อายุเป็นเพียงตัวเลข : ชีวิตลูกหนังในวัยย่าง 40 ของ นิเวส ศิริวงศ์

อีกไม่ถึง 2 เดือน ปราการหลังวัยเก๋าอย่าง นิเวส ศิริวงศ์ จะมีอายุเลข 4 นำหน้า ช่วงปีที่ผ่านมา และฤดูกาล 2017 ชีวิตค้าแข้งของเขาเป็นอย่างไร แตกต่างกับสมัยยังหนุ่มยังแน่นหรือไม่ ติดตามได้ที่นี่

เมื่อฤดูกาล 2016 ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ “กัปตันเป็ด” ได้ลงไปสัมผัสฟุตบอลลีกรากหญ้าของประเทศไทยเป็นหนแรก กับสโมสร อยุธยา วอร์ริเออร์ โดยมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เขาตัดสินใจเช่นนั้น และได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างกับลีกสูงสุดอย่างมาก

“ช่วงนั้นจบฤดูกาล 2015 พอดี ก็กำลังรอติดต่อหาทีมเล่นอยู่ คุยไว้หลายทีมแต่รายละเอียดมันยังไม่ลงตัว แล้วก็ติดปัญหาเรื่องเอกสารส่งตัวที่มันจะไม่ทันตลาดปิด” นิเวส เริ่มท้าวความถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อน

“พอดีพี่ วิรัช วังจันทร์ เป็นโค้ชของ อยุธยา วอร์ริเออร์ แกก็มาบอกว่าถ้าไม่ทันยังไงก็มาช่วย “อยุธยา ก่อนมั้ย? สักเลกนึง” แล้วตลาดก็ใกล้จะปิดพอดี ก็เลยตอบตกลงไปช่วยแก”

แน่นอนว่าด้วยระดับที่ห่างกันถึง 2 ขั้น ความเป็นมืออาชีพ, การบริหารจัดการ รวมถึงสัญญาของนักเตะในทีม ซึ่ง “กัปตันเป็ด” เผยว่ามีความแตกต่างกับไทยลีกชนิดหน้ามือกับหลังมือ ประกอบกับปัญหาหลายๆอย่างในทัพ “นักรับอโยธยา” ที่เขายอมรับว่าเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้

“แต่งต่างกันเยอะนะ ทั้งการจัดการทีม เรื่องสัญญานักเตะที่มันไม่ชัดเจน มีสิทธิ์โดนยกเลิกสัญญาแบบไม่รู้ตัวได้ตลอด เพราะแต่ละคนไม่มีเอเยนต์มาคอยดูแล บางคนเพิ่งเซ็นได้แป๊ปเดียว โดนยกเลิกสัญญาฟ้าผ่าเลย”

“บางคนเจ็บหนัก ค่ารักษาเป็นแสน เขาก็อาจจะช่วยสัก 2-3 หมื่น มันก็พูดยากนะเรื่องแบบนี้ เราเข้าไปเห็นเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเองก็สงสารนะ”

หลังจากอยู่ช่วยยอดทีมแห่งภาคกลางในลีกรากหญ้าและโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเลกแรกของฤดูกาล 2016 พัทยา ยูไนเต็ด ก็ทำการดึงตัวเขากลับไปรับใช้ทีมอีกครั้งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง แต่ด้วยวัยที่มากขึ้น เขาจึงไม่ใช่ผู้เล่นตัวหลักเหมือนแต่ก่อน และได้ลงสนามเพียง 4 นัดเท่านั้น โดยถูกส่งลงเล่นเป็นตัวสำรองทั้งหมด และได้ใช้เวลาบนผืนหญ้าเพียง 46 นาที ตลอดครึ่งฤดูกาลหลัง

ผ่านพ้นฤดูกาล 2016 ไปได้สักพัก นิเวส ก็ได้รับการติดต่อจากทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นสู่ศึกเอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ อย่าง เกษตรศาสตร์ เอฟซี และได้สัมผัสกับลีกรองของแดนสยามเป็นครั้งแรกในชีวิต

“สำหรับปีนี้ก็อยากลองประสบการณ์ใหม่ๆอีกครั้งนึง พอได้รับการติดต่อมาก็เลยตอบตกลงไป เพราะในทีมเกษตรศาสตร์นี่ก็มีพรรคพวกเก่าเยอะ รู้จักกับบอร์ดบริหารด้วย ก็เลยตัดสินใจมาช่วยเขา”

“พูดถึงความเป็นมืออาชีพ มันก็พัฒนาขึ้นมาอีกขั้น สมมติว่าถ้าในดิวิชั่น 2 เต็ม 100 เปอร์เซนต์ แล้ว พอเลื่อนชั้นขึ้นมามันก็จะเหลือประมาณ 50 เพราะการแข่งขันที่มันสูงขึ้น และใกล้เคียงกับไทยลีกยิ่งขึ้น ก็ต้องพยายามเพิ่มอีกเท่าตัว”

ด้วยวัยย่าง 40 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แน่นอนว่าสภาพร่างกายที่โรยราลงไป ทำให้ “กัปตันเป็ด” ต้องดูแลตัวเองให้ดีกว่าเดิม เพื่อที่จะสามารถลงเล่นในระดับอาชีพที่การแข่งขันสูงอย่างลีกพระรองได้แบบตลอดรอดฝั่ง

“เราต้องรับผิดชอบตัวเองมากกว่าเดิมทุกอย่าง การซ้อม จะเน้นจะเพิ่มเติมจุดไหน อาหารการกิน ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ต้องกินอะไรเสริม การพักผ่อนก็ต้องนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง ถ้าพักผ่อนได้เพียงพอก็ดีต่อร่างกายเรา อันนี้สำคัญ”

“ถ้ารู้ว่าเหนื่อย ห้ามฝืนตัวเอง เพราะเราไม่ใช่เด็กๆแล้ว ก็คุยกับโค้ชได้ว่าวันนี้ชักจะไม่ไหวแล้วนะ ฝืนไปเดี๋ยวจะแย่เอา ทำร้ายทั้งตัวเองและสโมสร พอฝืนแล้วพลาดเสียประตูขึ้นมาก็พอดีกัน พออายุเยอะขึ้น ก็ยิ่งรู้ตัวเองมากขึ้น”

“ทุกคนในทีมเล่นได้หมดแหละ ทุกคนพร้อมที่จะเล่นและรอรับโอกาส ถ้าไม่ไหวก็ต้องเปลี่ยนตัว เพราะมีน้องๆที่รอรับโอกาสจากเราอยู่ เหมือนตอนเป็นเด็กนั่นแหละ ที่นั่งรอจะได้ลงสนาม พอมาถึงจุดนี้เราก็เข้าใจ”

ผลงานล่าสุดของทัพ “นาคามรกต” เรียกได้ว่าย่ำแย่เอาการ เมื่อตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา 15 นัด จนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่สามารถคว้าชัยจากทีมไหนได้เลย เก็บได้เพียง 7 แต้ม จากการเสมอ 7 นัด นั่นหมายความว่าพวกเขาแพ้ไปแล้วถึง 8 ครั้ง ในฤดูกาลนี้

แม้ฟอร์มของทีมจะไม่สวยงาม และยอมรับว่าเป็นฤดูกาลที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในชีวิตค้าแข้ง แต่ด้วยการแข่งขันที่ยังเหลือให้สู้ต่ออีกหลายนัด “กัปตันเป็ด” ก็มั่นใจว่าต้นสังกัดใหม่ของเขาจะอยู่รอดต่อไปในลีกพระรอง และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทีมรอดพ้นการตกชั้นให้ได้

“พูดถึงมันก็เป็นฤดูกาลที่เลวร้ายนะ แต่เคยเจอที่แย่กว่านี้มาแล้วตอน พัทยา ตกชั้น อยู่มา 5 ปี มาตกชั้นเอาปีสุดท้าย ตอนนี้ยังเหลืออีกหลายนัด คะแนนก็ไม่ห่างกันมาก ยังมีโอกาสรอดอยู่ ถ้าเริ่มชนะได้ติดๆกัน ฟอร์มันก็เข้าฝักเอง”

“ผมก็บอกไม่ได้นะว่าจะเล่นได้ไหวอีกกี่ปี ขอมุ่งเป้าตั้งสมาธิพา เกษตรฯ หนีโซนตกชั้นให้ได้ก่อน แต่รอดอยู่แล้วแหละ เชื่อผม”