลาที่แข่ง เราต้องการทีมฟุตบอล ไม่ใช่แค่นักฟุตบอลคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

3. หมดเวลาซีอาร์ 7

หากมองลึกลงไปจะพบว่า 22 ประตูที่เขาทำได้ในลาลีก้าปีนี้ มากกว่า 70% เป็นการยิงทีมครึ่งล่างของตาราง

ไม่มีใครปฏิเสธว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือ ดาวเตะที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร การันตีด้วยรางวัลบัลลังดอร์และตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีม อย่างไรก็ตาม กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

แม้ว่า โรนัลโด้ จะรักษาฟอร์มถล่มประตูไว้ได้ แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า 22 ประตูที่เขาทำได้ในลาลีก้าปีนี้ มากกว่า 70% เป็นการยิงทีมครึ่งล่างของตาราง ทั้งยังมีสถิติไม่สามารถยิง บาร์เซโลน่า, แอตฯมาดริด, บียาร์เรอัล หรือกระทั่งของโปรดตลอดหลายปีที่ผ่านมาอย่าง เซบีญ่า ได้เลยในฤดูกาลนี้

นอกจากนี้ พฤติกรรมในสนามของ “ซีอาร์7” บ่งบอกชัดเจนว่า เขาหงุดหงิดมากเพียงใด หลายครั้งที่ โรนัลโด้ ออกอาการน็อตหลุดเตะคู่แข่งนอกเกม แม้ว่าถึงตรงนี้ เขายังไม่โดนใบแดงจากการเล่นในลักษณะนั้น(ในฤดูกาลนี้) แต่แน่นอนว่า เรื่องแบบนี้มันอาจจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆนี้

ยิ่งตอกย้ำด้วย คำให้สัมภาษณ์ล่าสุดซึ่งโจมตีเพื่อนร่วมทีมหลายคน นั่นทำให้หลายฝ่ายเชียร์ให้ มาดริด ขายนักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขาออกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะว่า ทุกวันนี้ อดีตขวัญใจแฟนๆปีศาจแดง คือ ขาใหญ่ประจำทีม ที่ไม่ว่าผู้จัดการทีมจะใหญ่แค่ไหน ก็ต้องเกรงใจเขา และหาก “ราชันชุดขาว” ต้องการจะสร้างทีมใหม่ หมายความว่าทีมนั้นต้องไม่มีดาวเตะหมายเลข 7 คนปัจจุบันแน่นอน

เพราะเวลาของยุคใหม่อาจจะมาถึงแล้วจริงๆ

4. เลือกโค้ชให้ชัดเจน

ผู้บริหารไม่มีแนวทางที่เลือกโค้ชที่มีสไตล์การเล่นคล้ายเคียงกัน หรือมีดีเอ็นเอของ เรอัล มาดริด อยู่ในตัว

ปัญหาของทีมดังแห่งสเปนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ พวกเขาไม่สามารถชนะทีมคู่ปรับอย่าง บาร์เซโลน่า หรือ แอตฯมาดริด ได้ โดยเฉพาะทีม “ตราหมี” ที่พวกเขาพ่ายคาบ้านมาถึงสามปีติดต่อกัน อันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และที่สำคัญคือ ทำให้สถิติ 7 เกมหลังสุดที่ทั้งสองทีมพบกัน แอตฯมาดริด ชนะไปถึง 6 เกม ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ “ตราหมี” เคยทำสถิติไม่ชนะเกมดาร์บี้แมตช์ติดต่อกันถึง 22 นัด

แน่นอนว่า เราต้องยอมรับว่า ดิเอโก้ ซิโมเอเน่ เข้ามาทำให้พวกเขาปลดแอดจากคู่ปรับร่วมเมืองได้สำเร็จ แต่ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานที่ต่อเนื่องของ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ ที่วางระบบและแผนการเล่นให้ทีม “ตราหมี” ชัดเจน

ขณะที่ เรอัล มาดริด ละ?  อะไรคือระบบการเล่นของแชมป์ยุโรป 10 สมัย?

จากฟุตบอลเกมรุกของ มานูเอล เปเยเรกินี่ สู่เกมเน้นผลการแข่งขันของ โชเซ่ มูรินโญ่ ต่อด้วยฟุตบอลประสิทธิภาพของ คาร์โล อันเชล็อตติ ตามติดด้วย จอมแท็คติคอย่าง ราฟา เบนิเตซ และล่าสุดกับ เซ็กซี่ฟุตบอล ของ ซีดาน

เห็นได้ชัดว่า พวกเขาไร้ความต่อเนื่องเป็นที่สุด และบรรดาผู้บริหารไม่มีแนวทางที่เลือกโค้ชที่มีสไตล์การเล่นคล้ายเคียงกันหรือมีดีเอ็นเอของ เรอัล มาดริด อยู่ในตัว ซึ่งแตกต่างจาก บาร์เซโลน่า อย่างสุดขั้ว

และผลของการกระทำทั้งหมดกำลังแสดงออกมาเรื่อยๆ…

5. เปเรซ..ออกไป

ปิดท้ายที่คนสำคัญที่สุดอย่าง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้ทีมเละตุ้มเป๊ะแบบนี้ เพราะ เปเรซ ทำตัวดั่งเป็นผู้จัดการทีมมากกว่าจะเป็นผู้บริหาร และผลงานได้แชมป์ลีกเพียงครั้งเดียวตลอด 7 ปีหลังสุดบอกเราได้อย่างดี ซึ่งการที่ทีมยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้แชมป์ลีกแค่ครั้งเดียว ย่อมไม่ใช่เรื่องที่แฟนๆพอใจนัก

หลายครั้งที่การเซ็นสัญญานักเตะใหม่ขึ้นอยู่กับ เปเรซ เช่นเดียวกับ การปลดโค้ช ก็เป็นอีกหนึ่งงานถนัดของชายแก่รายนี้ แต่น่าเสียดายที่การตัดสินใจของ เปเรซ ไม่ค่อยสร้างประโยชน์ให้กับทีมเท่าไร

Florentino Perez

ได้เวลาไปแล้วหล่ะ ซินญอร์เปเรซ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้แฟนๆที่สเปน เริ่มออกมาต่อต้าน เปเรซ แล้ว โดยเหล่ามาดริดนิสต้าต้องการให้ ประธานสโมสรของพวกเขาลาออก หลังบริหารงาน(ในคำรบสอง)เป็นเวลา 10 ปีแล้ว พร้อมกับขอให้ยุติบทบาทหน้าที่นี้ตลอดไป

ทว่า การจะหาตัวแทนของ เปเรซ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยตั้งแต่ปี 2012 เปเรซ เปลี่ยนกฎให้คนที่มีคุณสมบัติจะสามารถก้าวขึ้นเป็นประธานสโมสรของ มาดริด ได้นั้นยากขึ้น ทำให้ตอนนี้มีเพียง 88 คน จากสมาชิกของทีมที่มีกว่า 46 ล้านคนที่จะสามารถเข้ารับตำแหน่งแทน ประธานจอมขี้โม้ รายนี้ได้ แต่ที่น่าเหลือเชื่อ คือ จาก 88 คน จะไม่มีคนที่ดีกว่า เปเรซ จริงๆหรือ?

แน่นอนว่า การจำกัด เปเรซ ออกไป อาจจะไม่ใช่ทางออกของมาดริดในทันทีทันใด แต่เชื่อได้เลยว่า มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งของอดีต "ราชัน" ผู้เกรียงไกงแน่นอน…

สาวก “มาดริดนิสต้า” โปรดเอาใจช่วยอย่างต่อเนื่อง..