50 ปรมาจารย์ศาสตร์ลูกหนัง 2017 : อันดับที่ 7 คาร์โล อันเชล็อตติ ยอดโค้ชผู้มาพร้อมเทพีแห่งชัยชนะ

แม้เป็นหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของวงการฟุตบอล แต่ผลงานในฤดูกาลแรกที่บาเยิร์นบอกเราแล้วว่างานของเขายังไม่จบแค่นี้ 

การคว้าแชมป์บุนเดสลีกาถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของ บาเยิร์น มิวนิค ไปแล้ว แชมป์ครั้งล่าสุดในฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นทำให้ทีมเสือใต้คว้าแชมป์ลีกสูงสุดมากกว่าใครที่ 27 สมัย และถือเป็นแชมป์ 5 สมัยติดต่อกัน ซึ่งคงไม่มีใครมีความสุดขในงานฉลองที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า เมื่อเดือนพฤษภาคมมากไปกว่า คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของทีมอีกแล้ว

Carlo Ancelotti

กุนซือชาวอิตาเลียนประสบความสำเร็จชนิดยาวเป็นหางว่าวก็จริง แต่หลังจากกลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดใน 5 ชาติชั้นแนวหน้าของยุโรป มันก็ต้องฉลองกันหน่อย

สโมสรเชิญ อนาสตาเซีย นักร้องชื่อดังร่วมงานนี้ แต่อันเชล็อตติก็ขโมยซีนด้วยการคว้าไมค์ขึ้นร้องเพลง “ไอ บีลอง ทู ยู” ของ เอรอส รามาซ็อตติ ก่อนจะดึงตัวอนาสตาเซียขึ้นมาเต้นรำบนเวที

เท่านั้นยังไม่พอ เจ้าตัวยังจับไมค์ร้องเพลงดังของ เรนาโต้ ซีโร่ “เดอะ เบสต์ เยียร์ส ออฟ อาวเวอร์ ไลฟ์ส” ในงานฉลองที่จัตุรัสมาเรียนพลาทซ์ใจกลางเมือง ถือเป็นไลฟ์สไตล์ของจอมแท็คติกวัย 58 ปี ที่ไม่ใช่ว่าจะโชว์กันให้เห็นง่ายๆ

Carlo Ancelotti

ยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะนักเตะและเจ้านาย

อันเชล็อตติประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่สมัยเป็นนักเตะ คว้าแชมป์เซเรียอาและโคปปา อิตาเลีย 4 สมัยกับ โรม่า ก่อนย้ายไปร่วมสร้างความเกรียงไกรกับ เอซี มิลาน ปลายยุค 80 เก็บแชมป์ลีกและแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพอีกถ้วยละ 2 สมัย ซึ่งการคว้าแชมป์ยุโรป 2 ปีติดก็ถือเป็นประกายความฝันสู่การคุมทีมหลังแขวนสตั๊ด

เพียงฤดูกาลที่สองในการคุมทีม เขาก็นำทีมคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ด้วยการชนะจุดโทษยูเวนตุสทีมเก่าในรอบรองชนะเลิศ ก่อนคว้าแชมป์เซเรียอาในอีก 12 เดือนต่อมา

ระหว่างการเรียนหลักสูตรโค้ชที่ศูนย์ฝึกโคแวร์ชาโน่อันโด่งดังในอิตาลี เขาได้เขียนวิทยานิพนธ์ชื่อ “เดอะ ฟิวเจอร์ ออฟ ฟุตบอล: มอร์ ไดนามิซึ่ม” ซึ่งก็ได้นำเนื้อหาในนั้นเป็นหลักในการคุมทีมของเขาตลอดมา อันเชล็อตติคุทีมเรจจาน่าเพียงฤดูกาลเดียว แต่ก็นำทีมเลื่อนชั้นสู่เซเรียอาได้สำเร็จ ก่อนย้ายไปคุมปาร์ม่า นำทีมไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกและพิสูจน์ให้โลกฟุตบอลเห็นว่าเขาสามารถคุมทีมชั้นแนวหน้าได้

ยูเวนตุสไม่รอช้ารีบดึงตัวสืบทอดตำแหน่งของ มาร์เซโล่ ลิปปี้ ทันที แต่เจ้าตัวกลับประสบปัญหาที่ตูรินอย่างต่อเนื่อง และรองแชมป์เซเรียอาทั้ง 2 ฤดูกาลที่อยู่กับสโมสรก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้โดนปลดจากตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ยังคุมทีมเล่นเกมลีกนัดสุดท้ายไม่จบ

ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้รับโอกาสแก้มืออีกครั้งที่มิลาน ด้วยสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย และบทเรียนราคาแพงสมัยอยู่กับทีมม้าลาย “คาร์เล็ตโต้” ก็สามารถปลดปล่อยร่างเทพออกมาได้สำเร็จ

เพียงฤดูกาลที่สองในการคุมทีม เขาก็นำทีมคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ด้วยการชนะจุดโทษยูเวนตุสทีมเก่าในรอบรองชนะเลิศ ก่อนคว้าแชมป์เซเรียอาในอีก 12 เดือนต่อมา พร้อมผสมผสานกองกลางยอดฝีมืออย่าง อันเดีย ปีร์โล่, มานูเอล รุย คอสต้า และ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ให้ลงเล่นด้วยกัน สนับสนุน ฟิลิปโป้ อินซากี้ และ อันเดร เชฟเชนโก้ ในการล่าตาข่าย

ปรมาจารย์แห่งแชมเปี้ยนส์ลีก

ทีมปีศาจแดงดำยังเข้าชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกอีกสองครั้ง เริ่มจากความผิดหวังในคืนนั้นที่อิสตันบูล พ่ายลิเวอร์พูลในการดวลจุดโทษเมื่อปี 2005 ก่อนล้างแค้นได้สำเร็จในอีก 2 ปีต่อมา

แม้แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังเอ่ยปากว่าเขาคือ “กุนซือชั้นยอด และบุคคลชั้นเยี่ยม”

- Cristiano Ronaldo

หลังจากนั้นเขาย้ายไปคุม เชลซี และ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง และคว้าแชมป์ลีกได้กับทั้งคู่ (ที่เชลซียังได้ถ้วยเอฟเอคัพอีกใบด้วย) พร้อมกับแสดงให้โลกเห็นว่า แม้จะย้ายไปกี่ประเทศ เขาก็ประสบความสำเร็จได้ตลอด

และนั่นทำให้ เรอัล มาดริด แต่งตั้งคาร์เล็ตโต้ให้เป็นกุนซือคนใหม่โดยมีเป้าหมายเดียว : คว้าแชมป์ยุโรปสมัย 10 ที่รอคอยมากว่า 10 ปีให้ได้

“ลา เดซิม่า” คือความถวิลหาสูงสุดของชาวเมืองหลวงแห่งสเปน และอันเชล็อตติก็จัดให้อย่างสาสมใจตั้งแต่ปีแรกที่คุมทีม กลายเป็นกุนซือขวัญใจแฟนบอล และแม้แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังเอ่ยปากว่าเขาคือ “กุนซือชั้นยอด และบุคคลชั้นเยี่ยม”

ความสำเร็จขจรขยายทุกสารทิศ

จริงอยู่ที่เขากลายเป็นเหยื่อให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ปลดจากตำแหน่งในปีต่อมา แต่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธผลงานสุดยอดที่เขาทำไว้อย่างมีสไตล์

Milan

ไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี หรือทุกวันนี้ที่เยอรมนี ทีมของเขาก็เล่นฟุตบอลสนุกถูกใจแฟนเสมอ ด้วยการให้ผู้เล่นเคลื่อนที่เร็วไปทั่วสนาม ตรึงบอลไว้กับพื้นด้วยลูกจ่ายสวยๆ และเล่นเกมบุกที่เปี่ยมด้วยทักษะ, ไหวพริบ และประสิทธิภาพ

อันเชล็อตติยังเป็นกุนซือที่ไม่ค่อยโวยวายใส่ใครแม้จะต้องเห็นลูกทีมคนสำคัญถูกขายออกไป เพราะแค่ท่าทาง และการเลิกคิ้วอันเป็นเอกลักษณ์ก็แทนคำพูดได้หมดแล้ว

และเขายังมีความสามารถเฉพาะตัวในการคุมดาวเตะมากมายให้อยู่หมัด เป็นทักษะที่ เปาโล มัลดินี่ ถึงกับเอ่ยปากว่า “ไม่มีทีมใดในโลกที่คาร์โลคุมไม่ได้” ใครจะกล้าเถียงล่ะ?