9 เหตุผลเบื้องหลังผลงานเกมเหย้าที่ดิ่งเหวของมูรินโญ

พอล วิลคส์ คอลัมนิสต์ของเราได้วิเคราะห์ถึง 9 เหตุผลที่ว่าทำไมผลงานในเกมเหย้าของกุนซือโปรตุกีสจึงไม่เป็นไปตามที่คาดหวังในฤดูกาลนี้...

"สิงห์บลู" เชลซี กำลังมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาแพ้ในบ้านมาแล้ว 3 นัดในฤดูกาลนี้ และมันเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดของ โชเซ มูรินโญ ในรอบ 13 ปีเลยทีเดียว...

สถิติในบ้านที่แข็งแกร่งของกุนซือชาวโปรตุกีสเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาโดยตลอด ผลงานกับ เอฟซี ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด คือเครื่องพิสูจน์ว่าทีมใดก็ตามที่เขาเข้าไปร่วมงานด้วย ..."เดอะ สเปเชียล วัน" จะเปลี่ยนสนามเหย้าเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งสำหรับผู้มาเยือนเสมอ

โชเซ มูรินโญ ครองสถิติไม่แพ้ใครในบ้านมา 9 ปีติดต่อกัน คิดเป็นทั้งหมด 150 เกม ก่อนที่จะถูกล้างสถิติครั้งเมื่อ "ราชันชุดขาว" เปิดบ้านแพ้ให้กับ สปอร์ติ้ง กิฆอน ขณะที่การกลับมาคุมเชลซีเป็นคำรบที่สอง เจ้าตัวก็ยังรักษามนตร์ขลังในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้อย่างดีเยี่ยม หลังจากที่ในสองฤดูกาลแรกพิ่งจะแพ้ในบ้านไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทว่าในปีนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร และแท้จริงแล้วอะไรคือสาเหตุกันแน่?

1. แข้งหลักกอดคอฟอร์มตก

หนึ่งในเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดก็คือบรรดาผู้เล่นตัวหลักของ เชลซี หลายๆ คนไม่ได้อยู่ในระดับการเล่นที่พวกเขาเคยทำได้ในปีที่แล้ว ทั้ง จอห์น เทอร์รี, เนมันยา มาติช, เอแด็น อาซาร์, ดิเอโก้ คอสต้า, และ เชสก์ ฟาเบรกาส ต่างก็ฟอร์มรูดกราวด้วยกันทั้งนั้น

Hazard

เอแด็น อาซาร์ กำลังเผชิญวิกฤติว่าด้วยความมั่นใจและน่าเป็นห่วงเหลือเกินว่าเขาจะกลับมาสู่ระดับท็อปได้หรือไม่

แม้ว่าผู้เล่นเหล่านี้จะไม่ได้ฟอร์มแกร่งตลอดทุกวินาทีที่ลงสนาม แต่ส่วนใหญ่แล้ว "สิงห์บลู" จะมีนักเตะหนึ่งหรือสองคนที่พวกเขาจะพึ่งพาได้ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ ปีที่แล้วคือ เชสก์ ฟาเบรกาส หรือไม่ก็ เอแด็น อาซาร์ แต่ปีนี้มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปเมื่อผู้เล่นตัวจริงของทีมทั้งหมดหันไปทางไหนก็เจอแต่คนที่สูญเสียความมั่นใจ ขณะที่ คอสต้า เองก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจกับการรับบทบาทเป็นศูนย์หน้ามากเท่ากับการพยายามยั่วโมโหคู่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา

2. ผลกระทบจากปรีซีซั่น

มูรินโญรู้แก่ใจดีว่าเขากำลังเสี่ยงดวงเมื่อตัดสินใจที่จะเริ่มออกทัวร์พรีซีซั่นช้ากว่าทีมอื่นๆ เพราะนั่นหมายความว่าลูกทีมของขาจะมีอาการล้าที่มากกว่าและจะไม่พร้อมเต็มที่สำหรับออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ แต่กุนซือโปรตุกีสคงไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าผลกระทบของมันจะร้ายแรงเช่นนี้ แม้ว่าในช่วงที่ทีมฟอร์มตกที่สุด จุดแข็งของมมูรินโญก็คือทีมของเขาจะยังแข็งแกร่งเสมอยามได้เล่นในบ้าน

ย้อนกลับไปสมัยที่เขาได้แชมป์แรกกับ เอฟซี ปอร์โต้ ...มูรินโญทำแต้มหล่นเพียง 2 คะแนนเท่านั้นกับเกมในบ้าน 6 นัดแรกของฤดูกาล ขณะที่ฤดูกาลต่อมาเขาไม่แพ้ใครเลยในจำนวนเกมเท่ากัน หรือแม้กระทั่งในฤดูกาลสุดท้ายกับ เรอัล มาดริด ที่นับว่าย่ำแย่ที่สุดในอาชีพกุนซือของเจ้าตัว มูรินโญก็ยังพาทีมเก็บชัยชนะได้ 5 ครั้งและเสมออีก 1 ครั้งจากการเล่นเกมเหย้า 6 นัดของฤดูกาล หากแต่ในฤดูกาลนี้ 6 นัดแรกในบ้าน "สิงห์บลู" แพ้แล้วไปถึง 3 นัด เสมออีก 1 และชนะได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น

3. ความไม่ลงตัวคู่มิดฟิลด์

ในภาพรวมแล้วคงไม่ถูกนักหากจะโทษบรรดาผู้เล่นกองกลางเพียงอย่างเดียวสำหรับผลงานที่น่าเป็นห่วงนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสาเหตุของปัญหาอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะฤดูกาลที่แล้ว ฟาเบรกาส และ มาติช คือสองคู่หูกองกลางในอุดมคติที่ลงตัวที่สุดในลีก คนหนึ่งรับแน่น อีกคนหนึ่งโดดเด่นในการสร้างสรรค์เกมุก และมันเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปลายเดือนมกราคมก่อนที่ฟอร์มทั้งคู่จะไม่คงเส้นคงวา โดยเฉพาะ ฟาเบรกาส ที่ช็อตไปเสียดื้อๆ

ฤดูกาลนี้เราจึงได้เห็น มูรินโญ พยายามทดลองใช้ส่วนผสมใหม่ๆ เช่น จอห์น โอบิ มิเกล คู่กับ รามิเรส หรือ รามิเรส คู่กับดาวรุ่งอย่าง รูเบน ลอฟตัส-ชีค ขณะที่ มาติช และ ฟาเบรกาส พักหลังๆ ต้องถอยไปรับบทบาทเป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามการทดลองนี้ก็ใช่ว่าได้ผล เพราะคู่กองกลางอย่าง มิเกล-รามิเรส ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงกับการทำอันตรายและหยุดเกมรุกในนัดที่พวกเขาเปิดบ้านพ่ายแพ้ให้แก่ "หงส์แดง" 1 ประตูต่อ 3

...ปัจจุบัน เชลซี ยังคงไร้ทางออกว่าจะใช้งานใครเป็นสองฟันเฟืองขับเคลื่อนแผงมิดฟิลด์ และทุกเวลาที่พวกเขาเสียไปจะยิ่งทำให้การเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ

4. การขาดหายไปของกูร์ตัวส์

อัสมิร์ เบโกวิช เป็นผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยม ข้อนี้ไม่มีใครกล้าสงสัย หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการขาดหายไปของ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ทำให้แผงหลังของสิงห์บลูต้องสะเทือน เพราะนอกจากการเซฟที่ยอดเยี่ยมหลายต่อหลายครั้ง เขาคือหนึ่งในนักเตะที่สั่งการเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่การตัดสินใจปล่อย ปีเตอร์ เช็ค ที่เป็นอะไหล่ชั้นยอดไปอยู่กับทีมคู่แข่งก็ทำให้พวกเขาไม่มีทรัพยากรที่พอเพียงในตำแหน่งผู้รักษาประตู และการพึ่งพานายด่านที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาแค่ไม่กี่เดือนอย่าง เบโกวิช ให้แบกทีมก็เป็นอะไรที่หนักหนาเกินไป

Courtois

การต้องขาด ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ทำให้เกมรับของ เชลซี ยวบลงอย่างเห็นได้ชัด

5. การกระตุ้นลูกทีมของมูรินโญ

"เขาเป็นโค้ชประเภทที่ไม่ต้องใช้คำพูดมากมายก็มักจะทำให้เรามีกำลังใจจะสู้เต็มที่เสมอ" ดาเมียน ดัฟฟ์ อดีตแข้งที่เคยร่วมงานกับกุนซือชาวโปรตุกีสกล่าวไว้ ซึ่งอันที่จริงแล้วทักษะการกระตุ้นลูกทีมของ มูรินโญ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเจ้าตัวหากแต่ในฤดูกาลนี้มันกลับไม่ได้ผลตามที่หวังไว้

ความตึงเครียดของเขาส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นของนักเตะอย่างเห็นได้ชัด ...ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มูรินโญ เคยต่อว่านักเตะผ่านสื่อเพียงแค่หนเดียวเท่านั้น หากแต่ปีนี้เขากลับทำลายสถิติดังกล่าวและออกมาวิจารณ์ฟอร์มการเล่นของลูกทีมอย่างเปิดเผยหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย

6. ความไม่ลงรอยกับสื่อ

มูรินโญควบคุมสถานการ์ได้ไม่ค่อยดีนักยามต้องเผชิญหน้ากับสื่อมวลชนอังกฤษ และหลายๆ ครั้งการให้สัมภาษณ์ของเขาก็ส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์ของสโมสรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ...การวิพากษ์วิจารณ์ผู้ตัดสินบ่อยครั้งทำให้เขาโดนลงโทษและสั่งห้ามคุมทีมข้างสนาม อันที่จริงแล้วมันดูเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ ดิเอโก้ คอสต้า กำลังสร้างปัญหาในสนามและรอดโทษจากความผิดพลาดมาหลายต่อหลายครั้ง

7. ความกังวลของเหล่ากองเชียร์

สาวก "สิงห์บลู" ส่วนใหญ่ยังคงหนุนหลัง โชเซ มูรินโญ แต่ความพ่ายแพ้ต่อเนื่องเริ่มทำให้หลายฝ่ายต่างเป็นกังวล ...ความมั่นใจของเหล่านักเตะกำลังเปราะบาง และบรรยากาศที่ตึงเครียดในสนามก็ไม่ได้ช่วยให้นักเตะทำผลงานได้ดีขึ้น แฟนๆ เชลซี ไม่เคยต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในบ้านบ่อยนัก นั่นทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาในการปรับตัวและเรียนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมในยามสถานการณ์บีบบังคับ

...แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ผ้เล่นเชลซีอาจต้องทำใจให้ชินกับการลงเล่นท่ามกลางบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงัดและวังเวงในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปก่อน

One of us

สาวก "สิงห์บลู" ส่วนใหญ่ยังคงหนุนหลัง โชเซ มูรินโญ แต่ความพ่ายแพ้ต่อเนื่องเริ่มทำให้หลายฝ่ายต่างเป็นกังวล

8. เรื่องเงินๆ ทองๆ

"(แมนเชสเตอร์) ซิตี้ ตอบสนองต่อความล้มเหลวที่ไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ด้วยการทุ่มเงินซื้อนักเตะระดับท็อปเสริมทีม" นี่คือคำพูดของ มูรินโญ ที่ดูคล้ายๆ จะจงใจประชดสโมสรที่ล้มเหลวในตลาดซื้อขายเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา มูรินโญมักจะมีทรัพยากรที่พร้อมเพียงและมากที่สุดเมื่อเทียบกับทีมอื่นๆ แต่ปัจจุบันมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปโดยเฉพาะเมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด และ แมนฯ ซิตี้ ต่างก็มีงบประมาณมหาศาลในการเตรียมทีมพอๆ กัน

นอกจากนั้นรายได้ที่มากขึ้นในลีกก็ทำให้ทีมระดับรองลงมา เช่น นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, เลสเตอร์ ซิตี้ หรือ คริสตัล พาเลซ มีเงินที่จะใช้สำหรับการซื้อนักเตะคุณภาพเสริมทีมมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการทุ่มซื้อ โยฮัน กาบาย ของ "ปราสาทแก้ว" ที่ทุบสถิติสโมสรด้วยการจ่ายเงินจำนวน 12.8 ล้านปอนด์ให้กับ เปแอสเช  หรือ "ทัพขุนค้อน" ก็เสริมได้อันตรายด้วยการดึง ดิมิทรี ปาเยต์ เพลย์เมคเกอร์ระดับท็อปของลีกเอิงร่วมก๊วน

9. ดวงกุด

บางครั้งในเกมฟุตบอลความสามารถเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการเป็นยอดทีม ...เรื่องดวงคืออีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นในยามที่ทีมกำลังเผชิญทางตันหรือปัญหานักเตะฟอร์มร่วง และ ณ เวลานี้ดูเหมือน "เชลซี" กำลังไร้ดวงสุดๆ แต่การรอคอยให้เทพีแห่งโชคชะตาเข้าข้างคงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีนัก ฉะนั้นสิ่งที่ "สิงห์บลู" ควรทำก็คือพยายามฝึกซ้อมให้มากๆ เข้า และในตลาดหน้านาวที่จะถึงนี้พวกเขาต้องเสริมผู้เล่นระดับเข้ามาให้ได้ หากไม่ได้นักเตะที่จะเป็นคีย์แมน อย่างน้อยๆ พวกเขาจะต้องมีตัวสำรองเปลี่ยนเกมที่ดีกว่านี้ในทีม...