5 ข้อที่แสดงให้เห็นว่าปรัชญา ฟานกัล ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด

คริส ฟลานาแกน อยู่ที่วิคาเรจ โร้ด และมีบทวิเคราะห์เกมที่แมนฯยูไนเต็ด เล่นได้อย่างดุดัน ก่อนบุกชนะ วัตฟอร์ด 2-1

1.เกมบุกแมนฯยูไหลลื่น เมื่อปีกโยกเป็นกองหน้า

หลุยส์ ฟาน กัล จัดทัพแมนฯยูในระบบ 4-2-2-2 เหมือนกับ ทีมชาติบราซิล ในยุคฟุตบอลโลกปี 1982 แม้ทีมเซเลเซาชุดนั้นจะเจอทีเด็ดของ เปาโล รอสซี่ ซัดแฮตทริคใส่ก็ตาม แต่ด้วยเกมนี้ ปีศาจแดง มีข้อจำกัดคือ อองโตนีย์ มาร์กซิยาล และ เวย์น รูนีย์ ศูนย์หน้าอาชีพต่างมีอาการบาดเจ็บไม่พร้อมลงสนาม ทำให้ ฟาน กัล ต้องจัดทัพในแบบที่แฟนบอลไม่คาดคิด
 
เมมฟิส เดปาย กับ เจสซี ลินการ์ด ซึ่งถนัดเกมริมเส้น ถูกวางสูงให้ยืนเป็นคู่หน้า โดยมี อันแดร์ เอร์เรรา กับ ฆวน มาต้า คอยสนับสนุนเกมรุก แม้ว่าฝีเท้าของ เอร์เรรา กับ มาต้า อาจยังไม่เทียบเคียง โซคราเตส กับ ซิโก้ ของบราซิลในฟุตบอลโลกเมื่อ 33 ปีก่อน แต่ด้วยตัวเลือกที่มีไม่มากพอทำให้ เทรนเนอร์ชาวดัตช์ ต้องทดลองแทคติคที่ แมนฯยู ไม่เคยใช้มาก่อน ซึ่งมันก็ส่งผลเร็วเกินคาดเมื่อ เอร์เรรา แอสซิสต์ให้ เดปาย ยิงให้แมนฯยู ขึ้นนำตั้งแต่ 11 นาทีแรก 
 
หลังจากนั้น ฟาน กัล ต้องปวดหัวกับการจัดทัพอีกครั้งเมื่อ เอร์เรรา มีอาการบาดเจ็บและถูกเปลี่ยนตัวออกนาทีที่ 25 โดยส่ง มาร์กอส โรโฮ กองหลังอาร์เจนไตน์ลงสนามแทน พร้อมกับเปลี่ยนระบบมาเป็น 3-4-1-2 โดยใช้เซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 คน ไม่ได้ยึดระบบ 4-2-3-1 อย่างที่ทีมคุ้นเคย และแฟนบอลคุ้นตา อย่างไรก็ตามการใช้แทคติคแบบนี้ก็ทำให้ ปีศาจแดง  เล่นเกมรุกได้ตื่นตาตื่นใจ กระทั่งเก็บ 3 แต้ม และรูปเกมไม่ได้น่าเบื่อ   เหมือนหลายๆนัดที่ผ่านมา
 
12 นัดก่อนหน้านี้ แมนฯยู มีโอกาสยิงทั้งหมด 85 ครั้ง ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ครั้งต่อเกม ซึ่งมากกว่า ซันเดอร์แลนด์ ทีมเดียวเท่านั้น และเกมที่ แมนฯยู มีโอกาสยิงน้อยสุดคือ 3 ครั้งในเกมที่พบ คริสตัล พาเลซ แต่เกมนี้พวกเขามีโอกาสสับไกถึง 13 ครั้ง ติดบล็อกกองหลังวัตฟอร์ดอีก 2 ครั้ง ขณะเดียวกันคู่หน้าจำเป็นอย่าง เดปาย กับ ลินการ์ด ก็ดูมีชีวิตชีวามากกว่าการเล่นริมเส้น เมื่อเทียบกับหลายๆเกมก่อนหน้า  เกมนี้ แมนฯยู ผ่านบอลสำเร็จ  377 ครั้ง อาจจะมากกว่าเกมกับ พาเลซ แค่ 2 ครั้ง แต่ 122 ครั้งในจำนวนนี้เกิดขึ้นในจังหวะเกมบุก ขณะที่เกมกับ คริสตัล พาเลซ เกิดขึ้นแค่ 87 ครั้งเท่านั้น
 
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ ฟาน กัล ไม่ได้วางผู้เล่นตำแหน่งปีกประจำการแต่ริมเส้น แต่เกมรุกที่ออกมากลับมีประสิทธภาพ พวกเขามีโอกาสครอสบอลจากริมเส้นถึง 8 ครั้ง  มากกว่าผลงานจาก 2 เกมก่อนหน้านี้ เพราะส่วนใหญ่ มาร์กซิยาล และ มาต้า จะเน้นเลี้ยงบอลเข้ากรอบเขตโทษมากกว่า จะเห็นได้จากประตูขึ้นนำของแมนฯยูจาก เดปาย ซึ่งมาจากการผ่านบอลของ เอร์เรรา 
 
ก่อนหน้านี้ แมนฯยู  ถูกวิจารณ์ว่าเล่นบอลน่าเบื่อจากแทคติค 4-2-3-1  แต่หลุยส์ ฟาน กัล ยังยึดมั่นในปรัชญาว่า การครองบอลสำคัญกว่าแผนการเล่น สิ่งที่เห็นจากเกมนี้คือเปอร์เซนต์การครองบอล  อยู่ที่ 76.3 % น้อยกว่า 2 เกมก่อนหน้านี้กับ เวสต์บรอมวิช และคริสตัล พาเลซ ซึ่งตัวเลขอยู่ที่ 83.3% และ 82.2% 
 
หลังเกม ฟาน กัล ให้สัมภาณ์ว่า การครองบอลเกมนี้ทำได้ไม่ดีนัก สาเหตุเป็นเพราะต้องเปลี่ยนผังการเล่น เนื่องจากผู้เล่นเกมรุกบาดเจ็บ แต่ทีมก็สร้างโอกาสได้มากมาย และน่าจะปิดเกมได้เร็วกว่านี้ แม้ลูกทีมเพิ่งมีโอกาสซ้อมระบบนี้เพียงแค่ครั้งเดียว ก่อนจะเปลี่ยนใช้ 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ   อย่างไรก็ตามทีมต้องปรับปรุงเรื่องการครองบอลในเกมต่อไป แม้หลายคนจะมองว่าน่าเบื่อ แต่มันคือแทคติคสำคัญในการรับมือคู่แข่ง

2. เมมฟิส ฟอร์มเด่นเมื่อยืนกองหน้า

ในอดีตที่ผ่านมา คนที่จะสวมเสื้อหมายเลข 7 ของแมนฯยูต้องเป็นนักเตะที่มีความพิเศษ และก่อนหน้าเกมนี้จะคิกออฟ แฟนบอลร่วมร้องเพลงชาติฝรั่งเศส "ลา มาร์เซยญาส" เพื่อไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายที่กรุงปารีส เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งชวนให้นึกถึง เอริค คันโตนา อีก 1 ตำนานเบอร์ 7 ของปีศาจแดง ขณะที่ เดปาย เจ้าของเสื้อเบอร์ 7 คนปัจจุบัน ประสบปัญหาฟอร์มการเล่นอย่างมาก นับตั้งแต่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อีกทั้งเกมนี้ อดีตปีกพีเอสวี ได้เป็น 11 คนแรกเนื่องจาก มาร์กซิยาล และรูนีย์ ไม่พร้อมลงเล่น
 
ก่อนหน้านี้ เดปาย ถูกวางให้รับผิดชอบเกมรุกทางฝั่งซ้าย แต่เกมนี้ เขาถูกวางให้ยืนในตำแหน่งกองหน้า ซึ่งกับทีมชาติฮอลแลนด์ เดปาย ก็เคยถูกมอบหมายให้ยืนตำแหน่งนี้มาแล้วในเกมที่ อัศวินสีส้ม พลิกล็อกแพ้ ไอซ์แลนด์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา 
 
สำหรับเกมกับ วัตฟอร์ด เดปาย โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น เนื่องจากเขามีพื้นที่และเวลาในการปั้นเกม มากกว่าการประจำการพื้นที่ริมเส้น  ซึ่งนอกจากจะทำประตูขึ้นนำแล้ว ตลอดเกมเขายังมีโอกาสยิงประตู 4 ครั้ง และจังหวะที่  เดปาย ขยับไปเล่นริมเส้นฝั่งซ้าย ก็สามารถหาโอกาสผ่านบอลได้ 4 ครั้ง,ผ่านบอลสำเร็จในจังหวะเกมรุก 19 ครั้ง เท่ากับ ฆวน มาต้า ขณะเดียวกันการหาพื้นที่ว่างก็ทำได้น่าประทับใจ  สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ กิเก้ ซานเชส ฟลอเรส ผู้จัดการทีมวัตฟอร์ดที่ยกย่องฟอร์มของ เดปาย ในนัดนี้ ด้านกุนซือ หลุยส์ ฟาน กัล ชื่นชมลูกทีมรายนี้เช่นกัน โดยบอกว่า เดปาย จบสกอร์ได้เฉียบคม เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในครึ่งแรก ส่วนครึ่งหลังฟอร์มอาจจะตกไปบ้าง เนื่องมาจากไม่ได้ลงเป็นตัวจริงมาหลายสัปดาห์ อาจปรับจังหวะเข้ากับเกมได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ส่ิงสำคัญที่ได้เห็นจากเกมนี้คือ เดปาย เล่นได้เข้าขากับ ลินการ์ด ทำให้ แมนฯยู มีตัวเลือกและระบบการเล่นที่หลากหลายมากขึ้น

3. แมนฯยูเล่นดีขึ้นเมื่อไม่มี รูนีย์

เวย์น รูนีย์ ไม่ได้ลงเกมนี้เนื่องจากมีอาการป่วย แต่ฟอร์มการเล่นของ แมนฯยู กลับทำได้ดีขึ้นยามที่ไม่มีกัปตันทีมรายนี้ลงเล่น บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก็เป็นได้ เพราะเทียบสถิติ 43 เกมหลังสุดที่ รูนีย์ ลงเล่น แมนฯยู เก็บได้ 81 แต้ม เฉลี่ยอยู่ที่ 1.88 คะแนนต่อเกม ส่วน 9 นัดที่ไม่มี รูนีย์ ลงสนาม ทีมชนะ 5 เสมอ 4 และไม่แพ้ใคร แต้มเฉลี่ยอยู่ที่ 2.11 คะแนนต่อเกม 
 
ต้องยอมรับว่า รูนีย์ ไม่ได้เปี่ยมไปด้วยพลกำลังเหมือนสมัยก่อน เมื่อเทียบกับดาวรุ่งอย่าง เจสซี ลินการ์ด และเมมฟิส เดปาย  โดยในรายของ ลินการ์ด ดาวรุ่งวัย 22 ปี ยังต้องเพิ่มเติมความเฉียบคมเรื่องการจบสกอร์ แม้เกมนี้จะมีโอกาสยิง 3 ครั้ง ผ่านบอลใจังหวะเกมบุก 13 ครั้ง แต่ก็ยังมากกว่า รูนีย์ ที่ผ่านบอลในจังหวะเกมรุกแค่ 5 ครั้ง ในเกมเยือนนัดล่าสุดที่พบกับ คริสตัล พาเลซ
 
 

4. ยัง และ บลินด์ มีเกมที่ยอดเยี่ยม

 
 
 
แทคติคการเล่นที่ไม่มีตัวริมเส้น แต่ให้อิสระวิงแบ็คได้เติมเกมรุกเต็มที่ เกมนี้ แอชลีย์ ยัง และ ดาลีย์ บลินด์ มีโอกาสเติมเกมบุก หลังจาก มาร์กอส โรโฮ ถูกส่งลงมายืนเซนเตอร์ฮาล์ฟร่วมกับ คริส สมอลลิง และฟิล โจนส์ ทำให้ ยัง และ บลินด์ ไม่ต้องพะวงเกมรับมากนัก  ดาเลย์ บลินด์ ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะสารพัดตำแหน่ง ผ่านบอลสำเร็จ 49 ครั้ง มากกว่าทุกคนในสนาม ซึ่ง 13 ครั้งในจำนวนนี้เกิดขึ้นในจังหวะเกมบุก ขณะที่ แอชลีย์ ยัง แฟนบอลทราบดีอยู่แล้วเป็นนักเตะสไตล์ปีกอาชีพอยู่แล้ว แม้จะถูกปรับมายืนแบ็คขวาจำเป็น แต่เกมนี้เลี้ยงบอลฝ่าคู่แข่ง 6 ครั้ง แสำเร็จแค่ 2 ครั้ง แย่งบอลได้ 12 ครั้ง เป็นรองเพียง มอร์แกน ชไนเดอลิน เพื่อนร่วมทีมเท่านั้น 

 5.เอเก้ ยกระดับการเล่น วัตฟอร์ด

 
กิเก้ ซานเชส ฟลอเรส ยอมรับว่าไม่พอใจผลงานลูกทีมในครึ่งแรก เพราะผ่านบอลสำเร็จแค่ 62.4 %  แต่หลังจากเปลี่ยน นาธาน เอเก้ ลงแทน โฆเซ มานูเอล ฆูราโด้  และโยกให้ อิเคชี อันยา จากแบ็คซ้ายเป็นปีกซ้าย รูปเกมของ วัตฟอร์ด ดูดีขึ้น มีโอกาสยิงถึง 7 ครั้ง ทำให้ ดาบิด เด เคอา ต้องออกแรงเซฟ กระทั่งนาที 87 วัตฟอร์ดตีเสมอได้จากจุดโทษของ ทรอย ดีนีย์ หยุดสถิติไม่เสียประตูในทุกรายการของแมนฯยูไว้ที่ 642 นาที
 
การลงสนามของ เอเก้ สร้างความแตกต่างให้ วัตฟอร์ด อย่างมาก แม้เพิ่งกลับมาจากภารกิจรับใช้ทีมชาติฮอลแลนด์ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี แต่กองหลังที่ยืมมาจากเชลซี กลับมีส่วนสำคัญในเกมรับ เอาชนะคู่แข่งได้ทั้ง 6 ครั้งในการเข้าปะทะเพื่อแย่งบอล