50 ปีแห่งเกียรติยศแดนผู้ดี : 11 ตัวจริงชุดแชมป์โลก 1966 "พรหมลิขิต หรือตั้งใจให้เป็น?"

England

นี่คือเรื่องราวที่ฝังแน่นลงไปในความทรงจำสำหรับแฟนบอลทีมชาติอังกฤษทุกคน แต่มันใช่พรหมลิขิตหรือเปล่าที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ?  

50 ปีผ่านไปบนความสำเร็จที่แสนภาคภูมิใจ ณ สังเวียน เวมบลีย์ .... เเละตอนนี้ พอล ซิมพ์สัน จะอธิบายอย่างละเอียดว่า เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ย์ กุนซือทีมสิงโตคำรามชุดแชมป์โลกบันดาลความสำเร็จครั้งนี้ได้อย่างไร ?

กอร์ดอน แบงค์ส , จอร์จ โคเฮน , เรย์ วิลสัน , บ็อบบี้ ชาร์ลตัน , มาร์ติน ปีเตอร์ส , นอร์แมน ฮันท์ และ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ คือ 1 ในเรื่องเล่าจากไลน์อัพประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษ ที่เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ย์ ได้รังสรรค์ให้เกิดชัยชนะเหนือเยอรมันตะวันตก 4-2 ในวันที่ 30 กรกฎาคม 1996 ซึ่งไม่ได้สร้างกันง่ายๆเมื่อ เจฟฟ์ เฮิร์สต์และ มาร์ติน ปีเตอร์ส ไม่ได้ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษแม้แต่เกมเดียวเลยด้วยซ้ำ ก่อนจะถึงปี 1996

"เริ่มต้นอย่างย่ำแย่"

เพื่อให้ได้เข้าใจว่ากว่าที่หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างแรกเลย เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ย์ ถูกเลือกให้เป็นแม่ทัพของขุนพลทรีไลออนส์และพวกเขาพ่ายแพ้ต่อ ฝรั่งเศส แบบหมดรูปด้วยสกอร์ 2-5 ในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ปี 1963 ด้วย 11 ผู้เล่นตัวจริงอย่าง รอน สปริงเก็ตต์ , จิมมี่ อาร์มฟิลด์ , รอน เฮนรี่ , บ็อบบี้ มัวร์ , ไบรอัน ลาโบน , รอน ฟลาวเวอร์ส , จอห์น คอนเนลลี่ , บ็อบบี้ แทมบลิ่ง , บ็อบบี้ สมิธ , จิมมี่ กรีฟส์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน

7 จาก 11 ตัวเลือกในเกมดังกล่าวคือจุดกำเนิดทัพสิงโตคำรามชุดลุยฟุตบอลโลก 1966 นั่นคือ สริงเก็ตต์ , อาร์มฟิลด์ , มัวร์ , ฟลาวเวอร์ส , คอนเนลลี่ , กรีฟส์ , และ ชาร์ลตัน (อันที่จริงเเล้วเซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ลาโบน จะเป็นผู้เล่นคนที่ 8 ของทีมชุดนี้แต่ทว่าเขาเลือกที่จะให้ความสำคัญสำหรับงานแต่งงานของเขามากกว่า) แต่ทว่าจากนักเตะทั้งหมดนี้มีเพียง มัวร์ และ ชาร์ลตัน เท่านั้นที่ได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศในปี 1966

Sir Alf Ramsey, Bobby Moore, Nobby Stiles

การตัดสินใจของแรมซีย์ดูจะได้ผลทีเดียว

แรมซี่ย์ เริ่มปรับเปลี่ยนและชั่งน้ำหนักในทุกๆตัวเลือกที่เขามี สำหรับการเตรียมความพร้อมเกมแรกก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น ... เขาเลือกนักเตะถึง 50 คนและ 11 คนจากจำนวนนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการลงเล่น 3 เกมรวดในรอบ 8 ทีมสุดท้าย , 4 ทีมสุดท้าย และ รอบชิงชนะเลิศ

ความสัมพันธ์ระหว่างกุนซือแรมซี่ย์และกัปตันทีมอย่างมัวร์ค่อนข้างซับซ้อน มันเปรียบกับการทะเลาะกันระหว่างพ่อและลูกชาย มัวร์นั้นมีความหลังฝังใจกับแรมซี่ย์เมื่อครั้งการไปทัวร์ที่อเมริกา ในปี 1964 ซึ่ง ณ เวลานั้นมีเคอร์ฟิวในแคมป์ทีมชาติเกิดขึ้น

ณ เวลานั้นดาวเตะหมายเลข 1 ที่ไม่สามารถขาดเขาได้เลยคือ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน นักฟุตบอลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ เขาเปี่ยมไปด้วย สปีด , การครอบครองบอล , วิสัยทัศน์ในการจ่ายบอล ว่ากันว่า ชาร์ลตัน สามารถเปลี่ยนเกมได้ด้วยตัวคนเดียวด้วยซ้ำ เขาคือนักเตะที่ซัดไปถึง 25 ประตูในทีมชาติอังกฤษก่อนที่ แรมซี่ย์ เข้ามารับช่วงต่อและพัฒนาเขาให้ไปไกลยิ่งกว่าเดิม

ขณะเดียวกันในแนวรับ บ็อบบี้ มัวร์ คือกำลังสำคัญอีกหนึ่งคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเป็นผู้นำและสิ่งนี้จากตัวเขาเหมือนกับถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ เขาเป็น บอล-เพลย์อิ้ง ดีเฟนเดอร์ (กองหลังที่คอยเติมเกมขึ้นสูงและสามารถช่วยเปิดเกมรุกให้กับทีมได้) ทั้งหมดนี้ทำให้เขาเป็นนักเตะที่แรมซี่ย์แทบไม่จะไม่เคยปล่อยให้หลุดจาก 11 ตัวจริงเลย แต่ จิมมี่ กรีฟส์ คือคนส่วนน้อยที่คิดว่ากัปตันทีมเวสต์แฮมไม่ได้เหมาะไปกว่าฟลาวเวอร์สเพื่อนของเขา ที่สถิติลงเล่นทีมชาติติดต่อกัน 40 นัดต้องมาหยุดลงในเดือนเมษายน 1963 นอกจากนี้ถ้า ดันแคน เอ็ดเวิร์ด อัจฉริยะผู้จากไปกับเหตุการณ์เครื่องบินตก ณ กรุงมิวนิค ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังเหมาะสมกับผู้นำในเกมรับมากกว่ามัวร์ในเวลานั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างกุนซือแรมซี่ย์และกัปตันทีมอย่างมัวร์ค่อนข้างซับซ้อน มันเปรียบกับการทะเลาะกันระหว่างพ่อและลูกชาย มัวร์นั้นมีความหลังฝังใจกับแรมซี่ย์เมื่อครั้งการไปทัวร์ที่อเมริกา ในปี 1964 ซึ่ง ณ เวลานั้นมีเคอร์ฟิวในแคมป์ทีมชาติเกิดขึ้น ... ขณะที่การเเข่งขันฟุตบอลโลกกระชั้นเข้ามาทุกขณะตำแหน่งของมัวร์ก็สุ่มเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการล้มเหลวในการต่อสัญญากับต้นสังกัดของเขาอย่าง เวสต์แฮม และในฐานะกุนซือแรมซี่ย์เลือกที่จะแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสำคัญไปกว่าทีม แรมซี่ย์ เลือก นอร์แมน ฮันเตอร์ ลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตลอดการอุ่นเครื่องทั้งหมด 3 เกมในปี 1966 ทว่าในท้ายที่สุดเเล้วเขาก็ไม่สามารถทนเสียงเรียกร้องในการใช้บริการของมัวร์ได้ ซึ่งในตอนนี้ ไบรอัน แกลนวิลล์ นักข่าวสายฟุตบอลของอังกฤษก็ช่วยกันผลักดันและประโคมข่าวว่า "ได้เวลาของ บ็อบบี้ มัวร์แล้ว"

Bobby Moore

แม้ว่าจะเกป็นตำนานของฟุตบอลอังกฤษ แต่บ็อบบี้ มัวร์ก็ไม่ได้การการันตี้ตำแหน่งจากแรมซีย์

"เริ่มเปลี่ยนแปลงแนวรับ"

เเรมซี่ย์ เริ่มปรับเปลี่ยนทีมในเกมที่สองของเขาในฐานะกุนซือ ในเกมดังกล่าวอังกฤษพ่ายแพ้ต่อสก็อตแลนด์ไป 1-2 ในเดือนเมษายนปี 1963 เขาถอด สปริงเก็ตต์ ออกจากทีมและใช้ กอร์ดอน แบงค์ส ทำหน้าที่แทน และนายทวารของเลสเตอร์ที่เคยเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1962-63 ไม่สามารถถูกติเตียนได้เลยสำหรับ 2 ประตูที่เสียให้กับ "เพื่อนบ้านเเดนขี้เมา" ถึงกระนั้น แรมซี่ย์ ยังคงไม่หยุดที่จะมองหาคนที่ใช่อยู่ดี โทนี่ วอร์เนอร์ นายทวารจากแบล็คพูล และ ปีเตอร์ โบเน็ตติ จากเชลซี คืออีก 2 ตัวเลือกที่แรมซี่ย์สะดุดตาในเวลานั้น แต่จนแล้วจนรอด แบงค์ส ก็เป็นตัวเลือกแรกของทีม

การเสีย 5 ประตูนั้นถือว่าหนักหนาสำหรับ แรมซีย์ มากๆจนถึงขั้นทำให้เข้าต้องไปคุยกับ จิมมี่ อาร์มฟิลด์ กัปตันทีมว่า "เราจะเล่นเกมรับกันแบบนี้จริงๆเหรอวะ?" และหลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงก็ค่อยๆเริ่มขึ้นโดยตำแหน่งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงคือแบ็คซ้ายเมื่อ เรย์ วิลสัน ถูกมอบหมายให้เล่นตำแหน่งดังกล่าวในเกมที่เสมอกับ บราซิล 3-3 เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1963

การเเข่งขันในทีมเริ่มดุเดือดขึ้นทีละน้อย ตำแหน่งฟูลแบ็คยังคงเป็นปัญหา ซึ่ง วิลสัน เองก็โดน แรมซี่ย์ ตักเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ของเจ้าตัวที่ไม่สู้ดีนัก "แกต้องแสดงให้ฉันเห็นหน่อยว่าทำไมฉันถึงต้องเลือกแกลงสนาม" นี่คือคำเตือนจากกุนซือของเขา ... ทว่าเรื่องน่าปวดหัวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อ วิลสัน ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อฉีกในปี 1964 ซึ่งกว่าที่เขาจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บได้ก็ล่วงเลยเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิปี 1965 เข้าให้เเล้ว

หายนะยังคงเกิดขึ้นดังคลื่นที่ถาโถมมาอย่างไม่หยุดหย่อน จิมมี่ อาร์มฟิลด์ บาดเจ็บที่เข่าเพิ่มเติมขึ้นมาอีก 1 คน แต่ทว่านั่นกลับเป็นการสร้างโอกาสให้ จอร์จ โคเฮน แบ็คขวาของฟูเเล่มก้าวเขามารับผิดชอบในตำแหน่งแบ็คขวาแทนในเกมที่เอาชนะอุรุกวัย 2-1 ในเดือนพฤษภาคมปี 1964 ขณะที่ผลงานส่วนตัวของ โคเฮน ก็ถูกใจแรมซี่ย์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะคุณสมบัติการเป็นนักเตะปอดเหล็กที่วิ่งช่วยเกมรับและเติมเกมรุกได้แบบไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แรมซี่ย์ ยกย่องชาร์ลตันผู้น้องว่าเป็นนักเตะที่ค่อนข้างดี และบอกกับแจ็คกี้เมื่อเขาเห็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของทีมรายนี้ออกอาการประหม่าอย่างชัดเจนว่า "ฉันรู้ดี ว่าแกไม่ค่อยเชื่อใจบ็อบบี้มัวร์" แรมซี่ย์อธิบายเรื่องดังกล่าวว่าเมื่อ บ็อบบี้ มัวร์ เติมเกมขึ้นไปข้างหน้านั่นทำกับว่า มัวร์ จะทิ้งพื้นที่ข้างหลังไว้

ยัง..ยังไม่จบแค่นั้นสำหรับปัญหาอาการบาดเจ็บของทีมสิงโตคำรามเมื่อ มัวริช นอร์แมน เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่รับใช้ทีมชาติ 17 เกมจากทั้งหมด 20 เกมนับตั้งแต่ปี 1963-1964 ต้องมาดวงแตกด้วยการขาหักในการลงเล่นเกมอุ่นเครื่องให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ต้นสังกัดของเขาในปี 1965 และนับจากนั้นมาเขาก็ไม่สามารถกลับมาโลดแล่นในผืนหญ้าได้อีกเลย

ในเรื่องร้ายๆมากมายที่เกิดขึ้น แรมซี่ย์ ยังพอได้เห็นแสงสว่างเกิดขึ้นบ้าง เมื่อเขาเองก็ได้จับตา แจ็คกี้ ชาร์ลตัน ไว้ก่อนหน้านี้เเล้วและเขายังให้กำลังใจ แจ็คกี้ ในช่วงของการทีมทอล์คก่อนลงสนามว่า "มันไม่เสมอไปหรอกที่ฉันจะเลือกนักเตะที่ดีที่สุดลงสนาม แกรู้ดี ฉันมีระบบของฉันและฉันกำลังมองหาคนที่สามารถเติมเต็มสิ่งที่ฉันต้องการได้"

แรมซี่ย์ ยกย่องชาร์ลตันผู้น้องว่าเป็นนักเตะที่ค่อนข้างดี และบอกกับแจ็คกี้เมื่อเขาเห็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของทีมรายนี้ออกอาการประหม่าอย่างชัดเจนว่า "ฉันรู้ดี ว่าแกไม่ค่อยเชื่อใจบ็อบบี้มัวร์" แรมซี่ย์อธิบายเรื่องดังกล่าวว่าเมื่อ บ็อบบี้ มัวร์ เติมเกมขึ้นไปข้างหน้านั่นทำกับว่า มัวร์ จะทิ้งพื้นที่ข้างหลังไว้ และมันช่างลงตัวเมื่อสมองและปากของ แจ็คกี้ ที่เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่มักจะออกเสียงสั่งการและเตือนเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ แจ็คกี้ ลงเล่นเกมระดับชาติเกมแรกในเดือนเมษายนปี 1965 ในเกมที่เสมอกับ สก็อตแลนด์ 2-2 ... นอกเหนือจากแจ็คกี้ที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในเเนวรับเเล้ว ในเกมนี้ยังมีมิดฟิลด์อีก 1 คนที่ได้ลงสนามให้กับทีมชาติอังกฤษเป็นเกมแรกเช่นกันและคนๆนั้นคือ น็อบบี้ สไตล์ส

ประเด็นการเลือกใช้ สไตล์ส เป็นที่พูดถึงและถกเถียงกันเป็นอย่างมาก เขาคือคนครอบครองบอลได้ดีและสมควรได้รับเครดิตมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่การเข้าปะทะนั้นเคยสร้างความช็อคไว้ไม่น้อยหนึ่งในนั้นคือก่รเข้าแท็คเกิล ฌาคส์ ซิมง มิดฟิลด์ของฝรั่งเศสเมื่อปี 1966 เหตุการณ์ในครั้งนั้นสมาคมฟุตบอลอังกฤษถึงกับต้องออกใบสั่งไปยังเเรมซี่ย์ให้ดร็อป สไตล์ เป็นตัวสำรองในเกมที่จะพบกับอาร์เจนติน่า ... ทว่าสำหรับแรมซี่ย์แล้วเมื่อเขาได้ฟันเฟืองทีลงตัวเขาจะไม่เปลี่ยนมันให้เสียเวลาแน่ๆ แรมซี่ย์ เริ่มขู่เอฟเอกลับว่าหากยังไม่เลิกก้าวก่ายการทำงานของเขา เขาจะเลิกเป็นผู้จัดการทีมของทีมชาติอังกฤษทันที

Jack Charlton, Bobby Charlton

พี่น้องชาร์ลตัน

"เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง"

แรมซี่ย์ ผู้พาทีมคว้าแชมป์โลก มักจะอธิบายแท็คติกของเขาว่าเป็นระบบ 4-3-3 แต่ทว่าหากมองในตำแหน่งการยืนในสนามมักจะออกมาในรูปแบบ 4-1-3-2 ซึ่งตำแหน่งของ น็อบบี้ สไตล์ส คือการยืนหน้าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟทั้งสองคนและคอยปัดกวาดทุกจังหวะที่คู่แข่งพยายามจะพาลูกบอลเข้ามา ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวในยุคปัจจุบันนี้เรามักจะคุ้นชินกับคำว่า "บทบาทของ (โคล้ด) มาเกเลเล่"

สมาคมฟุตบอลอังกฤษถึงกับต้องออกใบสั่งไปยังเเรมซี่ย์ให้ดร็อป สไตล์ เป็นตัวสำรองในเกมที่จะพบกับอาร์เจนติน่า

การมี สไตล์ส อยู่ในทีมทำให้อังกฤษมักเป็นทีมที่จะสามาถแย่งบอลมาครอบครองได้มากขึ้น และนั่นส่งผลต่อให้ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ขยับจากปีกซ้ายมารับบอลไปรังสรรค์ตามพรสวรรค์ของเขาต่อในเเดนกลางด้วยการเล่นบอลไดเร็คที่มากขึ้นในการขึ้นเกมแต่ละครั้ง และในตำแหน่งที่ต้องเล่นเคียงข้างกับชาร์ลตันนั้น ในที่สุด แรมซี่ย์ก็ตัดสินใจได้ว่าจะใช้อลัน บอลล์ (ลงเล่นให้ทีมชาติเกมแรกใเกมที่เสมอกับ ยูโกสลาเวีย 1-1 ในปี 1965) กับมาร์ติน ปีเตอร์ส (ลงเล่นให้ทีมชาติเกมแรกในเกมเอาชนะยูโกสลาเวีย 2-0 ในปี 1966)

แล้วทำไมแรมซี่ย์ต้องใช้เวลาในการเลือกบอลล์และปีเตอร์สนานนักล่ะ ? ... เพราะในฤดูกาล 1963/1964 เขาเคยทดลองใช้ จอร์จ อีสท์แฮม กับ จอห์นนี่ ไบรน์ ที่ไปกับบอลได้ดีขึ้นเกมดู และถึงแม้ อีสท์แฮม จะเป็นหนึ่งในนักเตะชุดปี 1966 แต่ก็ไม่เคยได้ลงสนาม เหตุผลอาจเป็นเพราะว่ามิดฟิลด์จากอาร์เซน่อลรายนี้ยิงจุดโทษพลาดในเกมที่เอาชนะสเปน 2-0 ในปี 1965 ทั้งที่นักเตะ 9 คนในเกมดังกล่าวก็อยู่ในทีมชุดที่คว้าแชมป์โลกด้วย (อีกคนหนึ่งที่ไม่ติดทีมคือ โจ เบเกอร์ ที่แม้จะเกิดในลิเวอร์พูลแต่หัวใจเป็นสก็อตติชทั้งแท่ง)

Martin Peters

ปีเตอร์สฉลองประตู

แม้ว่าแผนเก่งของแรมซี่ย์จะไม่มีปีกธรรมชาติ แต่ทว่าเจ้าตัวยังคงไม่ถอดใจถึงการสร้างนักเตะตำแหน่งดังกล่าว ไบรอัน ดักลาส ปีกของแบล็คเบิร์น คือคนที่โชคไม่ค่อยดีนัก เเม้ว่าเขาจะยิงได้ถึง 3 ประตูจากการลงเล่น 3 เกม แต่ดูเหมือนเเรมซี่ย์จะมองว่าเขายังไม่เข่าข่าย "คนทีใช่" สำหรับตำแหน่งปีกเพราะจุดอ่อนในเกมรับของเขา นั่นทำให้ แรมซี่ย์ ยังคงต้องมองหากันต่อไปในเวลาต่อมาไม่ว่าจะเป็น คอนเนลลี่ , เทอร์รี่ เพน , เอียน คัลลาแฮน และ เดเร็ค เทมเพิล

ปีเตอร์ส คือนักเตะที่มาเข้าแคมป์ทีมชาติอังกฤษเป็นคนท้ายๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปัจจุบันเหตุการณ์คงคล้ายกับเหตุการณ์ที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษก่อนฟุตบอลยูโร 2016 จะเริ่มขึ้น

ขณะเดียวกันแรมซี่ย์ก็ไม่รู้ว่าจะใช้งาน ปีเตอร์ ธอมป์สัน ปีกลิเวอร์พูลยังไงให้เวิร์คดี แม้จะมีเทคนิคอันยอดเยี่ยมจนได้รับฉายาว่า “เปเล่ขาว” ก็ตามแต่ก็ดูเหมือนจะไม่เข้ากับระบบ ดังนั้นเลยเลือกเพนและคัลลาแฮนที่สามารถเล่นมิดฟิลด์ได้ และคอนเนลลี่ที่เป็นปีกโบราณไว้ตัวนึง ซึ่งทั้ง 3 คนต่างก็ได้ลงสนามก่อนที่แรมซี่ย์จะเปลี่ยนมาเป็นใช้ 4-1-3-2 ในเกมที่พบกับ อาร์เจนติน่า ที่มี บ็อบบี้ ชาร์ลตัน , อลัน บอลล์ และ ปีเตอร์ส ในแผงมิดฟิลด์

นี่คือส่วนผสมที่เริ่มจะกลมกล่อม บอลล์ คือจอมขยันที่วิ่งได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและยังสามารถผ่านบอลอย่างยอดเยี่ยม แต่ทว่าเรื่องอารมณ์ของเขายังเป็นสิ่งที่ แรมซี่ย์ วิตกกังวลอยู่เสมอ เขาลงเล่นและรับใบเหลืองเป็นว่าเล่น ครั้งหนึ่งเขาเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษชุดยู 23 และสร้างวีรกรรมขว้างฟุตบอลอัดใส่ผู้ตัดสินในเกมนั้นอีกต่างหาก ... อย่างไรก็ตามภายใต้การทำงานให้กับ แรมซี่ย์ เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อที่ บอลล์ สามารถสงบสติอารมณ์ของเขาได้จนถึงเกมนัดชิงชนะเลิศเลยทีเดียว

ปีเตอร์ส คือนักเตะที่มาเข้าแคมป์ทีมชาติอังกฤษเป็นคนท้ายๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปัจจุบันเหตุการณ์คงคล้ายกับเหตุการณ์ที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษก่อนฟุตบอลยูโร 2016 จะเริ่มขึ้น ... วนกลับมาที่สถานการณ์ของปีเตอร์สอีกครั้ง เขาเปิดตัวได้อย่างโดดเด่นเป็นสง่าด้วยการเกือบจะยิงประตูได้ถึง 2 ครั้ง 2 ครา นอกจากนี้เขายังสร้างโอกาสในเกมรุกให้กับทีมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับความชาญชลาดของเขาทำให้ปีเตอร์สสามารถเปิดประตูเข้าสู่ทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่อย่างเต็มตัวได้สำเร็จ เขาสามารถทำประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ 1 ประตู และประตูดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเหมาะเจาะในรอบชิงชนะเลิศเสียด้วย

"โชคชะตาของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์"

จิมมี่ กรีฟส์ คือดาวยิงที่ได้รับการการันตีในการลงสนามอยู่เสมอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่เขายิงได้ถึง 21 ประตูจาก 29 เกม แรมซีย์ สมควรจะส่งเขาลงเล่นในเกมนัดชิงชนะอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และสิ่งนี้เองก็สมควรจะเกิดขึ้นหากเขาไม่ได้รับบาดเจ็บในเกมกับฝรั่งเศสเสียก่อน

นับจากเดือนกุมภาพันธ์ปี 1963 เรื่อยมาจนถึง กรกฎาคมปี 1966 จิมมี่ กรีฟส์ คือดาวยิงที่ได้รับการการันตีในการลงสนามอยู่เสมอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่เขายิงได้ถึง 21 ประตูจาก 29 เกม แรมซีย์ สมควรจะส่งเขาลงเล่นในเกมนัดชิงชนะอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และสิ่งนี้เองก็สมควรจะเกิดขึ้นหากเขาไม่ได้รับบาดเจ็บในเกมกับฝรั่งเศสเสียก่อน อย่างที่เคยกล่าวมาก่อนหน้านี้ ดาวยิงอย่าง กรีฟส์ และ กุนซืออย่าง แรมซี่ย์ ไม่ค่อยถูกใจกันสักเท่าไรนัก เซอร์ อัลฟ์ มองว่า กรีฟส์ คือนักเตะที่ค่อนข้างหยาบคายและไร้มารยาท นอกจากนี้แรมซี่ย์ยังมองว่ากองหน้ารายนี้มันจะเยาะเย้ยสำเนียงการพูดของเขา แม้ทุกอย่างจะกลายเป็นเหตุผลที่ดีที่ทำให้ แรมซี่ย์ สามารถดร็อปดาวยิงจอมเดือดรายนี้ แต่เขาก็ต้องพบว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยเพราะตัวเลือกทดแทนอย่าง เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ในตอนนั้นผ่านการลงสนามให้ทีมชาติอังกฤษเพียงแค่ 5 เกมเท่านั้น

หลังจากการเรียกตัว โรเจอร์ ฮันท์ มาติดทีมชาติอักครั้งในปี 1963 ดูเหมือนว่า ฮันท์ จะเป็นดาวยิงที่เล่นคู่กับ กรีฟส์ ได้อย่างเข้าขามากที่สุดถึงแม้จะมีกองหน้าคนอื่นๆอีกหลายรายอาทิเช่น เฟรด พิคเคอร์ริ่ง , แฟรงค์ วิกนาลล์ , แบร์รี่ บริดจ์ส , อลัน พีค็อก และ มิค โจนส์  นี่คือนักเตะที่พวกเขาพยายามหาและรอว่าจะสามารถมาเล่นคู่กับ กรีฟส์ อย่างลงตัว .... ภายใต้การรอคอยครั้งนี้ บ็อบบี้ สมิธ ดาวยิงจากสเปอร์สก็กลับมาเป็นตัวเลือกอีกครั้ง หลังจากที่เขาสามารถเอาตัวรอดจากปัญหาน้ำหนักตัวที่มากเกินไปได้สำเร็จ ซึ่งครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์ "เดลี่ เอ็กเพรสส์" เคยเรียกเขาว่า บล็อบบี้(ไอ้ก้อนไขมัน) สมิธ กันเลยทีเดียว โดย สมิธ ได้รับเสื้อหมายเลข 21 สำหรับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 1966 ทำให้เจ้าตัวกลัวว่าจะไม่ได้ลงสนาม แต่เขาก็เหมือนกับ เฮิร์สต์ (ดีกรีดาวซัลโวด้วยการยิง 23 ประตูให้กับเวสต์แฮมในฤดูกาล 1965-1966) ที่เป็นกองหน้าสไตล์ขยันและทำงานหนักซึ่งแรมซี่ย์ชื่นชอบ

Geoff Hurst

"ตอนนั้นบางคนในสนามคิดว่ามันจบแล้วด้วยซ้ำ

ซึ่งการที่คู่ศูนย์หน้าอย่าง ฮันท์ และ เฮิร์ส คอยเคลื่อนที่เสมอยามที่ไม่มีบอลอยู่กับตัว นั่นทำให้เกมรุกของอังกฤษมีทางเลือกมากขึ้น และนั่นยังเหมือนกับเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน หาโอกาสเข้าไปเล่นบอลในพื้นที่อันตรายได้บ่อยๆ ณ เวลานั้นอังกฤษไม่ต้องปวดหัวกับเกมรับอีกเเล้ว พวกเขาสามารถขึ้นเกมไปข้างหน้า ครองเกมไปรอบๆคู่แข่งเพื่อหาทางเข้าทำ ครอสบอลเข้าไปให้เฮิร์สต์เก็บบอลหรือหาโอกาสทำประตู และนี่คือแท็คติกที่พวกเขาคว่ำอาร์เจนติน่าในรอบแปดทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ด้วยลูกครอสจาก ปีเตอร์ส จนถึงการโหม่งแบบผีจับยัดของ เฮิร์สต์ กลายเป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนั้นและส่งขุนพลสิงโตคำรามเข้าสู่รอบตัดเชือกได้ในที่สุด

สำหรับ กรีฟส์ นั้นดูเหมือนว่าความสามารถอันโดดเด่นของเขาจะไม่เข้ากับระบบ 4-3-1-2 ของ แรมซี่ย์ เท่าไรนัก แม้ว่าจะมีการถกประเด็นถึงเรื่องนี้กันอย่างดุเดือด แต่แรมซี่ย์ก็ไม่เคยคิดจะใช้บริการ กรีฟส์ อีกเลย และนี่รับว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญอย่างที่สุดของแรมซี่ย์  ซึ่งเฮิร์สต์เองก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ เดฟ โบว์เลอร์ ถึงเรื่องนี้ในภายหลังว่า "จะเกิดอะไรขึ้น หากเราแพ้ 0-3 และผมกับโรเจอร์พลาดโอกาสงามๆไปหลายครั้ง?"

ท้ายที่สุดเเล้วการสร้างทีมขึ้นมาใหม่นั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ... แต่กระบวนการอันซับซ้อนนี้ก็ไม่ถึงกับยากเย็นจนเกินไปนักหากจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และถ้าไม่เป็นเพราะอาการบาดเจ็บ, โศกนาฏกรรม, ฟอร์ม และนิสัยของนักเตะบางคน 11 ตัวจริงทีมชาติอังกฤษที่เจอกับเยอรมันตะวันตกอาจจะประกอบด้วย แบงค์ส , อาร์มฟิลด์ , นอร์แมน , เอ็ดเวิร์ด , เคย์ , อีสต์แฮม , ชาร์ลตัน , บอล , กรีฟส์ และ ฮันท์ ก็เป็นได้