Analysis

6 เหตุผลที่ "เป๊ป กวาร์ดิโอลา" เลือกซิตี้เป็นสถานีต่อไป

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ยืนยันว่านายใหญ่สแปนิชของ บาเยิร์น มิวนิค จะเข้ามาคุมทีมแทนที่ มานูเอล เปเยกรินี หลังจบฤดูกาลนี้ และ ไมค์ โฮลเด้น คอลัมนิสต์ของเราจะมาอธิบายว่าทำไม เอติฮัด สเตเดี้ยม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเป๊บ...  

We are part of The Trust Project What is it?

1. ทีมที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม

สโมสรพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เช่นเดียวกับตัวนักเตะที่พร้อมจะฟังเสียงนายใหม่

ฟุตบอลมันมีวัฏจักรของมัน และนั่นก็คือสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจได้ดีไปกว่า เป๊บ กวาร์ดิโอลา ผู้คิดว่า 3 ปีในการคุมทีมแต่ละสโมสรก็เพียงพอแล้ว ซึ่งการที่กุนซือชาวคาตาลันอยู่ในถิ่นคัมป์ นู นานกว่าที่วางเอาไว้ 12 เดือนก็แสดงให้เห็นแล้วว่านำมาซึ่งความผิดหวัง และตอนนี้เขาก็รู้ว่ามันถึงเวลาที่จะต้องอำลาบาเยิร์น มิวนิค ถึงแม้ว่าจนถึงตอนนี้เจ้าตัวจะยังไม่สามารถพาทีม “เสือใต้” คว้าแชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้ในยุคของเขาก็ตาม

ภาพของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้คอยหลอกหลอน มานูเอล เปเยกรินี มาสักพักหนึ่งแล้ว

ขณะที่วงจรของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การบริหารของ ชีคห์ มันซูร์ ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการทีมทุกๆ 3 ปีเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในเรื่องของระยะเวลา โดยสโมสรพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เช่นเดียวกับตัวนักเตะที่พร้อมจะฟังเสียงนายใหม่ ซึ่งในตอนนั้น โรแบร์โต้ มันชินี ก็ถือเป็นคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสมเช่นกัน เมื่อความสุขุมเยือกเย็นของเขาได้แพร่ความมีจิตใจของความเป็นผู้ชนะที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อนให้กับสโมสร

2. ได้ทำในสิ่งที่ถนัด

นักเตะก็พร้อมที่จะอยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของกวาร์ดิโอลาผู้มักเอาใจใส่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และชอบชี้ทางการแก้ไขปัญหาให้ลูกทีมอยู่เสมอ

ทั้ง โรแบร์โต มันชินี และ มานูเอล เปเยกรินี ต่างก็เป็นผู้จัดการทีมที่มองในภาพรวมและมีปรัชญากว้างๆ ของตัวเอง โดยกุนซือชาวอิตาเลียนมักจะเน้นรัดกุม ส่วนกุนซือชาวชิลีจะเน้นเกมบุกมากกว่า ซึ่งแต่ละคนก็มีแบบแผนว่าต้องการให้ลูกทีมเล่นแบบไหน ดังนั้นนักเตะจะเข้าใจได้ว่าตัวเองถูกคาดหวังไว้อย่างไรบ้าง แล้วคิดหาวิธีเอาเองว่าจะเล่นแบบไหน

และหลังจากที่หาแทคติกที่เหมาะสมมา 6 ปี ซึ่งบ่อยครั้งมักจะพบกับความยากลำบากในการหาทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมยุโรปตอนนี้นักเตะก็พร้อมที่จะอยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของกวาร์ดิโอลาผู้มักเอาใจใส่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และชอบชี้ทางการแก้ไขปัญหาให้ลูกทีมอยู่เสมอ โดยปัญหาที่เกิดกับซิตี้บ่อยที่สุดก็คือการสร้างพื่นที่ว่างซึ่งเป็นเรื่องที่กวาร์ดิโอลาถนัดมาก

ที่ซิตี้เขาไม่ต้องพบกับความยุ่งยากในการสร้างทีมใหม่หรือถูกนักเตะในทีมงัดข้อมากนัก ทำให้สามารถทุ่มเทให้กับสิ่งที่ชอบสุดๆ ได้อย่างเต็มที่ นั่นก็คือการวิเคราะห์ทางวีดิโอ, วางระบบ และคิดกลยุทธ์ โดยให้อารมณ์เหมือนกับเด็กเนิร์ดที่เพลิดเพลินกับการต่อจิ๊กซอว์ของตัวเองอยู่

3. ทีมยังพัฒนาได้อีก

ซิตี้ถือเป็นอันดับ 1 ของลีกผู้ดีในเรื่องของการสร้างสรรค์โอกาสมาตลอด 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา แต่กลับประสบความสำเร็จน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

จากการเปิดเผยของเจ้าตัวเองว่าสไตล์การทำทีมของเขาไม่ได้ยึดติดกับระบบการเล่นที่มีอยู่ทั่วไป โดยความสำเร็จส่วนใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของนักเตะในทีม ซึ่งต้องมีเทคนิคอันเหลือล้นและต้องเล่นได้ตามปรัชญาเกมรุกแบบกล้าได้กล้าเสียเป็นอันดับแรกโดยไม่มีข้อแม้ เขาเปรียบเสมือนกับ ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งรถสูตร 1 แห่งวงการกุนซือและซิตี้ก็คือรถสปอร์ตที่มีคุณภาพสูงที่สุดในพรีเมียร์ลีก

โดยซิตี้ถือเป็นอันดับ 1 ของลีกผู้ดีในเรื่องของการสร้างสรรค์โอกาสมาตลอด 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา แต่กลับประสบความสำเร็จน้อยกว่าที่ควรจะเป็น หลังจากห่างเหินถ้วยแชมป์ถึง 4 ทศวรรษ ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาระยะ 20 ปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองความยิ่งใหญ่ แฟนซิตี้ก็รู้สึกปลาบปลื้มที่กลับมามีลุ้นแชมป์อย่างต่อเนื่องเสียที และ 4 ถ้วยในรอบ 4 ปีก็คือสิ่งที่น่ายินดีสำหรับพวกเขา

Manchester City lift the Premier League trophy after being crowned champions

แต่ในความเป็นจริงแล้วถือว่าไม่เพียงพอและไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของทีมอย่างแท้จริงเมื่อเทียบกับทีมคู่แข่ง ซึ่งแน่นอนที่มันก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินที่ทุ่มไปคุ้มค่าด้วย เมื่อเป๊บไปถึงบาเยิร์นเขาได้รับมรดกทีมชุดที่คว้า 3 แชมป์จาก จุ๊ปป์ ไฮย์นเกส ขณะที่ซิตี้นั้นศักยภาพในทีมจัดได้ว่าเยี่ยมแล้วก็จริง แต่มาตรฐานไม่ได้ถูกเซ็ตไว้สูงนัก ทำให้เป๊บสามารถสร้างพิมพ์เขียวฟุตบอลที่ทำให้คนทั่วไปตกตะลึง พร้อมกับทิ้งมรดกอันน่าชื่นชมไว้ให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษโดยรวมได้

4. การมีอิสระในการเล่นเกมรุก

ที่ แมนฯ ซิตี้ นั้นต้องเล่นฟุตบอลให้ประทับใจคนดูไว้ก่อนซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับหลายทีมคู่ปรับอย่างชัดเจน

ถึงเขาจะยังไม่เข้ามาคุมทีมในตอนนี้ แต่กวาร์ดิโอลาและซิตี้ก็มีแนวความคิดที่คล้ายกัน โดยเป๊บถือเป็นผู้จัดการทีมที่เน้นฟอร์มการเล่นอย่างมาก แม้ชัยชนะคือเป้าหมายสูงสุดก็จริง แต่สำหรับเขาแล้วจะโฟกัสไปที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ในตอนจบ

และมันก็เป็นทัศนคติที่ไปด้วยกันได้ดีกับซิตี้ ขณะที่ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด และยุคหลังๆที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แนวความคิดคือต้องชนะเพื่อคว้าแชมป์ให้ได้มากๆไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ที่ซิตี้นั้นคือต้องเล่นให้ประทับใจคนดูซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับทีมคู่ปรับอย่างชัดเจน แม้ว่ามันจะเสี่ยงต่อการต้องอับอายขายหน้าก็ตาม

ดาบิด ซิลบา คือสัญลักษณ์ของการเล่นอันสวยงามตามแบบฉบับของซิตี้

และไม่มีอะไรที่สามารถเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนได้มากกว่าการเซ็นสัญญากับ ร็อดนีย์ มาร์ช เพื่อหวังจะทำให้ทีมเข้าป้ายคว้าแชมป์เมื่อเดือนมีนาคม 1972 อีกแล้ว โดยตอนนั้นซิตี้รั้งจ่าฝูงดิวิชั่น 1 เดิมและมีแต้มมากกว่าอันดับ 2 อยู่ 4 คะแนน ก่อนที่จะดึงศูนย์หน้าจอมสร้างสีสันจากคิวพีอาร์รายนี้เข้ามาด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่จาก 4-4-2 เป็น 4-2-4 จนผลงานถอยหลังลงคลองก่อนจะจบด้วยอันดับ 4 ในฤดูกาลนั้น ซึ่งเจ้าของทีมคนปัจจุบันคงไม่ปลื้มกับความฮึกเหิมจนเกินงามแบบนี้แน่นอน อย่างไรก็ดีกับตัวเป๊บนั้นเราสามารถที่จะคาดหวังในเรื่องของความสวยงามและมีประสิทธิภาพในระดับที่สูงกว่านั้นได้

5. ไม่มีบอร์ดบริหารเข้าแทรกแซง

สำหรับ กวาร์ดิโอลา แล้ว นี่คือโอกาสดีที่จะตอบแทนการสนับสนุนของเบกิริสไตน์ในช่วงต้นอาชีพการคุมทีมของเขา

หลายคนดูเหมือนจะค่อนข้างมั่นใจว่า กวาร์ดิโอลา ตกลงปลงใจกับ แมนฯ ซิตี้ มานานแล้ว เนื่องจาก ซิกิ เบกิริสไตน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลของ “เรือใบสีฟ้า” อยู่ ซึ่งทั้งคู่ไม่เพียงแค่เคยเล่นร่วมกันมา 5 ปีในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ภายใต้การคุมทีมของ โยฮัน ครัฟฟ์ เท่านั้น แต่ เบกิริสไตน์ ผู้นี้ยังเป็นผู้ช่วยเหลือกวาร์ดิโอลาให้ก้าวขึ้นมาเป็นยอดกุนซือในอีก 10 กว่าปีให้หลังด้วย แม้ว่าผลงานจะยังไม่เด่นชัดในช่วง 3 ปีแรกที่เข้ารับตำแหน่งในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม แต่การได้โคตรดีลแบบนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเขาเต็มๆ

และสำหรับ กวาร์ดิโอลา แล้ว นี่คือโอกาสดีที่จะตอบแทนการสนับสนุนของเบกิริสไตน์ในช่วงต้นอาชีพการคุมทีมของเขา ซึ่งทั้ง 2 คนทำงานร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดระยะเวลา 3 ปีที่คัมป์ นู ระหว่างปี 2007 ถึง 2010 ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนในการทำงานแต่ละวันที่ซิตี้ ทำให้พวกเขาจะได้ทำงานในแบบที่คุ้นเคยตั้งแต่แรกเริ่ม และช่วยให้กวาร์ดิโอลาได้สร้างสรรค์และต่อยอดสิ่งใหม่ๆอย่างไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะถูกแทรกแซงทางการเมืองหรือถูกขัดใจ ซึ่งไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่ให้เป๊บได้มากเท่านี้

ซิกิ เบกิริสไตน์ (ขวาสุด) มีส่วนสำคัญที่ทำให้กวาร์ดิโอลาเป็นกุนซือบาร์ซาเมื่อปี 2008

6. ให้โอกาสเด็กปั้น

สโมสรได้ใช้เงินกว่า 100 ล้านปอนด์ไปกับการสร้างอคาเดมีโฉมใหม่ เพื่อทำให้ กวาร์ดิโอลา มีทุกอย่างที่ต้องการในการสร้างสิ่งที่เขาเคยทำไว้ที่บาร์เซโลนา

เขาก็เหมือนกับ แกรี เนวิลล์ และแข้ง "คลาส ออฟ 92" คนอื่นๆ ที่ไม่หยุดอยู่เพียงแค่เป็นดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมามีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ในทีมดังแล้วก็หายไป ซึ่งเส้นทางการคุมทีมของเขาก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เมื่อต้องเข้ามารับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งจากช่วงเวลาเหล่านี้เองทำให้เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะผลักดันเด็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จักขึ้นมาแจ้งเกิด ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับ แมนฯ ซิตี้ ที่ต้องการจะโปรโมตดาวรุ่งขี้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่บ้าง

สโมสรได้ใช้เงินกว่า 100 ล้านปอนด์ไปกับการสร้างอคาเดมีโฉมใหม่ เพื่อทำให้ กวาร์ดิโอลา มีทุกอย่างที่ต้องการในการสร้างสิ่งที่เขาเคยทำไว้ที่บาร์เซโลนา และนี่คืออคาเดมีที่ ฟิล เนวิลล์ กับ โรบิน ฟาน เพอร์ซี เลือกที่จะส่งลูกของเขามาบ่มเพาะฝีเท้า ทั้งที่มีความจงรักภักดีต่ออดีตต้นสังกัดอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล อย่างชัดเจน แม้การปั้นดาวรุ่งอย่างจริงจังอยู่เบื้องหลังของซิตี้อาจยังไม่ผลิดอกออกผลมากนักนอกจาก เคเลชี อิเฮียนาโช ในตอนนี้ แต่นักสร้างมรดกอย่างเป๊บก็น่าจะสามารถเติมเต็มศักยภาพของบรรดาเด็กปั้นค่ายเอติฮัดได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

บทความแนะนำ - เคเลชี อิเฮียนาโช่ : ดาวรุ่งผู้เสียแม่ที่รอวันสร้างชื่อกับเรือใบ