8 กรณีศึกษาที่เลสเตอร์ต้องดู หากหวังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ถึงตรงนี้ บอกได้เต็มปากว่า เลสเตอร์ คือ ตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว และถ้าให้ดี “จิ้งจอกสยาม” ควรศึกษา 8 ตัวอย่างต่อไปนี้ เพื่อที่จะให้ความฝันของพวกเขา(และคนไทยจำนวนหนึ่ง ฮา)เป็นจริง...

1. น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, 1977/78

เรื่องราวของ “เจ้าป่า” สามารถสร้างเป็นภาพยนตร์ดีๆสักเรื่องได้เลย

โดยในปีนั้น อดีตยอดทีมแห่งเมืองผู้ดี สร้างเซอร์ไพร์สให้คนทั้งโลกตะลึง เมื่อพวกเขาเพิ่งเลื่อนชั้นจากลีกรองขึ้นมา แต่กลับคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้ในทันที โดยทีมชุดนั้นประกอบด้วยดาวดังอย่าง นายทวารจอมหนึบอย่าง ปีเตอร์ ชิลตัน, มาร์ติน โอนิลล์, โทนี่ วูดค็อก และ อดีตกุนซือทีมชาติไทยอย่าง ปีเตอร์ วิธ

นอกจากนี้ พวกเขายังคว้าแชมป์ลีกคัพได้ในปีเดียวกัน ทำให้กลายเป็นน้องใหม่ที่คว้าดับเบิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่

และที่เหลือเชื่อที่สุด คือ ปีต่อมา พวกเขาได้ไปลุยยูโรเปี้ยน คัพ พร้อมกับคว้าแชมป์ได้ทันที ทั้งยังป้องกันแชมป์ยุโรปได้ในปีต่อมา (1978 และ 1979) จนทำให้ ไบรอัน คลัฟ ถูกยกเป็น บรมกุนซือในตำนาน จวบจนวันนี้

ก่อนที่เมื่อปีที่แล้ว ค่ายหนังจะลงทุนสร้างสารคดีเรื่องเกี่ยวกับพวกเขา ภายใต้ชื่อภาพยนตร์ว่า “I Believe in Miracles

เชื่อได้เลยว่า เลสเตอร์ อยากเดินตามรอยเพื่อนบ้านทีมนี้เป็นที่สุด…

ตำนานฟุตบอลอังกฤษตลอดกาล

2. เวโรน่า, 1984/85

สิ่งที่แฟนๆขาจรมักรู้เกี่ยวกับพวกเขาก็คือ เวโรน่า เป็น โยโย่ คลับ ในอิตาลี(ขึ้นชั้น และ ตกชั้น จาก ลีกสูงสุดอยู่เรื่อยๆ) และ อดีตดาวยิงชื่อดังอย่าง ลูก้า โทนี่ ยังค้าแข้งกับพวกเขา…

ทว่า น้อยคนจะรู้ว่า ครั้งหนึ่ง เวโรน่า เคยสร้างประวัติศาสตร์ ชนิดที่เรียกว่า นี่คือเรื่องราวที่ช็อคที่สุดในพงศาวดารลูกหนังแดนรองเท้าบู้ต…

โดยในซีซั่น 1984/85 เวโรน่า ภายใต้การคุมทีมของ ออสวัลโด้ แบ็คโนลี่ ปราบยอดทีมทั่วอิตาลี ทั้ง ยูเวนตุส ที่มีสตาร์ดังอย่าง มิเชล พลาตินี่, อินเตอร์ ที่นำทัพโดย คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้, โรม่า ที่มียอดกองกลางอย่าง ฟัลเกา และ นาโปลี ที่เพิ่งคว้าตัวดาวเตะอัจฉริยะอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า เข้ามา

พร้อมกับคว้าแชมป์กัลโช่ เซรีอา ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

และเป็นครั้งเดียวจนกระทั่งวันนี้..

3. ซามพ์โดเรีย, 1990/91

ในช่วงต้นยุค 90 นั้น ถือเป็นยุคทองของวงการลูกหนังแดนมะกะโรนีอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาล้วนมีนักเตะชื่อดัง, ยอกโค้ชจำนวนมาก, แท็คติคที่ทันสมัย และ ลีกที่ดีที่สุดในยุโรป

โดยทีมดังๆอย่าง ยูเวนตุส, นาโปลี, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, ลาซิโอ, โรม่า, ปาร์ม่า หรือ ฟิออเรนติน่า ล้วนเป็นที่รู้จักของคอบอลในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ทว่าทุกคนต้องประหลาดใจที่ทีมเล็กๆอย่าง ซามพ์โดเรีย กลับฝ่าด่านอรหันต์เหล่านั้นจนคว้าแชมป์ได้

“ลา ซามพ์” ชุดนั้นคุมทีมโดย วูจาดิน บอสคอฟ โดย อดีตโค้ชยูโกสลาเวีย เข้าคุมทีมตั้งแต่ปี 1986 พร้อมกับเสกให้พวกเขาได้แชมป์ โคปา อิตาเลีย 2 ครั้ง และแชมป์คัพวินเนอร์สคัพ อีก 1 สมัย ก่อนที่จะประสบความสำเร็จสูงสุดกับตำแหน่งแชมป์ลีกในฤดูกาล 1990/91

“ถ้วยสคูเด็ตโตกับซามพ์โดเรีย คือ สิ่งที่สวยงามที่สุดในชีวิตผม” บอสคอฟเคยกล่าวไว้ “เพราะว่า ผมคว้ามันในลีกที่หินและโหดที่สุดในโลก ผมรู้สึกเหมือนตอนลูกคนแรกของผมเกิดเลย มันยิ่งใหญ่มากๆ”

เคลาดิโอ รานิเอรี่ คงอยากกล่าวเช่นนี้หลังจบซีซั่นเช่นกัน

4. น็องต์, 1994/95

เมื่อไม่นานมานี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล เพิ่งยอมรับว่า เลสเตอร์ มีโอกาสที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ โดย ขงเบ้งจอมเก๋า ยกถึงเหตุการณ์ในอดีตของเขาสมัยยังคุม โมนาโก กับเพื่อนคนหนึ่ง…

“มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้งในชีวิตผม ตอนนั้นเพื่อนของผมคุมน็องส์(ฌอง-โคล้ด ซูโอโด้)” เวนเกอร์ รำลึก  "เขาโทรมาหาผมตอนเปิดฤดูกาล เพื่อขอยืมหนึ่งในนักเตะที่ไม่ได้ลงเล่นสม่ำเสมอ แต่ผมตอบปฏิเสธ แล้วเขาก็บอกผมว่า ‘คุณแม่งไม่มีน้ำใจเลย ผมจะตกชั้นแน่ๆ’ ”

ทว่า ซูโอโด้และลูกทีมไม่เคยไปถึงจุดนั้น เพราะตลอดทั้งฤดูกาล พวกเขาแพ้เพียงแค่เกมเดียว พร้อมกับคว้าแชมป์ด้วยคะแนนทิ้งห่างรองแชมป์อย่าง ลียง ถึง 10 แต้ม

“เขาได้แชมป์ปีนั้น” เวนเกอร์บอก “พวกเขาถึงขนาดแม่งไม่แพ้ 32 เกมติดต่อกันด้วยซ้ำ!! ทั้งๆที่ ทีมของเขามีแต่พวกดาวรุ่ง”

“นั่นคือครั้งแรกในชีวิตผม และตอนนี้ผมอาจมีครั้งที่สอง” กุนซือ “ปืนใหญ่” พูดถึงจ่าฝูงอย่าง เลสเตอร์

แน่นอนว่า สาวก “จิ้งจอกสยาม” และบอลรองทั่วโลก ก็อยากเห็นแบบนี้..

5. เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า, 1999/00

ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ “ซุปเปอร์เดปอร์” จัดเป็นทีมระดับบิ๊กของสเปน โดยพวกเขาถึงขนาดไปไกลถึง รอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ด้วยซ้ำ

โดยเรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2000 เมื่อ ลา คอรุนญ่า ที่มีดาวดังอย่าง รอย มาคาย, ฆวน คาร์ลอส บาเลรอน, วอลเตอร์ ปันดิอานี่ , เปาเลต้า และ ฟลาวิโอ คอนไซเซา ช่วยกันพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จ โดยพวกเขาปราบทั้ง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ลงได้

ความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากการลงทุนของเจ้าของอย่าง ออกุสโต้ เซซาร์ เลนโดอิโร่ แต่เมื่อเจ้าของหมดเงินแล้ว พวกเขาจึงกลับกลายเป็นทีมดาดๆทั่วไป ก่อนที่จะตกต่ำถึงขนาดตกชั้นถึงสองครั้ง (2011 และ 2013) ก่อนที่จะกลับมาอยู่บนลีกสูงสุดได้ จนกระทั่งปัจจุบัน

ขนาดพวกเขายังไม่เชื่อว่าตัวเองจะคว้าแชมป์ได้

6. อัลค์มาร์, 2008/09

“ผลงานชิ้นเอกเล็กน้อยของผม”

นี่คือนิยามที่ หลุยส์ ฟาน กัล ให้กับตัวเอง เมื่อครั้งพาทีมเล็กๆทีมนี้คว้าแชมป์ อิเรดิวิซี ฮอลแลนด์ โดย ปรัชญาชาวดัตช์ พาทีมหักปากกาเซียน ปราบยักษ์ใหญ่อย่าง อาแจกซ์, พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และ ทเวนเต้ ได้สำเร็จ

ฟาน กัล ย้ายมาคุม อัลค์มาร์ ตั้งแต่ปี 2005 โดยเขาต้องการมาเลียแผลใจ หลังล้มเหลวในการคุม บาร์เซโลน่า รอบสอง และ กุนซือแมนฯยูไนเต็ด สามารถทำทีมที่ไม่มีซุปเปอร์สตาร์สักคนเป็นแชมป์ลีกได้

เพราะฉะนั้นไม่แน่ว่า ถ้า “ปีศาจแดง” ขายสตาร์ทุกคนออกไป พวกเขาอาจจะได้แชมป์เช่นกัน(ฮา)

7. มงต์เปลลิเยร์, 2011/12

ด้วยฟอร์มปัจจุบันของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทำให้หลายคนลืมไปแล้วว่า ลีกเอิงนั้น เคยมีแชมเปี้ยนชนิดไม่ซ้ำกัน ระหว่างปี 2007 ถึง 2012 และทีมสุดท้ายที่ทำได้ก็คือ มงต์เปลลิเยร์

ก็ใครจะไปเชื่อละว่า สโมสรที่มีงบทำทีมอยู่เพียงอันดับ 13 ในตอนต้นฤดูกาล จะกลายเป็น แชมป์ ในบั้นปลาย โดยมีอันดับเหนือกว่า ทีมที่ใช้งบลงทุนซื้อขายในตลาดเดือนมกราคม 82 ล้านยูโร อย่าง เปแอสเช ได้

ทีมชุดนั้นของ มงต์เปลลิเยร์ นำโดย ดาวยิงมหาประลัยโลกแตก(ฮา) อย่าง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ยิงไปถึง 21 ลูกในลีก พร้อมกับ อีกหลายคน ที่ไม่ค่อยโด่งดังมากนัก จึงเรียกได้ว่า พวกเขาเล่นด้วยทีมเวิร์คอย่างแท้จริง

ทีมสุดท้ายที่คว้าแชมป์ลีกเอิงได้ ก่อน เปแอสเช จะครองอำนาจ

8. แอตเลติโก้ มาดริด, 2013/14

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่แชมป์ลาลีก้าอยู่ภายใต้ของสองทีมผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอย่าง เรอัล มาหริด และ บาร์เซโลน่า

ทว่า ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ และ ลูกทีม ก็หยุดพวกเขาไว้ได้

การคว้าแชมป์ของ “ตราหมี” อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เกินคาด เพราะพวกเขาถือเป็นเต็ง 3 อยู่แล้ว แต่หากถามถึงโอกาสจริงๆของทีมดังแห่งเมืองหลวงทีมนี้ คงบอกได้ว่า มีแค่ไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ก็ในเมื่อคู่แข่งอีกสองทีม ต่างนำโดย สองดาวเตะจากนอกโลก ขณะที่เพื่อนร่วมทีมที่เหลือก็ล้วนแล้วแต่พกดีกรีมาทั้ง แชมป์โลก แชมป์ยุโรป แชมป์ยูซีแอล ฯลฯ และจะทำให้ใครเชื่อได้อย่างไรว่า แอตฯมาดริด จะทำได้

ที่คลาสสิคก็คือ พวกเขาบุกไปคว้าแชมป์ที่ คัมป์ นู ในวันสุดท้ายของฤดูกาลได้พอดี โดยเกมนั้น หาก “บาร์ซ่า” เป็นฝ่ายชนะ ทีมดังแห่งแคว้นคาตันลัน ก็จะเป็นแชมป์ได้เช่นกันและยิ่ง อเล็กซิส ซานเชส ยิงให้เจ้าถิ่นขึ้นนำไปก่อน ทำให้โอกาสที่ บาร์เซโลน่า จะคว้าแชมป์ก็ยิ่งมากขึ้น

ทว่าด้วยสปิริตแห่งนักสู้ ทำให้ตัวแทนจากเมืองหลวงฮึดตีเสมอได้ พร้อมกับยันอยู่ในช่วงเวลาที่เหลือ และเป็นแชมป์อย่างภาคภูมิ

และนั่นคือ ช่วงเวลาที่พวกเขาสลัดออกจากร่มเงาของ สองทีมคู่แข่งร่วมประเทศ ได้อย่างสะใจกองเชียร์ทั้งโลกอย่างที่สุดแล้ว..