Analysis

6 เหตุผลที่ 'ฟ้า-ขาวซามเปาลี' ขี้เหร่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สถานการณ์ของอาร์เจนตินาถือว่า “โคม่า” พวกเขายังไม่ตกรอบแรกเสียทีเดียว แต่ไม่สามารถกุมชะตาไว้กับตัวเองได้อีกแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องเป็น “กองแช่ง” ของไอซ์แลนด์ ในอีก 2 นัดสุดท้าย

We are part of The Trust Project What is it?

อย่างไรก็ตามหากวัดกันที่ผลงานของพวกเขาในสองนัดแรก ขืนเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าจะไปได้ไกลกว่านั้น นับตั้งแต่เสมอกับไอซ์แลนด์แบบไร้ทีมเวิร์คและความมั่นใจ กระทั่งโดนเปิดแผลเหวอะด้วยบอลระบบอย่าง โครเอเชีย ด้วยสกอร์ขาดถึง 0-3

ที่ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์บรรดาทีมใหญ่อาจมีพลาดให้เห็นกันบ้าง บางทีมเสมอ , บางทีมแพ้แบบโชคร้าย หรือชนะแบบเฉียดฉิว แต่ในกรณีของ อาร์เจนตินา ถือว่าวิกฤตสุด เพราะมีเรื่องช่องโหว่ทางแท็กติกให้วิจารณ์เต็มไปหมด

เกิดอะไรขึ้นกับอดีตแชมป์โลก 2 สมัยกันแน่ 

บทความดังกล่าวสนับสนุนโดย Fox Sports Asia

1. ทีมที่ไม่สมควรเข้ารอบสุดท้ายแต่แรก?

โดยปกติแล้วทัพฟ้า-ขาว ไม่เคยต้องเหนื่อยกับการเพลย์ออฟในฟุตบอลโลกทุกสมัย แต่หนนี้พวกเขาต้องมาลุ้นกันยันนัดสุดท้าย นั่นมาจากคุณภาพผู้เล่นที่ลดลงไปจากเมื่อ 4 ปีก่อน คือแม้จะเป็นผู้เล่นชุดเดิมยืนพื้นอย่างลิโอเนล เมสซี่ , เซร์คิโอ อเกวโร่ , ฮาเวียร์ มาสเชราโน่ แต่ทุกคนต่างอายุมากขึ้นและไม่มีดาวรุ่งที่ขึ้นมาทดแทนได้ดีเพียงพอ

พวกเขาต้องเบียดเอาชนะ เอกวาดอร์ ในเกมสุดท้ายของรอบคัดเลือก คว้าตั๋วไปรัสเซียแบบหืดจับ แต่ในเมื่อไปแบบไม่พร้อม ก็เลยมีสภาพอย่างที่เห็น

2. ทิฐิมานะของผู้จัดการทีม

ผู้จัดการทีมที่มีแนวคิดของตัวเองซึ่งค้านสายตาแฟนบอล มีบทเรียนให้เห็นมามากว่าหากล้มเหลวคุณต้องโดนเสียงวิจารณ์สะท้อนกลับเป็นสองเท่า แม้กระทั่งโจเซ่ มูรินโญ่ ที่ว่าอีโก้สูง อหังการเพียงใดยังยอมปรับแท็กติกตามใจแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลที่แล้ว

ฮอร์เก้ ซามปาโอลี่มีความมั่นใจในตัวเองสูงหลังพาชิลีคว้าแชมป์โคปา อเมริกาเมื่อ 3 ปีก่อน และมั่นใจว่าจะนำแท็กติกที่ใช้กับ ชิลี มาประยุกต์กับอาร์เจนตินาบ้านเกิดได้ โดยเฉพาะระบบแผงหลัง 3 คนที่ทัพฟ้า-ขาว แทบไม่เคยใช้มาก่อน

ปรากฎว่าอดีตกุนซือเซบีย่าเลือกนักเตะมาติดทีมชาติแบบแฟนบอลทั่วโลกงงเพราะหมางเมินผู้รักษาประตูระดับ ลา ลีกาอย่าง เคโรนิโม่ รูยี่ หรือศูนย์หน้าตัวเก่งของอินเตอร์ มิลานอย่างเมาโร อิคาร์ดี้ ขณะเดียวกันเรียกนักเตะลีกในประเทศมาติดชนิดแฟนๆตาลุกโพลง โดยเฉพาะรายของมักซิมิเลียโน่ เมซ่า ดาวเตะจากอินดิเพนเดียนเต้ที่แฟนบอลทั่วโลกคงได้เห็นผ่านการถ่ายทอดสดแล้วว่าฟอร์มเป็นอย่างไร

เกมกับโครเอเชียนัดล่าสุดนักเตะระดับท็อป (ซึ่งแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว) อย่างอังเคล ดิ มาเรีย , เปาโล ดีบาล่า และ กอนซาโล่ อิกัวอิน มีชื่อเพียงแค่ตัวสำรอง โดยที่ ดีบาล่า ยังไม่ได้เป็นตัวจริงแม้แต่นัดเดียวเนื่องด้วยเหตุผลที่ซามปาโอลี่บอกเอาไว้ว่า “ดีบาล่า เล่นเหมือนเมสซี่”

สุดท้ายนายใหญ่ทัพฟ้า-ขาวต้องกลืนน้ำลายตัวเองส่ง ดีบาล่า เป็นตัวสำรองคนสุดท้ายแต่กว่าจะส่งลงมาก็ช้าไปเสียแล้วเพราะรูปเกมเข้าทางโครเอเชียหมด

ฉะนั้นเรื่องนี้ชัดเจนว่าสาเหตุที่อาร์เจนตินามาตกต่ำถึงจุดนี้ส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดของ “ซามปาโอลี่” ที่มั่นใจในฝีมือตัวเอง และคิดในแบบของตัวเองมากเกินไป และลืมไปว่าบางแท็กติก หรือนักเตะบางคน มันใช้งานในชีวิตจริงไม่ได้

3. เมสซี่ระทมทุกข์

แม้เดอะแบกแห่งอาร์เจนตินาจะพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้ แต่จังหวะย่ำแย่ของเมสซี่คือการต้องเห็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ระเบิดฟอร์มเก่งก่อนและโยนความกดดันมาที่เขาทั้งสองนัด ทั้งนัดแรกที่พบกับ สเปนที่เขาทำแฮตทริก และเกมที่สองที่ยิงประตูชัยเฉือนโมร็อกโก

ความมั่นใจของโรนัลโด้ ทะยานขึ้น สวนทางกับ เมสซี่ ที่พังลงตั้งแต่พลาดจุดโทษในเกมกับไอซ์แลนด์ แถมนัดที่สองคู่แข่งของพวกเขาคือโครเอเชียที่ระบบทีมอยู่ในระดับต้นๆของโลกเวลานี้

ที่บาร์เซโลน่า เมสซี่อาจเป็นส่วนประกอบชิ้นสำคัญที่สุด แต่ที่อาร์เจนตินา เมสซี่กลายเป็นความหวังเดียวของทีม เพียงแต่บทบาทที่ซามปาโอลี่วางไว้ให้คือมายืนต่ำเป็นมิดฟิลด์ตัวปั้นเกม ส่วนโรนัลโด้ยืนสูงไปรอทำประตูเอาด้านหน้า

เมสซี่ที่กำลังขาดความมั่นใจต้องมาล้วงบอลเองก่อนโดนคู่ต่อสู้เข้าพร้อมกัน 2-3 คนและไปไม่รอด ขณะที่เพื่อนร่วมทีมก็ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากวิ่งเติมหรือประสานงานกันผิดจังหวะไปเสียหมด

ฟุตบอลสมัยใหม่ไม่เหมือนเมื่อ 40-50 ปีก่อนที่นักบอลระดับสตาร์คนเดียวจะลากผ่านคู่แข่งทั้งสนามไปยิงประตูได้ และสาเหตุที่ “โรนัลโด้” ทำได้เพราะเขาอยู่ถูกที่ถูกเวลา และอยู่ในจังหวะและตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อลุ้นทำประตู ซึ่งเมสซี่แทบไม่ได้มีโอกาสนั้นเลยใน 2 นัดที่ผ่านมา

แถมท่าทางที่เขาแสดงออกเห็นชัดว่าเครียดและดูไร้ความมั่นใจ ซึ่งในฐานะกัปตันทีม (ไม่ว่าเขาจะเต็มใจเป็น หรือ ได้รับปลอกแขนมาตามหน้าที่) นั่นทำให้เพื่อนร่วมทีมที่เหลือมีสภาพจิตใจห่อเหี่ยวไม่ต่างจากเขา

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ลีโอ เมสซี่กันแน่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เพียงแต่ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเขาดูไม่สู้ และไร้ลูกฮึดเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน เหมือนความฝันของเขามันดับไปพร้อมกับประตูชัยของมาริโอ เกิ๊ทเซ่ และเหมือนกับเขาปลงตกกับการเล่นทีมชาติ เหมือนกับว่าฝันร้ายของเขามันกลับมาหลอกหลอนทุกครั้งที่สวมเสื้อฟ้า-ขาว และไม่สามารถสลัดมันออกไปได้อีกแล้ว

และตราบใดที่เขายังสลัดความ “ระทมทุกข์” ออกไปไม่ได้ ต่อให้อาร์เจนตินามีอีก 10 เกมให้แก้ตัว ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

4. ปัญหานายทวาร

เรื่องนี้น่าเห็นใจเพราะทุกคนทราบกันดีว่าแซร์คิโอ โรเมโร่ คือผู้รักษาประตูมือ 1 ที่เฝ้าเสาให้กับทีมฟ้า-ขาวมาตั้งแต่ฟุตบอลโลกเมื่อ 8 ปีก่อน

วิลลี่ กาบาเยโร่ นายทวารเชลซี (และอดีตแมนฯซิตี้) ถูกวางไว้เป็นเพียงแค่มือ 2 เท่านั้น เนื่องจากเขาเป็นนายทวารประเภทเคลื่อนไหวเร็วแต่ขาดความแน่นอน และสุดท้ายก็มาก่อความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยในเกมเมื่อคืนกับโครเอเชีย

หากหันไปดูลิสต์ผู้รักษาประตู หนึ่งในมือกาวที่ ซามปาโอลี่ ไม่ได้เลือกเข้ามาคือ เคโรนิโม่ รูยี่ นายทวารจากเรอัล โซเซียดาด ที่ติดทีมชาติครั้งสุดท้ายไปเมื่อปีก่อน แต่ถ้าเอาเท่าที่มีเหลืออยู่ 3 คน และติดทีมชาติรวมกันไม่ถึง 15 นัด กาบาเยโร่ ก็ดูเป็นตัวเลือกที่แย่น้อยที่สุดหากต้องเทียบกับ ฟรังโก้ อาร์มานี่ จากริเวอร์เพลทที่ยังไม่เคยติดธงเลย หรือนาฮูเอล กุซมัน ที่เล่นอยู่ในลีกเม็กซิโก

แต่ในเมื่อ กาบาเยโร่ พลาดแบบหมูหกเมื่อคืนคำถามจึงกลับไปที่ ซามปาโอลี่ อีกครั้งว่าถ้าเรียก รูยี่ มาติดทีมชาติ เขาจะพลาดง่ายๆแบบนี้หรือไม่

และนั่นก็เหมือนจะเป็นความผิดพลาดของ ซามปาโอลี่ ในการเรียกตัวผู้เล่นมาติดทีม ซึ่งเมื่ออิงเหตุผลนี้ เขาก็ต้องรับผิดชอบกับเสียงวิจารณ์ไปอีกหนึ่งประเด็น

5. วิธีการใช้ “ดีบาล่า”

สืบเนื่องจากข้อ 2 ที่หลายคนตั้งข้อสงสัยถึงการไม่ได้ลงสนามเท่าที่ควรของดีบาล่า หากซามปาโอลี่ มองว่า ดีบาล่าทับตำแหน่งกับเมสซี่ แล้วทำไมเขาไม่จับทั้งคู่ยืนคนละตำแหน่ง?

แทนที่จะปล่อย เมซ่า ลงมาและกลายเป็นจำเลยของแฟนบอล ดีบาล่า และเมสซี่ สามารถยืนได้ทุกตำแหน่งในเกมรุก (ยกเว้นริมเส้นฝั่งซ้ายที่ทั้งคู่ถนัดน้อยที่สุด)

ทั้งคู่สามารถชิงจังหวะกับไลน์กองหลังได้ , มีเทคนิคในการเล่นริมเส้นได้ , มีเซนส์ในการจ่ายบอลทะลุช่องได้ และมีความเฉียบคมระดับโลกในจังหวะจบสกอร์

แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า ซามปาโอลี่ จับเมสซี่ไปยืนต่ำกลางสนามตำแหน่งเดียวกับชาบี้ เอร์นานเดซ อดีตเพื่อนร่วมทีมของ “ลีโอ” ในระดับสโมสร ส่วน ดีบาล่า นั่งตาลอยดูเพื่อนบนซุ้มม้านั่งสำรอง

ซึ่งนี่ก็เป็นอีกข้อที่แฟนบอลก็ต้องกลับมาตั้งข้อสังเกตกับซามปาโอลี่อีกตามเคย ว่าคุณมีของดีอยู่ในมือแต่เหตุใดถึงไม่นำมาใช้ หรือใช้งานไม่ถูกวิธี …

โค้ชบางคนไม่มีนักเตะดีๆในทีมเลย ยังพาทีมเอาชนะได้ แต่สำหรับ ซามปาโอลี่ คงกลับกัน มีนักเตะดีๆในทีม แต่ใช้ไม่เป็น ก็เลยมาเผาตัวเองวอดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอย่างที่เห็น!

6. อนาคตต่อไป?

อย่างที่เรียนไปข้างต้นว่าทัพฟ้า-ขาวยังไม่ตกรอบเสียทีเดียว แต่อยู่ที่ผลการแข่งขันของไอซ์แลนด์ในอีก 2 นัดสุดท้าย

แต่ถ้าผลการแข่งขันของทัพมนุษย์น้ำแข็งไม่ดีทั้งสองเกม ก็ใช่ว่าเกมเจอไนจีเรียจะง่าย

ล่าสุดรายงานจากต่างประเทศระบุว่า เซร์คิโอ อเกวโร่ ให้สัมภาษณ์สื่อในเชิงตอบโต้ ซามปาโอลี่ หลังกุนซือเลือดร้อนมองว่า นักเตะคนอื่นเล่นร่วมกับ เมสซี่ไม่ได้

ศูนย์หน้าแมนฯซิตี้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “เขาจะพูดอะไรก็ปล่อยเขาไป”

ประเด็นทีมแตกเคยเกิดขึ้นหลายหนในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยเฉพาะกรณีของฝรั่งเศสที่แคมป์แตกและตกรอบแรกในปี 2010 ภายใต้การทำทีมของเรย์มงต์ โดเมเน็ก

เชื่อว่าหากสถานการณ์เป็นแบบนี้ ผู้เล่นไนจีเรียที่แม้มาตรฐานจะเป็นรอง ยังดูมีโอกาสชนะมากกว่าด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ยังมีความเป็นทีมมากกว่า

ซามปาโอลี่ ต้องแก้ปัญหาที่เขาก่อขึ้นด้วยตัวของเขาเอง เวลานี้ยังไม่สายเกินไป

เกมกับไนจีเรียนัดสุดท้าย คือบทสรุปของทีมชุดนี้ หากเข้ารอบจริงก็ถือว่าต่อลมหายใจ แต่ถ้าตกรอบไป ก็ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความตกต่ำของวงการลูกหนังอาร์เจนตินา ที่พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้