8 คุณสมบัติคุมทีมชั้นอ๋องของคล็อปป์ที่แฟนหงส์แดงต้องรู้

แอนดี้ บราสเซลล์ ได้ชำแหละคาแรคเตอร์ตอนที่กุนซือชาวเยอรมันคุมทัพโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์...

จากที่ล่าสุดเพิ่งจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า  เจอร์เก้น คล็อปป์ ตกลงเข้ามารับเผือกร้อนที่แอนฟิลด์แล้ว เราจะขอพาผู้อ่านย้อนไปดูช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ของอดีตนายใหญ่ดอร์ทมุนด์ซึ่งบอกเราได้ถึงสิ่งที่สามารถคาดหวังจากเขาหลังจากที่เจ้าตัวมายังพรีเมียร์ลีก ...แฟนๆ ลิเวอร์พูลเตรียมตื่นเต้นกันได้เลย!

1. ปลูกฝังสปิริตนักสู้แบบไม่ยอมถอดใจ

13 กันยายน 2008

มันเป็นเพียงแค่บุนเดสลีกานัดที่ 4 ของคล็อปป์ในการคุมทัพ “เสือเหลือง” และก็เป็นดาร์บี้แมตช์ถ่านหินครั้งแรกของเขาด้วย โดยศัตรูคู่อาฆาตอย่างชาลเก้มาเยือนซิกนัล อิดูน่า พาร์ค พร้อมกับเป็นฝ่ายออกนำ 2-0 ในครึ่งแรก ดังนั้นเขาจึงส่ง อเล็กซานเดอร์ ฟราย ลงมาแทน เนลสัน ฮาเอโด้ วัลเดซ ในช่วงพักครึ่ง

ภาพของคล็อปป์ตอนที่ฉลองการคัมแบ็คอย่างสุดยอดเมื่อปี 2008

แต่ก็ยังโดน ไฮโค เวสเตอร์มันน์ ทำประตูทิ้งห่างเป็น 3 ลูกหลังเริ่มครึ่งหลังไม่นาน และด้วยเวลาที่เหลืออีกเพียง 23 นาที ดอร์ทมุนด์ของคล็อปป์กำลังเผชิญหน้ากับความอัปยศ แต่จากนั้นฟรายก็เริ่มทำงานโดยจ่ายให้ เนเวน ซูโบติช ไล่ตี้ตื้นขึ้นมาก่อนจะเหมาเอง 2 ลูก ซึ่งรวมถึงลูกตีเสมอจากจุดโทษนาทีที่ 89 ด้วย โดยตอนนั้นคล็อปป์ถึงกับหันหลังให้สนามตอนที่ฟรายรับหน้าที่สังหารจุดโทษแต่ก็ลงเอยด้วยการเฮในที่สุด

2. สร้างแนวคิดทำเพื่อกันและกัน

15 ตุลาคม 2010

ดอร์ทมุนด์ไปเยือนโคโลญจน์ที่กำลังหนีตายในคืนวันศุกร์ที่โปรยปรายด้วยสายฝนเพื่อหวังจะคว้าชัยชนะเป็นนัดที่ 7 ติดต่อกันในบุนเดสลีกา และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่วางแผนไว้เมื่อ ยาคุบ บลาสซีคอฟสกี้ ทำประตูให้ลูกทีมของคล็อปป์ขึ้นนำตั้งแต่ 20 นาทีแรก แต่ถึงอย่างนั้นเกมก็ยังมาเดือดช่วงท้ายซึ่ง ลูคัส โพดอลสกี้ คนยิงตีเสมอให้ทีม “แพะบ้า” ได้ยั่ว นูริ ซาฮิน โดยชู 3 นิ้วล้อเลียนทีมชาติตุรกีของกองกลางดอร์ทมุนด์ที่แพ้เยอรมัน 3-0 เมื่อหลายวันก่อน

แล้วซาฮินก็เป็นคนยิงประตูชัยด้วยการยิงด้วยขวาไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นตุงตาข่ายให้ทีมเยือนคว้า 3 แต้มเต็ม ซึ่งกองกลางทีมชาติตุรกีก็ได้วิ่งหนีเพื่อนร่วมทีมแล้วสไลด์เข่าดีใจเยาะเย้ยต่อหน้า “เจ้าชายโพลดี้” ที่ทำหน้าผิดหวังสุดๆ ก่อนที่นายทวาร โรมัน ไวเด้นเฟลเลอร์ จะเข้ามาร่วมวงถากถางโพดอลสกี้ด้วยแบบทันควัน ทำให้ตัวเองโดนใบเหลือง และโชคดีที่ซาฮินที่โดนจดชื่อไปแล้วไม่โดนใบเหลืองที่ 2 ตามด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่าทุกคนในทีมต่างหนุนหลังซึ่งกันและกันขนาดไหน “ความกระหายของทีมนั้นน่าประทับใจสุดๆ” คล็อปป์กล่าวหลังจบเกม

3. เล่นแบบกล้าได้กล้าเสีย

27 กุมภาพันธ์ 2011

ถึงแม้ว่าเก้าอี้กุนซือของ หลุยส์ ฟาน กัล ที่บาเยิร์น มิวนิค จะเริ่มสั่นคลอน แต่ทีมพลังหนุ่มของคล็อปป์ที่รั้งจ่าฝูงบุกเยือนถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า เพื่อลงเล่นกับแชมป์เก่าโดยรู้ว่าทั่วโลกกำลังจับตามองอยู่ และบางทีนั่นอาจจะเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่ได้รับความสนใจขนาดนั้น แล้วคล็อปป์ก็จัดหมากเดินเกมบุกแบบเต็มสูบโดยวางตัวรุกไว้ข้างหน้า 4 คนหวังข่ม “เสือใต้” ที่อ่อนแรงเต็มที โดยใช้ ลูคัส บาร์ริออส เป็นหน้าเป้าแล้วให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนต่ำลงมา และมี มาริโอ เกิทเซ กับ เควิน โกรสครอยซ์ สนับสนุน ขณะที่ นูริ ซาฮิน คอยเปลี่ยนจากรับเป็นรุกซึ่งเป็นแทคติกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากอาคันตุกะที่มาเยือนถิ่นอัลลิอันซ์ และบาร์ริออส, ซาฮิน และ แมตส์ ฮุมเมลส์ อดีตเด็กปั้นของบาเยิร์นก็ทำคนละประตูให้ดอร์ทมุนด์ชนะ 3-1 ทำให้พวกเขามีแต้มทิ้งห่างจากทีมยักษ์แคว้นบาวาเรีย 16 แต้มและได้แสดงให้โลกรู้ว่าพวกเขามีดีอย่างไร

คล็อปป์ปรบมือขอบคุณแฟนๆหลังจบเกมสุดท้ายของเขาที่ดอร์ทมุนด์

4. การบริหารลูกทีม

3 กุมภาพันธ์ 2012

หลังจากผ่าน 2 ฤดูกาลแรกอันน่าตื่นตาตื่นใจในถิ่นเวสต์ฟาเล่นสตาดิโอน  เขาก็พาดอร์ทมุนด์เอาชนะอีก 19 ทีมที่เหลือก้าวไปคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติดอย่างเหลือเชื่อ โดยซีซั่นดังกล่าวบาร์ริออสต้องกลายเป็นตัวสำรองอดทนหลังเสียตำแหน่งหัวหอกเบอร์หนึ่งให้กับเลวานดอฟสกี้ จนเกือบจะย้ายไปฟูแล่มตอนช่วงปีใหม่แต่คล็อปป์ก็ยับยั้งไว้เสียก่อน ซึ่งมันก็กลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เขายิงประตูให้ทีมคว้าชัยที่เนิร์นแบร์กในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะกดแฮตทริกในช่วงท้ายฤดูกาลที่ไกเซอร์สเลาเทิร์นซึ่งแชมป์ลีกได้ถูกตัดสินไปแล้ว แม้จะออกจากทีมด้วยความผิดหวังแต่หัวหอกชาวปรากวัยก็ยังนับถือคล็อปป์อย่างมาก และเพิ่งจะกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ฝรั่งเศสเมื่อตอนต้นปีว่า “โทรมาหาหากพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ” ขณะที่เขาถูกยืมตัวมายังมงต์เปลลิเยร์ตอนเดียวกับที่ดอร์ทมุนด์กำลังฟอร์มตกอย่างหนัก

คล็อปป์ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอดีตลูกน้อง

5. นิ่งพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เข้ามา

23 เมษายน 2013

1 วันก่อนที่ดอร์ทมุนด์จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของเรอัล มาดริด ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศนัดแรก แฟนบอลต่างรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาดลงกลางดวงใจเมื่อรู้ว่า มาริโอ เกิทเซ วันเดอร์คิดวัย 20 ปีของทีมตกลงย้ายไปร่วมทัพบาเยิร์นในช่วงซัมเมอร์ ซึ่งคล็อปป์เองก็รู้ก่อนหน้านั้นไม่ถึง 2 สัปดาห์โดยทราบข่าวหลังจากชนะมาลาก้าในรอบ 8 ทีมสุดท้ายแบบสุดดรามามาหมาดๆ โดยเขาได้หยอกล้อกับสื่อในการแถลงข่าวเพื่อให้อารมณ์แจ่มใสขึ้นหลังจากรู้สึกเสียใจที่รู้ว่าลูกทีมคนเก่งของเขาอยากเล่นให้กับ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า “ผมไม่สามารถทำให้ตัวเองเตี้ยลง 15 เซนติเมตร และหัดพูดภาษาอังกฤษได้” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม โดยมีข่าวลือที่ไม่คอนเฟิร์มหลายกระแสออกมาว่าคล็อปป์เป็นคนปล่อยข่าวเกิทเซ่ออกมาเองเพื่อกระตุ้นให้ทีมของเขาฮึดสู้กับเกมใหญ่ที่จะมาถึง ซึ่งวันถัดมา โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก็ซัด 4 ลูกใส่เรอัล มาดริด ที่เวสต์ฟาเล่นพร้อมกับพา “เสือเหลือง” ตีตั๋วสู่เวมบลีย์ ขณะที่เกิทเซ่ก็เล่นได้สุดยอดตามธรรมชาติของเขา

6. ถึงจะน็อตหลุดบ้าง แต่ก็ยังเป็นคนถ่อมตัว

18 กันยายน 2013

ดอร์ทมุนด์ได้รางวัลตอบแทนจากการเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก 2013 ด้วยการอยู่ในสายสุดแข็งในซีซั่นถัดมา โดยพวกเขาอยู่กลุ่มเดียวกับอาร์เซนอล, นาโปลี และมาร์กเซย พวกเขาออกสตาร์ทได้อย่างย่ำแย่ด้วยการพ่ายต่อทีมของ ราฟา เบนิเตซ ซึ่งคล็อปป์ถูกไล่ออกหลังจากไปตะคอกผู้ตัดสินที่ 4 จากการที่อนุญาตให้ เนเวน ซูโบติช กลับเข้าสนามหลังจากปฐมพยาบาลช้าจน กอนซาโล่ อิกวาอิน ทำประตูได้

 “ผมต้องโทษตัวเอง” คล็อปป์กล่าวหลังเกมอย่างไม่อ้อมค้อมตามสไตล์ “นั่นเป็นเรื่องโง่เขลามาก” ซึ่งมันไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย และเขาก็รู้ตัวว่าต้องควบคุมอารมณ์บ้าง “ในวันดีๆ” เขากล่าวที่ซานเปาโล “เมื่อโค้ชระงับสติอารมณ์ได้ เรามักจะได้ผลการแข่งขันที่ต้องการกลับมา”

7. เกือบสร้างการคัมแบ็คครั้งใหญ่

8 เมษายน 2014                                                   

ดอร์ทมุนด์โดนถล่ม 3-0 ในรอบควอเตอร์ไฟนัลนัดแรกที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว โดยเรอัล มาดริด ต้องการจะล้างแค้นจากการพบกันในซีซั่นก่อนหน้า แต่ก็ดูเหมือนจะสิ้นหวังดดยพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอกับทีมที่ไว้ใจได้ในเรื่องเกมโต้กลับ ดังนั้นเมื่อ มาร์โก รอยส์ กด 2 ตุงให้ทีมของคล็อปป์ในครึ่งแรก “ราชันชุดขาว” จึงถึงกับระส่ำและทั้งเวสต์ฟาเล่นก็สะเทือน

แต่ในช่วงท้ายเกม เฮนริก มคิตาร์ยาน กลับทำโอกาสจะๆ 2 หนหลุดลอย ไม่งั้น คาร์โล อันเชลอตติ คงได้พบกับการคัมแบ็คครั้งมโหฬารที่สุดครั้งหนึ่งของแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นแน่ ซึ่งการได้เห็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เจ็บมีชื่อเป็นตัวสำรองข้างสนามเพื่อเป็นการปลอดภัยไว้ก่อนแสดงให้เห็นว่าเขากลัวคล็อปป์มากขนาดไหน และนั่นถือเป็นการยกย่องสไตล์การเล่นของดอร์ทมุนด์และตัวโค้ชกลายๆเลยทีเดียว

8. เป็นผู้กอบกู้จนวันสุดท้าย

11 เมษายน 2015

คล็อปป์ได้ดึงดอร์ทมุนด์ขึ้นมาหลังจากฟอร์มตกอย่างหนักในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก แต่หลายๆอย่างก็ยังคงไม่เข้าที่เข้าทาง และก็ได้ถูกตอกย้ำโดยลูกเบิกร่องของ ออสการ์ เวนดท์ ที่พาโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัคขึ้นนำตั้งแต่เริ่มคิกออฟเพียง 28 วินาทีในเกมที่โบรุสเซียพาร์ค ซึ่งเป็นหนที่ 3 ของฤดูกาลที่ “เสือเหลือง” เสียประตูนาทีแรกในบุนเดสลีกา นั่นทำให้ มิชาเอล ซอร์ก ที่ปกติจะเป็นคนนิ่งๆถึงกับออกปากว่า “รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” และถึงแม้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของเขาจะดูเหมือนพุ่งตรงไปที่นักเตะมากกว่า แต่การคุมทีมของของคล็อปป์ก็มาถึงจุดที่เป็นคำถามหลังจากที่มีการต่อปากต่อคำกันอย่างเผ็ดร้อนกับกัปตันทีม เซบาสเตียน เคห์ล ที่ข้างสนามในช่วงท้ายเกมที่พ่ายกลัดบัค 3-1 ซึ่งเป็นทีมที่ดูเหมือนว่าจะเข้ามาแทนที่ของดอร์ทมุนด์ในฐานะทีมพลังหนุ่มแห่งบุนเดสลีกาในตอนนั้น หลังจากที่กุมยังเหียนมา 7 ปี นักเตะก็เริ่มไม่ตอบสนองอีกต่อไปและเขาก็ลาออก 4 วันหลังจากนั้น หวังว่าการพักเบรคจะช่วยให้เขาสดชื่นขึ้น

คล็อปโป้แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อดอร์ทมุนด์

More features every day at FourFourTwo.com