อารยะขัดขืน: เมื่อเอเอฟซีแข็งข้อต่อฟีฟ่าในการประชุมที่กัว

ทั้งที่มันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่สหพันธ์ฟุตบอลเอเชียควรจะได้สมาชิกเข้าร่วมในคณะกรรมการบริหารของฟีฟ่า แต่กลับจบลงด้วยการใช้เงินไปหลายล้านเพื่อกลับไปที่ศูนย์อีกครั้ง อีกทั้งยังเกิดคำถามมากมายตามมามากกว่าคำตอบ และ สก็อตต์ แม็คอินไตร์ คอลัมนิสต์ของเราจะมาอธิบายในเรื่องนี้

แม้ว่าเอเชียจะมีระยะทางห่างจากบ้านเกิดของ จานนี่ อินฟานติโน่ เกือบ 200 กิโลเมตร แต่ในสัปดาห์นี้ประธานฟีฟ่าคนปัจจุบันได้มาเยี่ยมเยือนทวีปที่ใหญ่ที่สุดของโลกเพื่อเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์อันสุดดราม่าระหว่างเอเชียและองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในเกมลูกหนัง

ก่อนการเลือกตั้งเพื่อหาตัวแทนจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) 3 คนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการฟีฟ่าตามโครงสร้างใหม่ ทุกอย่างก็ได้หยุดชะงักลงหลังจากที่ตัวแทนชาติสมาชิกลงมติไม่รับรองให้มีการเลือกตั้งดังกล่าว

ทวีปเอเชียได้แสดงให้ทวีปอื่นๆได้เห็นว่าพวกเขาจะต้องไม่ถูกฟีฟ่ากระทำการเช่นนี้

สิ่งนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าอินฟานติโน่ถือเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ ซึ่งแหล่งข่าวระดับสูงคนหนึ่งได้กล่าวกับโฟร์โฟร์ทูว่ามันเป็นการ "ส่งสัญญาณที่ชัดเจน" ว่าเอเอฟซีจะไม่ยอมถูกควบคุมโดยฟีฟ่า

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ฟีฟ่าได้ห้ามไม่ให้ ซาอูด อัล-โมฮานนาดี ผู้สมัครจากกาตาร์ลงเลือกตั้ง เนื่องจากกำลังถูกสืบสวนจากคณะกรรมการจริยธรรมอยู่

โดยอัล-โมฮานนาดีที่มีดีกรีเป็นรองประธานของสมาคมฟุตบอลกาตาร์นั้นได้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำผิดอะไร จนได้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในเอเอฟซีเนื่องจากผู้สมัครรายนี้ได้ผ่านการตรวจสอบด้านจริยธรรมของฟีฟ่ามาแล้วก่อนหน้า แต่ตอนนี้กลับจะถูกแบนโดยองค์กรเดียวกัน

 ซึ่งความเคลื่อนไหวในการกีดกันนายอัล-โมฮันนาดี้ จากการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้นถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นความพยายามของอินฟานติโน่ที่จะลดอำนาจของ ชีค ซัลมาน ประธานเอเอฟซี โดยแน่นอนว่าคนที่ประธานชาวสวิสหนุนอย่าง จาง เจี๋ยน ชาวจีน และ โมย่า ด็อดด์ ของออสเตรเลียน่าจะนอนมา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางเอเอฟซีเองก็พยายามจะลดปัญหาการเมืองในองค์กรเองอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าผู้สมัครจากกาตาร์และจีนน่าจะได้รับเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่ อาลี คาฟาเชียน จากอิหร่าน และ ไซนูดีน นอรดีน จากสิงคโปร์จะมาเคลมอีกหนึ่งเก้าอี้

อินฟานติโน่ (ซ้าย) และ ชีค ซัลมาน

เพราะแคนดิเดตชาวอิหร่านรายนี้มีขั้วการเมืองที่อยู่ฝั่งเดียวกับอินฟานติโน่ ทว่าในส่วนของนอรดีนนั้นไม่น่าจะมีคนโหวตให้หรือแม้กระทั่งมีโอกาสออกหน้าออกตาหาเสียงตามสื่อเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งการโหวตสมาชิกหญิงแยกก็น่าจะมีการเจรจากันอย่างลับๆนอกรอบซึ่งเต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอดีตแข้งหญิงทีมชาติออสเตรเลียอย่างด็อดด์น่าจะชนะโหวตด้วยคะแนนเสียงที่ฉิวเฉียด ต่อให้ชาติของเธอไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบในวงเอเอฟซีนักก็ตาม

ทำให้การโหวตรับรองการเลือกตั้งครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งสองฝ่ายและเป็นประธานเอเอฟซีที่เป็นฝ่ายชนะ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

จากการที่ ชีค ซัลมาน เคยเป็นคู่แข่งอินฟานติโน่ในการเลือกตั้งประธานฟีฟ่ามาก่อน ทำให้เขามีฐานเสียงที่แกร่งพอสมควรในการลงเลือกตั้งครั้งหน้าและมันก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วถึงการโหวต "โน" ครั้งนี้

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวรายหนึ่งที่โหวตไม่รับวาระได้บอกกับโฟร์โฟร์ทูว่านี่คือสัญญาณเตือนฟีฟ่าให้หยุด "เล่นการเมือง" ได้แล้ว

"อย่างแรกเลยเราจำเป็นต้องถามถึงสิ่งที่อินฟานติโน่กำลังทำในกระบวนการนี้ และเหตุใดเขาถึงแต่งตั้งคนจากประเทศตัวเอง (ฟรองซัวส์ คาร์ราร์ด ชาวสวิส) เข้ามารับหน้าที่คณะกรรมการตรวจสอบ ทั้งที่เราได้ยินว่ากระบวนการนี้จะต้องมีการปฏิรูป" แหล่งข่าวนิรนามกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู

"จากนั้นเราก็จำเป็นต้องถามว่าทำไมตัวเขาและฟีฟ่าต้องเข้ามายุ่มย่ามในเรื่องของเอเอฟซี ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะทำสิ่งนี้ให้ชัดเจนต่อฟีฟ่าว่าเอเอฟซีจะไม่ยอมทำตามที่บอก"

"นอกจากนี้ทวีปเอเชียยังแสดงให้ทวีปอื่นๆได้เห็นเช่นกันว่าพวกเขาจะต้องไม่ถูกฟีฟ่ากระทำการเช่นนี้ และแสดงให้อินฟานติโน่เห็นว่าเอเชียรวมตัวกันอยู่ตรงข้ามกับเขา เพื่อจะได้ระวังตัวให้มากเวลาทำอะไร"

ขณะที่การตัดสินใจเลือกตั้งถูกแช่แข็งเนื่องจากผลโหวตแทบจะเป็นเอกฉันท์ แต่ก็มีอยู่หนึ่งชาติ (เชื่อว่าน่าจะเป็นจอร์แดน) ที่งดออกเสียง ขณะที่อีกหนึ่งเสียงสวนทางกับส่วนใหญ่ นั่นก็คือสิงคโปร์

ถึงแม้ไซนูดีนถูกมองว่าจะสอบตกในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่อย่างน้อยการเลื่อนเวลาออกไปก็ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางการเมืองอันน่ากระอักกระอ่วนภายในสมาคมฟุตบอลสิงคโปร์ (เอฟเอเอส) ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

วงการฟุตบอลสิงคโปร์กำลังได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวของเอเอฟซี ภาพ: Weixiang Lim/FFT

เนื่องจากคนที่มีตำแหน่งในฟีฟ่าจะได้นั่งเป็นกรรมการบริหารของเอเอฟซีโดยอัตโนมัติ และแต่ละชาติจะถูกจำกัดโควตาไว้เพียงแค่คนเดียว นั่นหมายความว่าการลงสมัครเลือกตั้งของไซนูดีนจะมีผลทำให้ วินสตัน ลี เลขานุการทั่วไปของเอฟเอเอสถูกถอดออกจากตำแหน่งรองประธานเอเอฟซีด้วย

ซึ่งจากการที่ลีเป็นคนที่ 'ครอบครัว' เอเอฟซีชื่นชอบอยู่พอสมควร ขณะที่ไซนูดีนถูกมองจากหลายชาติว่าเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ แม้แต่ในสิงคโปร์เองก็ตาม บางทีสิ่งที่ดีที่สุดคือควรจะหยุดไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะแหล่งข่าวหลายรายเองก็บอกกับโฟร์โฟร์ทูว่าพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่ตัวเขาดันทุรังลงสมัครเลือกตั้ง

"เขาไม่มีโครงการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และแทบจะเห็นน้อยครั้งได้ บางทีเขาคงเห็นว่านี่คือทางออกที่ราบรื่นที่สุดที่จะออกจากปัญหาของตัวเองในสิงคโปร์ด้วยการลงเลือกตั้ง" แหล่งข่าวบอกกับโฟร์โฟร์ทู

ถ้าไม่มองว่าเป็นชาติไหน ทวีปใด หรือแม้แต่องค์กรไหนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาคือตัวตอกย้ำให้เชื่อว่าเกมลูกหนังทั่วโลกกำลังถูกฉุดรั้งโดยกลุ่มคนที่พยายามจะเล่นเกมการเมืองมากกว่าเกมกีฬา

อันที่จริงแล้วก็ได้มีการใช้การเลือกตั้งในการแทรกแซงอำนาจหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จทั้งที่มีโอกาสหลายหน เรื่องนี้แม้แต่คนในเองก็ไม่เข้าใจ

แต่สิ่งได้ที่แสดงออกมาให้เห็นก็คือว่าเมื่อถึงจุดที่ชาติในเอเชียตั้งใจที่จะพัฒนาเกมลูกหนังแล้ว ก็จะมีชายและหญิงรวมตัวกันเพื่อทำให้การประชุมสิ้นสุดลงในเวลาแค่ 27 นาที

เหมือนอย่างที่ ชีค ซัลมาน กล่าวไว้ว่า "นี่คือเป็นการประชุมที่สั้นที่สุดที่ผมนั่งเก้าอี้ประธานมาเลยทีเดียว"

และมันก็น่าจะเป็นหนึ่งในการประชุมครั้งที่มีราคาแพงที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะบิลล์ค่าใช้จ่ายสำหรับการประชุม 27 นาทีนั้นคงหมดไปหลายล้าน ขณะที่ศึกชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปีอันเป็นเวทีสำหรับคนรุ่นใหม่จากทั่วทั้งทวีปก็กำลังโรมรันที่กัวเช่นกัน

เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าเมื่อเกมการเมืองถูกระงับไว้ในชั่วโมงนี้ จะมีนักการเมืองลูกหนังสักกี่รายที่จะยืนหยัดจนถึงสัปดาห์สุดท้าย?