7 ครั้งหลังแพ้แบบบาดใจ…ชีวิตเดอะแฮปปี้วันเป็นอย่างไร?

เชลซีภายใต้การคุมทีมของ “เดอะ สเปเชียลวัน” โชเซ่ มูรินโญ สุดยอดกุนซือชาวโปรตุกีส พ่ายแพ้ต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0 - 3 ในศึกพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด แน่นอนว่ามันเป็นความพ่ายแพ้ ที่ย่อยยับในสายตาแฟนบอล อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปดูอดีตมีหลายครั้งที่ลูกทีมของเขาพ่ายแพ้เสียหายอย่างใหญ่หลวง และนี่ก็คือ 7 เหตุการณ์หลังความพ่ายแพ้ที่บาดใจของ มูรินโญ่... จะมีครั้งไหนบ้างที่กลับมายิ่งใหญ่ และครั้งไหนที่ต้องเจ็บช้ำกว่าเดิม

เบนฟิก้า 2-1 ปอร์โต้ (16 พ.ค.2004)

ฤดูกาล 2004 โชเซ่ มูรินโญ่ นำเอฟซี ปอร์โต้ คว้าแชมป์ลีก โดยมีแต้มเหนือ เบนฟิก้า คู่ปรับตลอดกาลห่างถึง 8 คะแนน แต่ในเกมรอบชิงฟุตบอลถ้วยโปรตุกีส คัพ วันที่ 16 พ.ค. 2004 มูรินโญ่ เลือกที่พักตัวหลักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแมตช์ชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สุดท้ายพวกเขาแพ้ เบนฟิก้า ในช่วงต่อเวลา 1 – 2

อย่างไรก็ตามอีก 10 วันถัดมา มูรินโญ่ สามารถนำ ปอร์โต้ คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกส์ ด้วยการต้อนเอาชนะ โมนาโก 3-0

มิดเดิลสโบรซ์ 3-0 เชลซี (11 ก.พ.2006)

เชลซี ภายใต้การคุมทัพของโชเซ มูรินโญ บุกไปเยือน มิดเดิลสโบรซ์ ซึ่งเป็นรอง ยอดทีมแห่งลอนดอน แทบจะทุกหน้าเสื่อ ซึ่งก่อนเกม เชลซี มีแต้มเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รองจ่าฝูงถึง 15 คะแนน และถูกคู่แข่งยิงไปแค่ 13 ประตูจาก 25 เกม แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะเกมนั้น ฟาบิโอ โรเชมบัค ใช้เวลาแค่ 78 วินาทียิงให้ “เดอะโบโร่” ออกนำอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ สจ๊วต ดาวนิ่ง กับ ยาคูบู จะบวกเพิ่มคนละประตูให้ มิดเดิลสโบรซ์ พลิกล็อกชนะ เชลซี 3-0

สื่อที่อังกฤษ และหลายสำนักทั่วโลกวิจารณ์ว่าเกมนั้น มูรินโญ มุ่งสมาธิไปที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ บาร์เซโลนา ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มากเกินไป และการที่ มูรินโญ่ เลือก อาเซียร์ เดล ออร์โน ลงแทน เฌเรมี เอ็นจิตั๊ป ในเกมดวลบาร์ซ่า ก็นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดแบบติดต่อกันอีกครั้ง เพราะกองหลังสเปนอยู่ในสนามแค่ 37 นาทีก็ถูกไล่ออก จนสุดท้าย เชลซี พ่ายคาถิ่น 1-2 ก่อนจะบุกไปเสมอที่คัมป์นู 1-1 ตกรอบน็อกเอาต์

อย่างไรก็ตาม “สิงโตน้ำเงินคราม” ก็กลับมาแก้ตัวได้ในลีก โดยเฉพาะการเอาชนะ แมนฯยู 3-0 พร้อมกับคว้าแชมป์ในซีซั่นนั้น ทั้งที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 2 นัด

แอสตัน วิลลา 2-0 เชลซี (2 กันยายน 2007)

โชเซ มูรินโญ นำเชลซีได้รองแชมป์ฤดูกาล 2006-2007 ดังนั้นฤดูกาลใหม่ จึงค่อนข้างกดดัน บวกกับมีข่าวว่า โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมเริ่มไม่พอใจผลงาน

เกมนัดที่ 5 ของซีซั่นใหม่ มูรินโญ่ นำทีมบุกไปเยือน แอสตัน วิลล่า พร้อมสถิติไม่แพ้ใครใน เกมลีกรวม 18 นัด แต่การบุกไปเยือนทีมแห่งถิ่นมิดแลนด์ ลูกทีมของเขากลับแพ้ไป 0 - 2

นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งจุดจบของ มูรินโญ่ ... ความพ่ายแพ้ครั้งนั้น ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่เขากลับมาผงาดสร้างความยิ่งใหญ่ได้ เพราะอีก 2 สัปดาห์ในเกมลีกนัดถัดมา เชลซี ทำได้แค่เสมอ แบล็คเบิร์น 0-0 ก่อนที่ มูรินโญ่ จะแยกทางกับ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมเชลซีชาวรัสเซีย และถูกแทนที่โดย อัฟราม แกรนท์ กุนซืออิสราเอล

เชลซีในยุคของ อัฟราม แกรนท์ เปิดตัวแพ้ แมนฯยู 0-2 ต่อด้วยเกมเสมอ ฟูแล่ม แบบไร้สกอร์ แต่ฟอร์ม 30 แมตช์หลังจากนั้น สิงห์บลูส์ แพ้แค่นัดเดียวต่อ อาร์เซนอล ก่อนจบฤดูกาลในฐานะ รองแชมป์ แพ้ แมนฯยู แค่ 2 คะแนน ทว่าการดวลจุดโทษแพ้ ปีศาจแดง ในรอบชิงถ้วย “บิ๊กเอียร์” ในฤดูกาลเดียวกันก็เป็นเหตุผลสำคัญให้ แกรนท์ ต้องกระเด็นจากเก้าอี้กุนซือเชลซีเช่นกัน!

อตาลันตา 3-1 อินเตอร์ (18 ม.ค.2009)

ฤดูกาล 2008-2009 มูรินโญ่ ย้ายมาคุมทัพ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ด้วยฟอร์มสุดยอด แพ้เพียง เกมเดียวก่อนบุกไปเยือน อตาลันต้า ในนัดที่ 19 เกมนั้น คริสเตียโน โดนี่ จอมทัพอตาลันต้า เหมาคนเดียว 2 ประตูให้เจ้าบ้านนำ 3-0 ตั้งแต่ 33 นาทีแรก ก่อนที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จะยิงกู้หน้าในช่วงทดเจ็บ จบเกม อินเตอร์ แพ้ 1-3

แต่พอแพ้เมตช์นั้น... มันเหมือนถูกกระตุกหนวดเสือ เพราะเกมต่อมา “เนรัซซูรี่” โคจรมาพบกับ โรมา ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึกโคปปา อิตาเลีย ปรากฏว่า มูรินโญ ปรับแทคติคด้วยการให้โอกาส ดาวิเด ซานตอน แบ็คซ้ายรุ่งวัย 18 ปีลงเล่น พร้อมกับส่ง อาเดรียโน ลงแดนหน้าคู่กับ อิบราฮิโมวิช ก่อนเฉือนชนะ หมาป่าแห่งกรุงโรม 2-1 ทะลุเข้ารอบตัดเชือก ก่อนที่จะพาทีมโชว์ฟอร์มสุดยอดในกัลโซ่ เซเรีย อา จบฤดูกาลด้วยแชมป์สคูเดตโต้ มีแต้มเหนือ ยูเวนตุส รองแชมป์ถึง 10 คะแนน

บาร์เซโลนา 5-0 เรอัล มาดริด (29 พ.ย.2010)

หลังจากประสบความสำเร็จพา อินเตอร์ คว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาล 2009-2010 ซีซั่นถัดมา มูรินโญ ย้ายมาคุมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ซึ่งเกม “เอล กลาซิโก้” สเปน ครั้งแรกที่พบกับ บาร์โซโลนา... ปรากฏว่า มูรินโญ่ พาทีมแพ้คู่ปรับตลอดกาลแบบย่อยยับ 0 – 5 โดยบาร์ซ่าได้ประตูจาก ชาบี เอร์นานเดซ, เปโดร โรดริเกซ, ดาบิด บียา เหมา 2 ลูก และ เฆฟเฟรน อีกหนึ่งเม็ด แถม เซร์คิโอ รามอส ยังโดนไล่ออกในช่วงทดเจ็บ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องน่าเจ็บใจ

แต่หลังจากนั้น มูรินโญ่ นำมาดริดคืนฟอร์มคว้าชัย 6 นัดรวดในทุกรายการ ทว่าจบฤดูกาล มาดริด ไล่ บาร์เซโลน่า ไม่ทัน แต่เขาและลูกทีมได้สร้างสถิติอันสวยหรู นั่นก็ คือ การทะลวงประตูคู่แข่งได้ถึง 102 ลูกจาก 38 เกมลีก

แอสตัน วิลลา 1-0 เชลซี (15 มี.ค.2014)

เกมนัดที่ 30 ของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2013-2014 ก่อนแมตช์นี้ เชลซี อยู่ในฟอร์มที่ดี ทำแต้มหล่นหายแค่ 6 คะแนนจาก 14 เกมก่อนหน้านี้... อย่างไรก็ตาม แอสตัน วิลล่า เป็นตัวแสบสำหรับมูรินโญ่อีกครั้ง เมื่อเกมนี้ รามิเรส และวิลเลียน 2 ผู้เล่นเชลซี โดนไล่ออก ทำให้ สุดท้ายเชลซีกลับบ้านแบบมือเปล่า แพ้ “สิงห์ผงาด” 0-1

แม้พวกเขาจะคืนฟอร์มถล่ม อาร์เซนอล 6-0 แต่กลับต้องมาสะดุดบุกไปแพ้ คริสตัล พาเลซ 0-1 รวมทั้งเกมพ่ายคาบ้านต่อ ซันเดอร์แลนด์ 1-2 ขณะที่ แมนฯซิตี้ คู่แข่งลุ้นแชมป์เดินหน้าเก็บแต้ม ต่อเนื่อง ก่อนปาดหน้า ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ส่วนเชลซีได้แค่อันดับ 3

สเปอร์ส 5-3 เชลซี (1 ม.ค.2015)

ต้นฤดูกาล 2014-2015 เชลซี คว้าชัย 14 จาก 19 แมตช์ ทำให้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เชลซี ของมูรินโญ มีแต้มเหนือ แมนฯซิตี้ คู่แข่งลุ้นแชมป์ถึง 8 คะแนน กระทั่งวันขึ้นปีใหม่ปี 2015 ท็อตแน่มฮอต สเปอร์ เป็นทีมที่ 2 ที่ทะลวงตาข่ายทีมของ มูรินโญ ได้ถึง 5 ลูก ในเกมที่เปิดบ้านถล่ม เชลซี 5-3

อย่างไรก็ตามแม้จะแพ้เละ แต่เชลซี ไม่เสียขวัญ แก้ตัวชนะ นิวคาสเซิล 2-1 ในเกมถัดมา ต่อด้วยการบุกไปอัด สวอนซี คาถิ่นลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม 5-0 หลังจากนั้นเดินหน้าทำสถิติไม่แพ้ใคร จนกระทั่งเกมนัดรองสุดท้ายที่แพ้ เวสต์บรอมวิช 0-3 แต่มันก็ไม่มีความหมายแล้ว เชลซี คว้าแชมป์โดยทิ้งห่าง แมนฯซิตี้ถึง 8 คะแนน

และนี่คือเรื่องราวของ “เดอะแฮปปี้วัน” โชเซ่ มูรินโญ่ หลังจากพ่ายแพ้แบบสุดบาดใจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ของตัวเองได้บ่อยครั้งอยู่ร่ำไป