50 ปรมาจารย์ศาสตร์ลูกหนัง 2017 : อันดับที่ 9 เจอร์เก้น คล็อปป์ ชายผู้ชุบชีวิตหงส์แดง

แชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยอาจจะยังไม่ได้ถ้วยแชมป์อะไรกับลิเวอร์พูล แต่บุคลิกอันโดดเด่นของเขาก็ช่วยยกระดับทีมให้เฉิดฉายกว่าที่เป็นอยู่ได้ 

แดนนี่ บลานช์ฟลาวเวอร์ ก็ไม่ถึงกับพูดผิดไปซะทีเดียว แต่ฟุตบอลน่ะมันมีมากกว่าแค่ศักดิ์ศรี ยังมีทั้งความสนุก, ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ, การทำสงคราม, ความตื่นเต้น, ความภาคภูมิใจ, ความเห็นแก่ตัว และบุคลิกเฉพาะตัว อ้อ! รวมถึงศักดิ์ศรีด้วย ผู้จัดการทีมมากมายมีคุณสมบัติบางอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่ เจอร์เก้น คล็อปปื น่าจะเป็นคนเดียวที่มีครบทุกอย่าง

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ เขาได้ทำให้ทีมที่เคยไร้ทิศทางกลับมามีเส้นทางที่ชัดเจนอีกครั้ง

- Danny Blanchflower

“เรื่องเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับฟุตบอลคือชัยชนะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฟุตบอลน่ะมันเกี่ยวกับศักดิ์ศรี มันคือสิ่งที่เราต้องทำอย่างมีสไตล์ และได้ความสำเร็จด้วย” - แดนนี่ บลานช์ฟลาวเวอร์

แม้ผลงานการจบอันดับ 4 เมื่อฤดูกาลก่อนอาจจะไม่ใช่พัฒนาการที่แฟนลิเวอร์พูลคาดหวังเมื่อตอนแต่งตั้งเขานัก แต่ก็อย่าลืมว่า ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ เขาได้ทำให้ทีมที่เคยไร้ทิศทางกลับมามีเส้นทางที่ชัดเจนอีกครั้ง

เส้นทางของทีมพอจะอธิบายอารมณ์ที่เปลี่ยนไปได้ชัดเจน : 6 เดือนแรกหลังคุมทีม ได้เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรป และปีแรกที่คุมทีมเต็มฤดูกาล ก็นำทีมจบดีกว่าเดิมในลีกถึง 4 อันดับเลยทีเดียว

ความสำเร็จที่มาไว

กับลีกที่ 6 ทีมใหญ่ไม่เคยต้องแย่งชิงความสำเร็จกันดุเดือดถึงเพียงนี้ (อาร์เซนอล จบอันดับ 5 ด้วยคะแนนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้ตอนคว้าแชมป์เมื่อ 20 ปีก่อน) ความล้มเหลวหลักๆ ของลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาคงมีเพียงสิ่งเดียว คือจากที่ลุ้นแชมป์ กลายเป็นลุ้นอันดับ 4 ได้อย่างไร

แต่ก็ต้องไม่ลืมความจริงว่า จำนวนผู้เล่นที่มีจำกัด, ปัญหาอาการบาดเจ็บ และคุณภาพทีมที่ไม่ดีพอต่อการลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว คือความท้าทายสุดยอดของคล็อปป์ในฐานะโค้ชเลยทีเดียว

Jurgen Klopp

ซึ่งกลยุทธ์ของเขานั้นก็ไม่เหมือนใคร เพราะในขณะที่ทีมอื่นๆ ต่างใช้เงินซื้อนักเตะใหม่ทุกวัมเมอร์ แต่คล็อปป์กลบเน้นการพัฒนานักเตะที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิม ซึ่งก็ได้ผลที่น่าพอใจ

ยกตัวอย่างเช่น อดัม ลัลลาน่า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และแม้กระทั่ง โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่จากเดิมเป็นนักเตะธรรมดาๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น นักเตะใหม่อย่าง ซาดิโอ มาเน่, จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม และ โจเอล มาติป ก็ยังเล่นได้โดดเด่นทันทีหลังจากที่ย้ายมาร่วมทีมด้วย

ผลงานก้าวหน้าในงบที่จำกัด

ในตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนครั้งแรกของคล็อปป์ เขาใช้เงินเพียงครึ่งหนึ่งของที่แต่ละสโมสรในเมืองแมนเชสเตอร์ใช้, น้อยกว่าเชลซีถึง 50 ล้านปอนด์ และมากกว่าเลสเตอร์เพียง 2 ล้านปอนด์ เป็นเพียง 1 ใน 3 ทีมที่ทำกำไรในตลาดซื้อขาย และนักเตะใหม่ทั้ง 5 คนมีอายุเฉลี่ยเพียง 24 ปี ขณะที่โลกฟุตบอลโหยหาความสำเร็จแบบทันทีทันใด คล็อปป์กลับเน้นสร้างทีมเพื่อที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่า

อาจพูดไม่ผิดนักว่าคล็อปป์ตกเป็นเหยื่อของการประชาสัมพันธ์ตัวเอง เพราะด้วยบุคลิกและอารมณร่วมกับเกมที่โดดเด่นนั้น ทำให้ผู้คนลืมความเก่งกาจในฐานะผู้จัดการทีมของเขาไปบ้าง

ทั้งหมดเหมือนเป็นกระจกสะท้อนถึงเรื่องราวสมัยคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่คล็อปป์ใช้สายตาอันแหลมคมในการซื้อนักเตะราคาไม่แพง (อีวาน เปริซิซ, อิลคาย กุนโดกัน, ชินจิ คางาวะ, มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มีค่าตัวตอนซื้อมาร่วมทีมไม่ถึงคนละ 5 ล้านปอนด์)

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำผลงานชั้นยอดให้กับทีม แม้จะต้องรับมือกับการเสียนักเตะเบอร์ 1 ให้คู่ปรับอยู่เป็นประจำ ซึ่งแฟนลิเวอร์พูลก็หวังว่าวิสัยทัศน์ในการปั้นเด็กน่าจะช่วยให้ทีมได้นักเตะดาวรุ่งท้องถิ่นประดับทีมเฉกเช่น มาริโอ เกิทเซ่

อาจพูดไม่ผิดนักว่าคล็อปป์ตกเป็นเหยื่อของการประชาสัมพันธ์ตัวเอง เพราะด้วยบุคลิกและอารมณร่วมกับเกมที่โดดเด่นนั้น ทำให้ผู้คนลืมความเก่งกาจในฐานะผู้จัดการทีมของเขาไปบ้าง

แต่พูดเช่นนั้นก็ไม่ถึงกับถูกเสียทีเดียว เพราะอารมณ์ร่วมกับเกมอันล้นเหลือนี่แหละ ที่ทำให้เขาสามารถรวมนักเตะในทีม รวมถึงแฟนบอลให้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

จากกำแพงสีเหลืองสู่สีแดง

หลักฐานชัดเจนของการรวมใจแฟนบอลเป็นหนึ่งนั้นคือกำแพงสีเหลืองที่ เวสต์ฟาเล่น สเตเดี้ยม และก็ได้ส่งต่อมายัง แอนฟิลด์ ซึ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

แอนฟิลด์ถือเป็นสนามที่สร้างบรรยากาศระดับตำนานมามากมาย และกุนซือชาวเยอรมันก็ได้สร้างหนึ่งในค่ำคืนตำนานของฟุตบอลยุโรปไปแล้วครั้งหนึ่ง ในเกมยูโรปาลีกที่ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 4-3 ซึ่งบรรยากาศที่ว่าน่าจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมเมื่อลิเวอร์พูลได้ลงเล่นในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า

จะเรียกว่า เสน่ห์, ออร่า หรืออะไรก็ตาม แต่นี่แหละคือสิ่งที่คล็อปป์มีอย่างเต็มเปี่ยม และในวงการที่คำแก้ตัว, การโยนขี้ และฟาดงวงฟาดงาไปทั่วสวรรคโลกคือสิ่งที่ได้บเห็นประจำ การมองโลกในแง่ดีของเขาทำให้แฟนบอลมีความหวังเสมอ

ฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้จัดการทีมฟุตบอล มักจะสร้างมลทินให้ตัวเองจากความกดดันเพื่อสร้างผลงานให้ดีที่สุดตลอดเวลา แต่การที่คล็อปป์พยายามสนุกกับการคุมทีมนี่แหละที่ทำให้เราหลงรักเขา

และเขายังพัฒนากว่านี้ได้อีก

คล็อปป์นั้นยังไม่ถึงกับเป็นกุนซือที่เพอร์เฟ็กต์เสียทีเดียว เพราะยังมีปัญหาอีก 3 เรื่องให้เขาต้องแก้ไข อย่างแรกคือตัวสำรองในทีม (หรือพูดว่าไม่มีตัวสำรองที่เขาไว้ใจพอน่าจะเหมาะกว่า) ต่อมาคือสไตล์การเล่นแบบ เกเก้นเพรสซิ่ง ที่ยังมีคำถามว่าจะไปรอดแค่ไหนกับฟุตบอลอังกฤษที่ไม่มีเบรกหนีหนาว และทีมที่มีขนาดไม่ใหญ่อ

อย่างสุดท้ายคือการรับมือกับอาการบาดเจ็บของนักเตะ รวมถึงการแก้ปัญหาที่ทีมของเขามักจะหมดพลังหลังผ่านไปครึ่งฤดูกาล เหล่านี้คือสิ่งที่เขาต้องปรับปรุง

หากมองในแง่การคุมทีม ก็ยากจะโต้เถียงว่าคล็อปป์นี่แหละใกล้เคียงกับการเป็นกุนซือสุดเพอร์เฟ็กต์ แต่เหนือกว่าแท็คติก, การกระตุ้นลูกทีม รวมถึงชุดวอร์มที่คุ้นตา หลักการเกี่ยวกับฟุตบอลของเขาดูจะมีมิติที่ไม่หลากหลายเท่าไหร่ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขายังไม่ใช่ที่สุดนั่นเอง